posttoday
“ท็อป วราวุธ” ชูความมั่งคั่ง มุ่งพัฒนาเศรษฐกิจไทยอย่างยั่งยืน

“ท็อป วราวุธ” ชูความมั่งคั่ง มุ่งพัฒนาเศรษฐกิจไทยอย่างยั่งยืน

09 กุมภาพันธ์ 2566

วราวุธ ศิลปอาชา หัวหน้าพรรคชาติไทยพัฒนาและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กล่าวบนเวทีสัมมนา อนาคตประเทศไทย Economic Drives เศรษฐกิจไทย..สตาร์ทอย่างไรให้ก้าวนำโลก โดยชูความมั่งคั่งของไทยและการพัฒนาอย่างยั่งยืนเป็นเป้าหมายหลัก

วราวุธ ศิลปอาชา หัวหน้าพรรคชาติไทยพัฒนาและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กล่าวบนเวทีสัมมนา อนาคตประเทศไทย Economic Drives เศรษฐกิจไทย..สตาร์ทอย่างไรให้ก้าวนำโลก พร้อมด้วยมุมมองจากภาครัฐและเอกชน รวมทั้งนโยบายเศรษฐกิจจากพรรคการเมืองที่จะกำหนดอนาคตประเทศ

เริ่มต้นด้วยการเล่าถึงที่มาของนโยบายของพรรคชาติไทยพัฒนาในการนำพาประเทศไทยจากนี้ไปสู่ความยั่งยืนที่กำลังอยู่ในกระแสโลกปัจจุบัน โดยย้อนเหตุการณ์ ผ่านร้อนผ่านหนาวใน ประสบการณ์ทำงานช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมาโดยตั้งคำถามว่า หลังจากประเทศไทยผ่านพ้นโควิด -19 ก็มาเจอกับสถานการณ์ความไม่สงบในภูมิภาคต่างๆ ในโลก การจะทำประเทศไทยจะเดินหน้าหลังจากนี้ไป จะทำให้เศรษฐกิจของประเทศขับเคลื่อนอีกครั้งหนึ่ง จะทำให้ประเทศไทยก้าวนำขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง จะทำได้อย่างไร หากมัวไปพึ่งต่างประเทศ โดยที่เราไม่สามารถยืนบนขาตัวเองได้ มันจะยั่งยืนได้อย่างไร

“การที่ประเทศไทยของเราจะเดินไปข้างหน้าได้ เราต้องยืนบนขาของตัวเอง ไม่ใช่ไปขอยืมจมูกคนอื่นหายใจ”

และบอกว่า จากประสบการณ์การทำงานมา 2-3 ปีในกระทรวงทรัพยากรฯ บอกได้เลยว่า ประเทศไทยของเราโชคดี มีทรัพย์ในดินสินในน้ำ เรามีทุกอย่างที่เราต้องการใช้ในการนำพาเอาเศรษฐกิจของประเทศไทยให้เดินหน้าจากนี้ไป ให้นำประเทศอื่น เรามีอยู่ในประเทศไทยแล้ว

“การที่เรามีความมั่งคั่ง การที่เรามีความอุดมสมบูรณ์อยู่ในแผ่นดินไทยและแปรสภาพความสมบูรณ์และความมั่งคั่งของทรัพยากรเหล่านั้นให้กลายมาเป็นเงินในกระเป๋าของพี่น้องเกษตรกรและปั่นเศรษฐกิจขึ้นมาจนถึงระดับ SMEs  และจนในที่สุดไปถึงระดับชาติ ระดับนานาชาตินั้น นี่ความมั่งคั่งที่ประเทศไทยจะต้องใช้”

และความมั่งคั่งเหล่านี้ท้ายที่สุดแล้ว จะทำให้ทุกๆ คนมองเห็นโอกาส ประเทศไทยจะต้องเป็นประเทศที่ให้โอกาส ให้ความหวังกับคนทุกๆ รุ่น ไม่ใช่เฉพาะรุ่นใดรุ่นหนึ่ง  ไม่ใช่เรียนจบออกมาแล้วไม่รู้จะทำอะไร เพราะทุกๆ ธุรกิจมีเจ้าของกันไปหมดแล้ว นายทุนใหญ่ ๆ จับจองกันไปหมดแล้ว ด้วยความมั่งคั่งที่เรามี เราจะต้องเป็นประเทศที่มีความหวัง เป็นโอกาสให้กับทุกคน 

เมื่อมีความหวังและโอกาสให้กับทุกคนแล้ว การเดินทางของประเทศไทยนับจากนี้ไป เราจะต้องไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง (we leave no one behind) ดังนั้นระบบการดูแล สวัสดิการสังคมต้องมีการดูแลอย่างทั่วถึง

และบอกว่า นี่คือที่มาของนโยบายพรรคชาติไทยพัฒนา ในการนำพาประเทศไทยสู่ความยั่งยืน ว่าต้องมีความมั่งคั่ง หรือ wealth ทำให้ประเทศไทยที่มีโอกาส เป็นประเทศที่ให้ความหวังทุกๆ คน คือการเดินไปข้างหน้าด้วยกัน ด้วยการดูแลทุกคนไปพร้อมๆ กัน คือ การมี welfare for All

และนี่คือที่มาของ WOW “ว้าว ไทยแลนด์” ของประเทศไทย 

“ผู้นำในศตวรรษที่ 21 ไม่มีใครไม่พูดถึงการเปลี่ยนแปลงของโลกใบนี่ท่ามกลาง Climate Chage และหลายๆ สิ่ง หลายๆ อย่าง ประเทศไทยของเราจะโตขึ้นได้จากนี้ไป ต้องโตได้ด้วยการพัฒนาความยั่งยืน ไม่ใช่มาสร้างความวิบัติ ไม่ใช่มาสร้างความเสียหายให้กับประเทศเราจากนี้ไป”

และกล่าวถึงนโยบายของพรรคชาติไทยพัฒนาในการที่จะตอบสนองการพัฒนาที่ยั่งยืนจากนี้ไป ว่ามีอยู่หลายเรื่องแต่ขอยก 10 เรื่องท็อปเทน มานำเสนอก่อน

  • สิ่งแรกคือ รัฐธรรมนูญฉบับประชาชนที่จะพัฒนาประเทศไทยไปในทิศทางที่มั่นคงกว่านี้ ยกตัวอย่าง เคยทำแล้วในปี พ.ศ.2538 ในสมัยที่คุณพ่อบรรหาร ศิลปอาชา เป็นนายกรัฐมนตรี จุดเริ่มต้นแห่งการแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 211 จนในที่สุด ได้รัฐธรรมนูญที่ดีที่สุดในประเทศไทย 2540 เราทำมาแล้วและมั่นใจว่าจะทำได้อีกครั้งหนึ่ง
  • แก้ไขรัฐธรรมนูญแล้ว เราต้องเตรียมพร้อมคนรุ่นใหม่ให้ตอบสนองกับโลกที่เปลี่ยนไป เราต้องเรียนในสิ่งที่ใช่ ได้ใช้ในสิ่งที่เรียน นี่คือสิ่งที่คนรุ่นใหม่ต้องตอบสนองการเปลี่ยนแปลงของโลก ไม่ใช่เรียนออกมาแล้ว ใช้อะไรไม่ได้ ทำอะไรไม่ได้
  • ความเข้มแข็งของท้องถิ่นแต่ละท้องถิ่น ท้องถิ่นบางแห่งมีเงินลงทุนเพียงแค่ไม่กี่แสนบาท ในขณะที่บางท้องถิ่นมีงบลงทุนนับล้าน นับพันล้านก็มี ความเหลื่อมล้ำเหล่านี้ต้องได้รับการแก้ไข “เราจะขอเสนอให้ท้องถิ่นนั้นมีงบลงทุนไม่ต่ำกว่าสิบล้านบาท ถ้าท้องถิ่นใดมีเกินกว่านี้แล้วก็พัฒนาต่อไป ไม่จำเป็นต้องพึ่งพาการสนับสนุนของภาครัฐ”
  • เน้นความสำคัญ เวลานี้ประเทศไทยเข้าสู่สถานะสังคมผู้สูงอายุอย่างเต็มตัวแล้ว การดูแลผู้สูงอายุเหล่านั้น ทำให้ผู้สูงอายุทุกคนมีรายได้เป็นกองกำลัง เป็นพลังสมองที่สำคัญของสังคม การมีศูนย์ผู้สูงอายุประจำหมู่บ้าน ไม่ใช่เป็นเพียงแค่การดูแลคนชรา แต่ว่าศูนย์เหล่านั้นมันจะเป็นศูนย์แห่งการเรียนรู้ เพราะว่าผู้สูงอายุแต่ละคนนั้นล้วนแล้วแต่เป็นพลังสมอง เป็นคลังสมองที่สำคัญจากประสบการณ์นับหลายสิบปี เมื่อรวมๆ กันแล้วจะต้องเป็นคลังสมองให้กับหมู่บ้าน เป็นจุดเริ่มต้นในการดูแลผู้สูงอายุในสังคมไทยของเรา เราจะดูแลคนพิการเหมือนที่พรรคทำมาตลอดหลายสิบปีด้วยการให้เบี้ยคนพิการ
  • และท้ายที่สุดเวลาไม่สบาย สวัสดิการรักษาโรค ชูแคมเปญรักษาสุขภาพ ไม่ใช้สวัสดิการของภาครัฐเลย จะได้รางวัลเป็นสิ่งตอบแทน
  • ชู นโยบายทิ้งท้าย “เกษตรรุ่นใหม่ต้องขายคาร์บอนด์เครดิตได้” สิ่งที่ทำมาตลอด 3 ปี วันนี้คือการทำให้ประเทศไทยอยู่บนแผนที่โลกเป็นหนึ่งในประเทศแรกในโลกนี้ที่ทำการค้าขายคาร์บอนด์เครดิตระหว่างรัฐต่อรัฐกับประเทศสวิตเซอร์แลนด์ เราเป็นหนึ่งในประเทศแรกๆที่ทำงานในกรอบ Paris Agreement  และการซื้อขายคาร์บอนด์เครดิตผ่านระบบการเกษตร ไม่ใช่ทำไม่ได้ โดยบอกว่า ที่สุพรรณบุรีเริ่มแล้ว มีชาวนาที่ขายคาร์บอนเครดิตให้ต่างชาติได้ในราคากว่า 500 บาทต่อปีต่อไร่

สรุปทิ้งท้าย โดยเน้นย้ำว่า แนวทางพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศไทยนับจากนี้ไปให้มีความยั่งยืน ไม่ใช่การลดแลกแจกแถม ไม่ใช่คอยแต่จะมาให้สิ่งนั้นสิ่งนี้ฟรีๆ  

"อยากจะได้อะไร คุณต้องทำงานแลก และจะต้องมีความยั่งยืน เราไม่สามารถพัฒนาเศรษฐกิจแบบเดิมได้อีกแล้ว"

เพราะ แนวคิดเรื่อง BCG แนวคิดเรื่อง ESG วันนี้ กลับเข้ามามีบทบาทที่สำคัญอย่างยิ่งในการพัฒนาของประเทศไทย

ตอกย้ำพรรคชาติไทยพัฒนามุ่งมั่นพัฒนาประเทศไทยอย่างยั่งยืนตามกรอบสอดคล้องกับแนวคิดการพัฒนาขององค์การสหประชาชาติ   


 

ข่าวล่าสุด

“ศุภจี” พบนักธุรกิจสวิส ดัน SME ไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานโลก

“ศุภจี” พบนักธุรกิจสวิส ดัน SME ไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานโลก