
ตั้งรัฐบาล66:คำวินิจฉัย เทียบเคียง ชี้ชะตา พิธา
การถือครองหุ้น บริษัทไอทีวี ของ พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ จำนวน 4.2 หมื่นหุ้น ยังไม่รู้จะออกมา เป็นบวกหรือเป็นลบ ในวันที่ กระบวนการตรวจสอบเดินหน้า ฝ่ายกฎหมายรัฐบาล แนะนำให้ไปย้อนอ่าน คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ เทียบเคียงกรณีเดียวกัน อาจทำให้พอได้เห็น ทิศทาง อะไรบางอย่าง
คำวินิจฉัย เทียบเคียง
ถือหุ้นสื่อ เรื่องน่าหนักใจ พิธา
การจับมือร่วมกันจัดตั้งรัฐบาล 8 พรรคการเมือง พรรคร่วมรัฐบาลในปีกประชาธิปไตย มี พรรคก้าวไกล เป็นแกนนำ ร่วมกับ พรรคเพื่อไทย พรรคประชาชาติ พรรคไทยสร้างไทย พรรคเพื่อไทรวมพลัง พรรคพลังสังคมใหม่ พรรคเสรีรวมไทย พรรคเป็นธรรม 313 เสียง
ยังไม่แล้วเสร็จ ลงตัว ท่ามกลางกระแสข่าว ดีลลับ จับขั้วตั้งรัฐบาลใหม่ เพื่อผลัก พรรคก้าวไกล เป็น ฝ่ายค้าน เริ่มดังขึ้นเรื่อยๆ
ผนวกกับ ประเด็นร้อน ทางการเมือง การถือครองหุ้น บริษัทไอทีวี จำกัด(มหาชน) ของ 'พิธา ลิ้มเจริญรัตน์' จำนวน 4.2 หมื่นหุ้น ยังไม่รู้จะออกมา หน้าไหน รูปแบบใด
'เรืองไกร ลีกิจวัฒนะ' ยื่นเอกสารให้ คณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) เร่งรัดตรวจสอบ พร้อมกับ แนบคำวินิจฉัยเทียบเคียง ของ ศาลรัฐธรรมนูญ เคยวินิจฉัยกรณีใกล้เคียงหรือกรณีเดียวกัน ให้ เทียบเคียง
“ถ้าดูคำวินิจฉัยเก่าๆของศาลรัฐธรรมนูญ อาจเห็นทิศทางได้เหมือนกัน เพราะเคยตัดสินเรื่องนี้มาแล้วหลายคดี ด่านที่ 1 กกต. ด่านที่ 2 ไปศาลรัฐธรรมนูญ ถ้ากกต.เห็นด้วยไปศาลรัฐธรรมนูญ เป็นไปตามปกติ ไม่มีอะไรแปลกประหลาด
แต่เมื่อศาลรับเรื่องมีสิทธิ์สั่งให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ได้ เช่นเมื่อคราวนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ที่เลือกนายกฯ กันตอนนั้น อยู่ช่วงเดือน ส.ค.-ก.ย. แต่ตัดสินออกมาเดือน พ.ย. กรณีนี้ กกต.ต้องรับรองเป็น ส.ส.ก่อน แต่จะกระทบการเลือกนายกฯหรือไม่ ไม่ทราบ ตอบไม่ถูก เพราะ กกต.ยังไม่ได้ทำอะไรเลย”
'วิษณุ เครืองาม' รองนายกรัฐมนตรี และฝ่ายกฎหมายรัฐบาล ให้สัมภาษณ์ ชวนให้น่าคิด
“กรณีคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่ 20/2563 ที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า นายธัญญ์วาริน สุขะพิสิษฐ์ ส.ส.พรรคอนาคตใหม่ขณะนั้น มีลักษณะต้องห้ามลงสมัคร ส.ส. เนื่องจากถือครองหุ้นสื่อ เป็นเหตุให้สมาชิกภาพความเป็น ส.ส.สิ้นสุดลง โดยศาลรัฐธรรมนูญให้มีผลนับแต่วันสมัคร ส.ส.คือวันที่ 6 ก.พ.2562 เห็นว่าคำวินิจฉัยของศาลดังกล่าวยึดตามตัวบทกฎหมายเพียงว่านายธัญญ์วารินถือหุ้นหรือไม่ และบริษัทยังประกอบกิจการหรือมีความสามารถที่จะกลับมาประกอบกิจการได้หรือไม่ โดยไม่ได้มีการวางหลักต้องถือมากน้อยแค่ไหน
เมื่อข้อเท็จจริงนายพิธาถือหุ้นไอทีวีตั้งแต่ปี 2551 และปี 2562 นายพิธาเป็นผู้สมัครของพรรคอนาคตใหม่ หากวันนี้ กกต.จะวินิจฉัยเรื่องการถือหุ้นไอทีวีของนายพิธา ต้องยึดคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญและคำวินิจฉัยของกกต. โดยต้องย้อนไปพิจารณาว่าการถือหุ้นไอทีวีดังกล่าวของนายพิธาก่อนปี 2562 และถือต่อเนื่องมานั้น เป็นเหตุให้นายพิธาสิ้นสมาชิกภาพการเป็น ส.ส.ปี 2562 โดยต้องมีผลย้อนหลังไปจนถึงวันที่นายพิธายื่นสมัครคือวันที่ 6 ก.พ.ใช่หรือไม่”
'เรืองไกร ลีกิจวัฒนะ' ให้รายละเอียดเพิ่มเติม หลังจากยื่นเอกสารต่อกกต. พร้อมกับแนบคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ 20/2563
คำวิจฉัยที่ 20/2563 ของศาลรัฐธรรมนูญ ลงวันที่ 28ต.ค.2563 เรื่อง ประธานสภาผู้แทนราษฎรส่งคำร้องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 82 ว่า สมาชิกภาพของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จำนวน 33 คน สิ้นสุดลงตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 101(6) ประกอบมาตรา 98 (3) หรือไม่
หนึ่งในนั้นมี 'ธัญญ์วาริน สุขะพิสิษฐ์' ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคอนาคตใหม่ กับกรณี การถือหุ้นบริษัทเอกชน ประกอบกิจการสื่อมวลชน ผลคำวินิจฉัย เนื้อหาส่วนสำคัญระบุว่า
“...ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า ผู้ถูกร้องที่ 2 เป็นผู้ถือหุ้นในบริษัท แอมฟายน์ โปรดักชั่น จำกัด ซึ่งประกอบกิจการหนังสือพิมพ์หรือสื่อมวลชนอยู่ในวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2562 ซึ่งเป็นวันที่พรรคอนาคตใหม่ยื่นบัญชีรายชื่อผู้สมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ ต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง
มีประเด็นที่ต้องพิจารณาต่อไปว่า สมาชิกภาพของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของผู้ถูกร้องที่2 สิ้นสุดลงนับแต่เมื่อใด
เห็นว่า รัฐธรรมนูญมาตรา 101 บัญญัติว่า "สมาชิกภาพของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรสิ้นสุดลงเมื่อ ... (6) มีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา 98..." ประกอบมาตรา 98 บัญญัติว่า "บุคคลผู้มีลักษณะดังต่อไปนี้ เป็นบุคคลต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ...(3) เป็นเจ้าของหรือผู้ถือหุ้นในกิจการหนังสือพิมพ์หรือสื่อมวลชนใดๆ .." บทบัญญัติของรัฐธรรมนูญมาตราดังกล่าว เป็นบทบัญญัติว่าด้วยลักษณะต้องห้ามของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่ห้ามมิให้ใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้ง เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร อันจะเป็นเหตุให้สมาชิกภาพของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรผู้นั้นสิ้นสุดลง เมื่อมีลักษณะต้องห้ามดังกล่าว
เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่า ผู้ถูกร้องที่2 เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อของพรรคอนาคตใหม่และเป็นผู้ถือหุ้นในบริษัท เฮด อัพ โปรดักชั่น จำกัด และบริษัท แอมฟายน์โปรดักชั่น จำกัด ซึ่งประกอบกิจการหนังสือพิมพ์หรือสื่อมวลชนอยู่ในวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2562 ซึ่งเป็นวันที่พรรคอนาคตใหม่ยื่นบัญชีรายชื่อผู้สมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง อันเป็นลักษณะต้องห้าม มิให้ผู้ถูกร้องที่2 ใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 98 (3) ทำให้สมาชิกภาพของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของผู้ถูกร้องที่ 2 สิ้นสุดลงตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 101 (6) ประกอบมาตรา 98 (3) นับแต่วันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2562”
คณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) เชิญผู้ร้องได้มาให้ถ้อยคำ ไปแล้ว จังหวะไล่เลี่ยกัน ฝ่ายกฎหมายรัฐบาล วิษณุ เครืองาม แนะนำให้ไปอ่านคำวินิจฉัยเก่าๆ อาจทำให้เห็น ทิศทาง
และย้อนไปดู คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ ลงไว้เป็น ลายลักษณ์อักษร ตัดสิทธิ์ อดีตส.ส.พรรคอนาคตใหม่ เรืองไกร ยื่นร้องเรียนตรวจสอบ ครอบคลุม ดักทางถึงขั้นเอาผิด ตัวบุคคล สถานะความเป็นส.ส. บทลงโทษ และเกี่ยวพันมาถึง ความเป็นพรรค ล้วนเป็นเรื่องที่น่าหนักใจไม่น้อย
หลายต่อหลายคน เริ่มวิเคราะห์มุมลบ กรณีนี้ จะไปซ้ำรอย 'ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ' อดีตหัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ ที่สุดท้าย โดนศาลรัฐธรรมนูญลงดาบ การถือครองหุ้นสื่อ ทำให้ ธนาธร อดไปทำหน้าที่ส.ส.ในสภาฯ
ไม่ว่า การจัดตั้งรัฐบาล นำโดยพรรคก้าวไกล จะเสร็จสิ้นอย่างสมบูรณ์แบบหรือไม่ แต่ประเด็น สถานะ ชะตากรรม พิธา-พรรคก้าวไกล ยังต้องเฝ้าติดตาม เกาะติด ด่านแรกจาก กกต. ด่านสอง ศาลรัฐธรรมนูญ นับวัน เพิ่มดีกรีความเริ่มเข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ







