
ตรวจการบ้านงานปฏิรูปประเทศ
...สุมิท แช่มประสิทธิ
ในฐานะคนเสียภาษีจ้างนักการเมืองมาบริหารประเทศ เราควรหมั่นตรวจสอบผู้บริหารรัฐ ทั้งข้าราชการและนักการเมือง ในการออกนโยบายพร้อมทั้งออกความเห็นอย่างสร้างสรรค์ ตรงไปตรงมา อะไรดีก็ชมเชยส่งเสริมให้กำลังใจ อะไรยังไม่เหมาะสมก็ช่วยกันตั้งคำถาม ท้วงติง เสนอแนะอย่างจริงใจ เป็นการติเพื่อก่อเพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อสังคมและประเทศชาติอย่างแท้จริง ยั่งยืนต่อไป
เรื่องการปฏิรูปประเทศเป็นเรื่องใหญ่ของชาติ หากไม่ใช่การเปลี่ยนแปลงถึงโครงสร้าง แต่เป็นการซ่อมแซมในระดับปะผุ เพิ่มตรงนั้นนิดตรงนี้หน่อย ก็ไม่ควรใช้หัวข้อว่าเป็นขั้นยุทธศาสตร์การปฏิรูปประเทศ เป็นคำโตเกินจริง (Over Claim) เพราะหากจะเป็นระดับยุทธศาสตร์ปฏิรูปแล้ว ควรสามารถแก้ที่ต้นเหตุของปัญหา อย่างที่ตั้งเป้าหมายว่าเพื่ออนาคตที่เท่าเทียมและเป็นธรรม ต้องสามารถบอกสาเหตุและขนาดของปัญหาความไม่เท่าเทียมและความไม่เป็นธรรมให้ได้
พร้อมทั้งเสนอมาตรการที่ดำเนินการได้ในเวลาที่กำหนดแล้วสามารถรองรับขนาดและน้ำหนักของปัญหาที่ต้นเหตุ เช่น ในกรณีของแรงงานนอกระบบจำนวนมากใน กทม. และเมืองใหญ่ที่เกิดจากการไม่สามารถดำรงชีพได้ ต้องทิ้งถิ่นฐานในชนบทเข้ามาเผชิญชะตากรรมเพื่อขายแรงงาน ถูกจัดอยู่นอกระบบ ถูกเอาเปรียบและต้องทนอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ขาดสุขภาวะ การแก้ปัญหาโดยดูแต่ว่าคนกลุ่มนี้ขาดอะไรก็เติมสิ่งนั้นให้เช่นที่ทำอยู่ จึงเป็นแค่มาตรการระยะสั้นที่บรรเทาอาการของปัญหาโดยไม่มีหลักประกันว่าจะไม่มีการไหลเพิ่มของแรงงานดังกล่าวเพิ่มขึ้นอีกเท่าไร และยังมีอาการปัญหาอื่นที่ไม่ได้ช่วยระงับในแผนปฏิรูปนี้สำหรับกลุ่มเป้าหมายนี้
เช่น ที่อยู่อาศัย สภาพครอบครัวแตกแยกและขาดความอบอุ่นจากการแยกกันอยู่ พ่อหรือแม่หรือทั้งพ่อทั้งแม่มาขายแรงงาน ปล่อยให้ลูกๆ อยู่กับปู่ย่าตายาย
ยิ่งเมื่อเห็นมาตรการเข้าถึงแหล่งทุนแหล่งเงิน ภาพสยองขวัญเก่าๆ ของชาวบ้านตาดำๆ ที่ได้รับโอกาสการเข้าถึงแหล่งทุนประเภทต่างๆ แล้วนำไปลงทุนผลิตสินค้าโอท็อป (OTOP) ประเภทต่างๆ เฉพาะแค่ไวน์ผลไม้มีเป็นพันยี่ห้อ แล้วทยอยเจ๊งหายไปจนเกือบไม่เหลือหลอในปัจจุบัน เพราะวิธีคิดการพัฒนาที่มองด้านดีด้านเดียวโดยไม่สนใจบริบทความพร้อมของผู้รับการพัฒนา
ในกรณีสินค้า OTOP นั้น หลักการที่ถูกต้องของญี่ปุ่นต้นตำรับ OTOP นั้น ชาวบ้านนำเอาวัตถุดิบเหลือๆ ในท้องถิ่น เอาแรงงานส่วนเกินบวกกับเวลาว่างผสมผสานกับภูมิปัญญาที่พัฒนาจากวิถีชีวิตของแต่ละท้องถิ่น ค่อยๆ พัฒนาทีละขั้นเป็นสินค้าที่มีเอกลักษณ์เฉพาะ ถึงจะขายไม่ได้ก็ไม่เดือดร้อน ค่อยเป็นค่อยไป แต่ของเราไม่นำแก่น OTOP มา เอาแค่เปลือกมา แล้วเร่งพัฒนาเสมือนฉีดยาเร่งโต เพิ่มโอกาสการเข้าถึงแหล่งทุน กู้เงินมาลงทุนเครื่องจักร ซื้อวัตถุดิบ จ้างแรงงาน จ้างผลิตหีบห่อบรรจุภัณฑ์ เมื่อขายไม่ได้ก็ขาดทุน เจ๊งลูกเดียว
เรื่องที่ดินทำกินก็เน้นเฉพาะบางปัญหาของความเหลื่อมล้ำเชิงโครงสร้างด้านที่ดินทำกิน โดยขาดมิติการวิเคราะห์ถึงสาเหตุหลักของการลดการถือครองที่ดินของเกษตรกรที่ลดลงอย่างรวดเร็ว แม้ในปัจจุบันเกษตรกรจำนวนมากก็อยู่ในภาวะสุ่มเสี่ยงเพราะที่ดินที่มีถูกใช้เป็นหลักทรัพย์ค้ำประกันอยู่กับธนาคารหรือเจ้าหนี้เงินกู้ หากไม่มียุทธศาสตร์ที่ตรงเป้าเข้าแก้ไขได้ทันเวลาในอนาคต เกษตรกรเจ้าของที่ดินส่วนใหญ่ในปัจจุบันก็จะกลายไปเป็นลูกจ้างในที่ดินของตนเอง หรืออพยพทิ้งถิ่นมาเป็นแรงงานนอกระบบในเมืองใหญ่ เพิ่มภาระให้ระบบสวัสดิการของรัฐเข้าไปอีก
จึงอยากถือโอกาสฝากการบ้านท่านนายกฯ อภิสิทธิ์ ให้ช่วยตรวจความคืบหน้าของโครงการธนาคารต้นไม้ ที่ท่านนายกฯ เคยประกาศสนับสนุนว่า
“ข้อเสนอหรือประสบการณ์จากภาคประชาชน จะหยิบยกขึ้นมาเป็นกรณีตัวอย่าง ตัวอย่างแรกก็คือ ธนาคารต้นไม้ ซึ่งเป็นโครงการที่หลายหน่วยงานกำลังขับเคลื่อนและให้การสนับสนุนอยู่นั้นรัฐบาลจะถือเป็นนโยบายสำคัญ กรณีศึกษาเรื่องการปลูกต้นไม้เป็นทรัพย์สินนั้น ก็ตรงตามแนวพระราชดำรัส ป่า 3 อย่าง ประโยชน์ 4 อย่าง ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เพราะฉะนั้น แนวทางและนโยบายในเรื่องของโครงการธนาคารต้นไม้ ก็จะเป็นนโยบายสำคัญในการคลี่คลายทางด้านเศรษฐกิจให้กับพี่น้องประชาชนในชนบท...” เมื่อวันที่ 25 มี.ค. 2552 ที่โรงแรมมิราเคิลแกรนด์ ว่า ขณะนี้ผู้รับผิดชอบได้นำไปดำเนินการตรงตามเจตนารมณ์ของคณะผู้ก่อตั้ง ที่มีคุณพงศา ชูแนม เป็นผู้ริเริ่มหรือไม่ ประการใดธนาคารต้นไม้น่าจะเป็นยุทธศาสตร์หลักในการทำให้เกษตรกรสามารถรักษาการถือครองที่ดินได้อย่างยั่งยืน เพราะหลักการของธนาคารต้นไม้คือให้ประชาชน โดยเฉพาะเกษตรกรปลูกต้นไม้เศรษฐกิจ ในที่ดินทำกินของตนเอง แล้วสร้างมูลค่าต้นไม้ เป็นทรัพย์สิน เป็นเงิน เพื่อใช้ทรัพย์สินดังกล่าวไปเป็นทุนหรือชำระหนี้ ตลอดจนการใช้มูลค่าไม้เป็นหลักทรัพย์ หรือหลักประกันต่างๆ ที่จะต้องทำระหว่างรัฐกับประชาชน โดยการสร้างความพอเพียง มั่งคั่ง ยั่งยืนตามแนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง สร้างสมดุลแก่ระบบนิเวศ ตามแนวทาง ป่า 3 อย่าง ประโยชน์ 4 อย่าง
เมื่อต้นเหตุของปัญหาได้รับการแก้ไข ปัญหาอื่นๆ เช่น การบุกรุกที่ทำกินของรัฐ หรือการจัดพื้นที่ทำกินเพิ่มเติมในหลายรูปแบบ ทั้งโฉนดชุมชน หรือ ส.ป.ก. ก็ทำเป็นมาตรการเสริมที่จะแก้ปัญหาได้ทั้งระบบในที่สุด
ส่วนมาตรการที่น่าจะได้เกรด A ในยุทธศาสตร์ปฏิรูปประเทศในครั้งนี้น่าจะเป็นเรื่องการจัดสวัสดิการ สำหรับแม่ที่ตั้งครรภ์และเด็กอายุ 02 ปี ในกรณีที่ส่งเสริมการตั้งครรภ์อย่างมีคุณภาพด้วยการจัดนมบำรุงครรภ์ มีศูนย์คลินิกออนไลน์ช่วยคุณแม่มือใหม่หัดขับตลอด 24 ชั่วโมง และส่งเสริมการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ ตลอดจนเรื่องการมีศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก 35 ปี ครอบคลุมทุกตำบลภายในปี 2554 ยุทธศาสตร์การสร้างอนาคตของชาติด้วยการพัฒนาคน เด็กและเยาวชนก็เป็นหลักการที่ดี แต่ไม่มีอะไรใหม่ ยกเว้นการให้หลักประกันกลุ่มเด็กพิการให้เข้าถึงแหล่งเรียนรู้ และการเน้นให้ภาคประชาสังคมเข้าดำเนินการร่วมกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ซึ่งคงต้องช่วยกันติดตามการบ้านรูปธรรมการขับเคลื่อนต่อไป
ในยุทธศาสตร์สุดท้าย เรื่องการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม การเมืองและความไม่เท่าเทียมในสังคม โดยรวมก็จัดว่าน่าสนใจติดตาม โดยเฉพาะการจัดให้มีเครือข่ายยุติธรรมชุมชน อย่างน้อยตำบลละ 1 ศูนย์ทั่วประเทศ เพียงแต่ไม่ได้ระบุว่าจะให้มีเมื่อใด และให้มีที่ตั้งศูนย์ไว้ที่ อบต. ซึ่งอาจจะเป็นคู่กรณีกับชาวบ้านที่ไม่ได้รับความยุติธรรม จึงน่าจะมีทางเลือกมากกว่านี้
เรื่องที่น่าจะสอบตกน่าจะเป็นมาตรการที่แสดงเจตนารมณ์อันแน่วแน่ในการต่อสู้กับการทุจริตคอร์รัปชัน ที่ทำแค่การเปิดข้อมูลภาครัฐเพื่อเปิดเผยข้อมูลการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ และการลงสัตยาบัน อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชัน เพราะไม่เห็นว่าจะมีความเป็นยุทธศาสตร์ปฏิรูปประเทศตรงไหน
เรื่องที่พอจะนำไปพิจารณาเป็นยุทธศาสตร์เพื่อลดช่องว่างการทุจริต เช่น การเพิ่มอำนาจการใช้งบประมาณโดยประชาชนโดยตรง หรือการเพิ่มรายได้อย่างพอเพียงเพื่อการดำรงชีพให้ข้าราชการที่เป็นกลไกสำคัญที่จะช่วยหรือจะขวางการคอร์รัปชัน จะได้มีกำลังใจร่วมกันสอดส่องป้องกัน โดยนำมาจากเงินงบประมาณที่ประหยัดได้ในแต่ละปีสะสมไว้ (อ่านรายละเอียดบทความเป้าหมายลดทุจริตปีละแสนล้าน หมูไปครับคุณกรณ์ ตีพิมพ์ใน Post Today วันที่ 30 พ.ย. 2552 จาก www.drsumit.com)
หรือหากคิดยุทธศาสตร์อะไรที่แหลมคมไม่ออก ลองออกระเบียบให้นักการเมืองและข้าราชการต้องไปสาบานตนที่วัดพระแก้ว หรือวัดประจำแต่ละศาสนาประจำท้องถิ่นทุกวันปีใหม่ก็ไม่เลวนะครับ







