
“ปดิพัทธ์”มั่นใจทีมเจรจา พร้อมเป็นประธานสภาฯคุมเกมได้
'ปดิพัทธ์ สันติภาดา' ยันก้าวไกลยึดหลักการ พรรคอันดับ1 ต้องได้เก้าอี้ประธานสภา หากได้ตำแหน่งพร้อมแสดงวิสัยทัศน์เรียกความเชื่อมั่นสมาชิก มั่นใจคุมเกมในสภาได้ยึดข้อบังคับไม่ใช่ตัวบุคคล
นายปดิพัทธ์ สันติภาดา กรรมการบริหารพรรคก้าวไกล ในฐานะแคนดิเดตตำแหน่งประธานสภาฯของพรรค บอกถึงการที่พรรคก้าวไกลเลื่อนหารือกับพรรคเพื่อไทยในตำแหน่งประธานสภาวันนี้ ว่า ป็นการเลื่อนของคณะเจรจา
ดังนั้นไทม์ไลน์ 28-29 มิ.ย.ที่จะมีความชัดเจนขึ้นเรื่องตำแหน่งประธานสภาก็ต้องเลื่อนออกไปก่อน และจะต้องให้ความไว้วางใจเพราะคณะเจรจาได้รับผลตอบรับจาก ทั้ง ส.ส.ของแต่ละพรรคและสังคมไปแล้ว ก็ให้เขาได้เดินหน้าเจรจากัน
ส่วนกรณีที่ถูกมองว่า เป็นเกมต่อรองของพรรคก้าวไกลหลังจากนี้จะจบอย่างไร ระบุว่า ตอนนี้การเจรจา ยังไม่สิ้นสุด ตราบใดที่ยังไม่มีการโหวตประธานสภาฯ การเจรจาก็ยังคงเดินต่อไปได้เรื่อยๆ แต่ด้วยเงื่อนเวลาบีบว่าจะต้องการความชัดเจนแล้ว ก็ยังไม่จำเป็นที่จะต้องตอบภายใน1-2วันนี้ โดยจะต้องให้เวลากับคณะทำงานให้ได้มากที่สุด แล้วแต่ละฝั่งก็ไม่ได้หยุดเตรียมการหากเปิดสภาแล้วและหากพรรคก้าวไกลได้รับตำแหน่งเป็นประธานสภาก็จะต้องเตรียมภารกิจที่จะทำไว้ให้พร้อม
ทั้งนี้แนวโน้ม ก้าวไกลจะถอยหรือไม่ เป็นหน้าที่ของทีมเจรจา ส่วนที่นักวิชาการต้องการให้ถอยคนละก้าวระหว่างพรรคเพื่อไทยกับพรรคก้าวไกลมองว่า ตนมีหน้าที่เตรียมงานสภาจึงต้องเตรียมงานสภาให้มีความพร้อมส่วนทีมเจรจาจะไปรับฟังกลุ่มต่างๆและมีหน้าที่ในการไปเจรจาดังนั้นจึงเป็นอำนาจหน้าที่ของทีมเจรจา
นักข่าวถามว่า จะทันกรอบระยะเวลาในการทำรัฐพิธี 3ก.ค.นี้หรือไม่ นายปดิพัทธ์ ตอบว่า ทันแน่นอน เพราะก่อนที่จะลงทุนสร้างบ้าน ก็จะต้องทะเลาะกันเรื่องพิมพ์เขียวให้เรียบร้อยก่อน ถ้ายังออกแบบแล้วยังไม่พอใจกันก็ยังไม่ต้องสร้าง แต่สุดท้ายแล้วมันก็มีวันสร้างก็คือวันที่เราเริ่มต้นรัฐพิธี
ส่วนสองพรรคจะหาข้อตกลงกันได้อยู่หรือไม่นั้น แนวโน้มจากเสียงโหวตที่ประชาชนมอบให้ยังไงสองพรรคก็ต้องตกลงกันได้อยู่แล้ว เพราะจุดยืนของพรรคก้าวไกลมีความตั้งใจว่า ถ้าเราสามารถยึดหลักการไม่ได้คือพรรคอันดับหนึ่งจะได้ความชอบธรรมในการเป็นประธานสภา เหมือนกับที่พรรคอันดับหนึ่งได้เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล เราจึงเดินหน้าตามหลักการนี้ก่อนและต้องมีคำตอบให้สังคมว่าทำไมเราถึงพร้อมทั้งเรื่องของวิสัยทัศน์และนโยบาย ซึ่งพรรคได้เตรียมแบบที่ควรจะเป็นในทิศทางของพรรคไว้ก่อนส่วนแผนอื่นจะเป็นอย่างไรค่อยว่ากัน
นักข่าวถามว่า ปัญหาเรื่องตำแหน่งประธานสภาจะไม่ทำให้พรรคก้าวไกลและพรรคเพื่อไทยแตกกันใช่หรือไม่ ตอบว่า ในฝั่งของก้าวไกลคิดว่าเรื่องนี้เป้าหมายของพรรคใหญ่มากในการจัดตั้งรัฐบาล ที่เป็นความหวังของประชาชน ตนคิดว่าคงไม่ให้ตำแหน่งใดตำแหน่งหนึ่งมาทำให้เป้าหมายที่เสียไป
ส่วนบทบาทความไม่เชื่อมั่นเพราะอยากได้ประธานที่น่าเชื่อถือมีประสบการณ์ มีความเหมาะสม มองเรื่องนี้อย่างไร หากก้าวไกลเข้าไปแล้วจะทำได้มากน้อยแค่ไหนนั้น นายปดิพัทธ์ มองว่า เป็นสิทธิในการวิพากษ์วิจารณ์ และข้อเสนอ ซึ่งข้อเสนอเรื่องประสบการณ์ได้รับผลตอบรับมาตั้งแต่สมัยที่แล้ว จึงต้องแลกด้วยการทำงานหนักและการค้นคว้าข้อมูลและถามผู้รู้ในประสบการณ์ต่างๆ
“ผมไม่สามารถบอกได้ว่าผมจะเป็นประธานที่ดีที่สุดให้ทุกคนไว้ใจได้อย่างไรแต่ผมได้นำเสนอแล้วว่าเรามีความพร้อมและเราพร้อมที่จะทำงานหนักร่วมกับทุกฝ่ายจึงเป็นเรื่องที่ทีมเจรจาจะไปพิจารณากัน”
ทั้งนี้อยากจะบอกกับผู้ที่จะโหวตให้เราในการเป็นประธานสภาอย่างไรบ้างเพื่อให้เกิดความมั่นใจในการทำหน้าที่ของตนเอง นายปดิพัทธ์ ระบุว่า ตามข้อบังคับในรัฐธรรมนูญเขียนไว้ว่าก่อนจะมีการโหวตประธานสภา จะต้องมีการแสดงวิสัยทัศน์ก่อน ตนคิดว่าเวทีในการแสดงวิสัยทัศน์ในวันที่4ก.ค.จะเป็นเวทีที่ตนสามารถให้ความมั่นใจกับสมาชิกสภาได้ แต่ทั้งหมดจะต้องจบที่ทีมเจรจาก่อน
“ดังนั้นความไว้ใจของตนตอนนี้ไม่ใช่จะไว้ใจใครแต่ไว้ใจทีมเจรจาก่อนเพราะเป็นผู้ใหญ่ที่มีวุฒิภาวะของทั้งสองพรรคได้คุยกัน”
ส่วนกระบวนการที่เสนอชื่อมาเป็นตนเองนั้นได้รับความไว้วางใจจากส.ส. 151 คนในพรรคหรือไม่ ในพรรคจะแบ่งเป็นสามปีก คือ ปีกทีมเจรจา ปีกฟอร์มครม. และปีกฟอร์มทีมสภา แต่ละปีกมีอิสระต่อกันไม่ได้มีการมานั่งดูว่าใครเป็นของใคร แต่อาจจะมีการพูดคุยเรื่องตัวละคร ว่าจะโยกจากคนนี้ไปเป็นคนนี้ได้หรือไม่ ซึ่งในทีมสภาเราได้ออกแบบร่วมกัน ว่านโยบายควรเป็นอย่างไร มีอะไรที่ควรปรับในกระบวนการนิติบัญญัติบ้าง แล้วจะยกระดับการทำงานในสภาอย่างไรบ้าง ซึ่งเป็นคนในทีมที่ทำงานร่วมกัน และไปรับฟังความคิดเห็นจากคนหลากหลายกลุ่มว่าอยากเห็นสภาพเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร ส่วนชื่อของตนเองถูกพิจารณาโดยกรรมการบริหารพรรค มีการนำเสนอชื่อผ่านกรรมการบริหารและประกาศให้ที่ประชุมส.ส.ได้รับทราบ
นักข่าวถามอีกว่า ท้ายที่สุดแล้ว ถ้าเพื่อไทยไม่ถอยก้าวไกลไม่ถอยจะทำให้พรรคใดพรรคหนึ่งเป็นฝ่ายค้านหรือไม่นั้น นายปดิพัทธ์ เชื่อว่า การเจรจาจะจบลงด้วยดีตราบใดที่ยังไม่ถึงวันนั้น ก็ให้เวลาหน่อย ทุกคนก็อยู่ในความกดดัน ประชาชนก็คาดหวังเยอะ ถ้าเราไม่ไว้ใจกันคิดเล็กคิดน้อย คนนั้นพูดอย่างนั้น คนนี้พูดอย่างนี้ทีมทำงานก็ทำงานไม่ได้ ก็ขอให้ทีมเจรจาทำงานให้เต็มที่ให้ได้ และยืนยันว่า ยังไว้ใจกันอยู่แน่นอน
ทั้งนี้หากนายปดิพัทธ์ได้นั่งประธานสภาจะมั่นใจหรือไม่ว่าสามารถเอาอยู่ในปัญหาความวุ่นวายของการทำงานต่างๆที่จะเกิดขึ้นภายในสภา ซึ่งตนคิดว่าทุกคนมีวุฒิภาวะ และเชื่อมั่นว่าไม่ต้องมาเคารพที่ตัวของตนเอง และมาฟังตอนเบรก แต่ทุกคนต้องเชื่อในข้อบังคับที่เป็นกฎหมายของการประชุมและเคารพรัฐธรรมนูญ ซึ่งอาจทุกคนอยู่ในกติกานี้ได้ แล้วตนคิดว่าคงไม่ได้ไปตั้งหน้าตั้งตาปิดไมค์ใครด้วย เพราะทุกคนมีเอกสิทธิ์ในการอภิปราย ตราบใดที่อยู่ในข้อบังคับ จึงคิดว่ากติกานี้จะทำให้เราเอาอยู่ไม่ใช่ตัวบุคคล
นายปดิพัทธ์ ยืนยันว่า ยังคงเปิดกว้างในการเสนอกฎหมายไม่ใช่แค่ผลักดันในกฎหมายของก้าวไกลอย่างเดียวแต่หากได้ตำแหน่งประธานสภา ตนก็จะลาออกจากกรรมการบริหารพรรคและไม่เข้าประชุมส.ส. เพื่อรักษาความเป็นกลาง และเปิดโอกาสให้การเสนอกฎหมายฝั่งทั้งจากของ ครม. ของส.ส. และประชาชน 10,000 คนที่เข้าชื่อกัน ก็จะได้รับการพิจารณาอย่างมีสัดส่วนและเท่าเทียม







