
ในหนังสือ ' เอกกษัตริย์ ใต้รัฐธรรมนูญ'พันเอกพระยาทรงสุรเดช
การเปลี่ยนแปลงการปกครองเมื่อวันที่ 24 มิ.ย. 2475 นั้น ว่ากันว่า ทหารเสือผู้ที่เป็นคนวางแผนยึดอำนาจทั้งหมดคือ พันเอกพระยาทรงสุรเดช (เทพ พันธุมเสน) อาจารย์ใหญ่ฝ่ายวิชาทหารโรงเรียนนายร้อยทหารบก อดีตเจ้ากรมยุทธการทหารบก แต่เมื่อเกิดความขัดแย้งกันขึ้นในหมู่ผู้ก่อการระดับผู้นำกลายเป็นว่า พันเอกพระยาทรงสุรเดช ต้องถูกมรสุมทางการเมืองโหมกระหน่ำให้ต้องซัดเซพเนจรไปมีชีวิตอยู่อย่างยากลำบากในต่างแดน และต้องจบชีวิตลงอย่างทุกข์ทรมานแบบไร้ญาติขาดมิตร ในสมัยที่ จอมพล ป. พิบูลสงคราม กำลังเรืองอำนาจ
พันเอกพระยาทรงสุรเดช เป็นบุตรชายของ ร้อยโทไท้ พันธุมเสน นายทหารกรมทหารปืนใหญ่ที่ 1 เกิดที่ย่านเจริญกรุง กรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 12 ส.ค. 2435 จบการศึกษาจากโรงเรียนนายร้อยทหารบก โดยระหว่างที่กำลังศึกษาอยู่ที่โรงเรียนนายร้อยทหารบกนั้น บิดามารดาได้เสียชีวิตลง เทพ พันธุมเสน จึงต้องขอความอุปการะจากพี่ชาย ด้วยเหตุที่เป็นคนเรียนหนังสือเก่ง จึงได้ทุนการศึกษาไปศึกษาต่อวิชาทหารช่างที่ประเทศเยอรมนี เมื่อผ่านหลักสูตร 2 ปีแล้ว นักเรียนจะมียศเป็น Fahnrich เทียบเท่าระดับชั้นนายสิบ แต่จัดเป็น
“นักเรียนทำการนายร้อย” มีสิทธิพิเศษแตกต่างจากนายสิบชั้นประทวนทั่วไป แล้วจึงเรียนต่อระดับสัญญาบัตร ได้ยศร้อยตรีก่อนไปประจำการที่กองทหารในเมืองมักเคเบอร์ก และเดินทางกลับประเทศไทย ในปี 2453 รวมระยะเวลาที่อยู่ในประเทศเยอรมนี เป็นเวลา 8 ปีเทพ พันธุมเสน เริ่มรับราชการครั้งแรกที่กระทรวงกลาโหม ได้รับพระราชทานยศเป็นร้อยเอกหลวงรณรงค์สงคราม ในปี 2461 แล้วย้ายไปเป็นผู้บังคับการทหารช่างรถไฟกองพันที่ 2 กรมทหารบกที่ 3 ได้ทำการก่อสร้างทางรถไฟสายเหนือจากถ้ำขุนตานถึงสถานีรถไฟเชียงใหม่ ก่อสร้างทางรถไฟสายตะวันออกจากแปดริ้ว (ฉะเชิงเทรา) ถึงสถานีรถไฟอรัญประเทศ และก่อสร้างทางรถไฟสายตะวันออกเฉียงเหนือช่วงนครราชสีมาเป็นผลสำเร็จ มีความก้าวหน้าในราชการทหาร จนได้รับพระราชทานยศ พันเอกพระยาทรงสุรเดช ในปี 2475 ดำรงตำแหน่งอาจารย์ใหญ่ฝ่ายวิชาทหาร โรงเรียนนายร้อยทหารบก
เนื่องจากพันเอกพระยาทรงสุรเดชเป็นนักเรียนเยอรมนี มีความสนิทสนมกับพันเอกพระยาพหลพลพยุหเสนา พันเอกพระยาฤทธิ์อาคเนย์ พันโทพระประศาสน์พิทยายุทธ และร้อยโทประยูร ภมรมนตรี จึงได้ร่วมมือกันกับกลุ่มนักเรียนฝรั่งเศส อันมี หลวงประดิษฐ์มนูธรรม และพันตรีหลวงพิบูลสงคราม เป็นแกนนำวางแผนก่อการยึดอำนาจเปลี่ยนแปลงการปกครอง โดยคณะผู้ก่อการที่เรียกตัวเองว่า
“คณะราษฎร” ได้เลือกนายทหารผู้มีอาวุโสสูงสุดคือ พันเอกพระยาพหลพลพยุหเสนา เป็นหัวหน้าคณะ และให้พันเอกพระยาทรงสุรเดช เป็นหัวหน้าเสนาธิการผู้วางแผนยึดอำนาจ ซึ่งแผนการยึดอำนาจของพันเอกพระยาทรงสุรเดช ที่วางไว้และได้รับการยอมรับให้ปฏิบัติโดยฉับพลันคือ ให้จัดส่งหน่วยทหารต่างๆ ไปคุมตามวังเจ้านายและข้าราชการคนสำคัญ ในขณะเดียวกันให้จัดหน่วยออกไปทำการตัดการสื่อสารติดต่อ เช่น โทรเลข โทรศัพท์ และให้จัดการรวบรวมกำลังทหารไปชุมนุม ณ ลานพระบรมรูปทรงม้า โดยวิธีออกคำสั่งลวงในตอนเช้าตรู่ แล้วประกาศเปลี่ยนแปลงการปกครองต่อหน้าทหารเหล่านั้น และจัดนายทหารฝ่ายก่อการเข้าควบคุมบังคับบัญชาทหารเหล่านั้นแทนผู้บังคับบัญชาคนเดิม แล้วทหารก็คงจะฟังผู้บังคับบัญชาคนใหม่ต่อไป การณ์ก็จะสำเร็จลงโดยเรียบร้อย โดยมิต้องมีการต่อสู้จนเลือดนองแผ่นดิน ในขณะเดียวกันก็ให้ทหารหน่วยหนึ่งจู่โจมเข้าไปในวังบางขุนพรหมและเข้าจับกุมพระองค์ กรมพระนครสวรรค์วรพินิต มาประทับที่พระที่นั่งอนันตสมาคม เพื่อเป็นประกันความปลอดภัยของคณะราษฎรแล้วการยึดอำนาจเปลี่ยนแปลงการปกครองตามการวางแผนของพันเอกพระยาทรงสุรเดช ก็ประสบความสำเร็จตามความมุ่งหมาย หลังการเปลี่ยนแปลงการปกครองเพียงหนึ่งเดือน พันเอกพระยาทรงสุรเดช ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารบกฝ่ายยุทธศาสตร์ เป็นรองก็เฉพาะ พันเอกพระยาพหลพลพยุหเสนา ซึ่งเป็นผู้บัญชาการ แต่มีเหตุการณ์หลายอย่างที่ก่อให้เกิดความหวาดระแวงกินแหนงแคลงใจกับ พันเอกพระยาพหลพลพยุหเสนา และพันตรีหลวงพิบูลสงคราม ที่เกรงว่า พันเอกพระยาทรงสุรเดช จะเข้าไปลิดรอนอำนาจ ครั้นเมื่อคณะราษฎรได้อำนาจในการจัดตั้งรัฐบาล พันเอกพระยาทรงสุรเดช ซึ่งได้รับแต่งตั้งให้เป็นรัฐมนตรีด้วย ก็ได้แสดงความคิดเห็นคัดค้านแนวคิดเรื่องเค้าโครงเศรษฐกิจของหลวงประดิษฐ์มนูธรรมอย่างแข็งขัน ความขัดแย้งระหว่างพันเอกพระยาทรงสุรเดช กับแกนนำคนสำคัญของคณะราษฎรได้ก่อตัวขึ้นอย่างเงียบๆ และไม่มีหนทางที่จะปรับความเข้าใจกันได้เลย ยิ่งเมื่อ พันตรีหลวงพิบูลสงคราม มีบทบาทโดดเด่นขึ้นมาในฐานะนายทหารคนสำคัญในการปราบกบฏบวรเดช ซึ่งพันเอกพระยาทรงสุรเดช ไม่ได้ร่วมอยู่ในเหตุการณ์นั้น และก็เป็นอันทำให้อำนาจบารมีของพันตรีหลวงพิบูลสงคราม เจิดจ้ายิ่งขึ้น
หลังจากที่มีความขัดแย้งกับบุคคลระดับนำของคณะราษฎรด้วยกันเอง พันเอกพระยาทรงสุรเดช ก็เดินทางไปพำนักอยู่ที่ประเทศศรีลังกาเป็นเวลา 2 ปี จนกระทั่งพิจารณาแล้วว่าสถานการณ์เหมาะสมจึงเดินทางกลับประเทศไทย ในปี 2481 แล้วได้เสนอต่อกระทรวงกลาโหมขอตั้งโรงเรียนรบที่เชียงใหม่ สภากลาโหมอนุมัติ พันเอกพระยาทรงสุรเดช จึงนำนายทหารระดับหัวกะทิทั้งหมด 29 นาย ขึ้นไปเรียนการรบที่นั่น แต่หลวงพิบูลสงครามซึ่งมีเรื่องกินแหนงแคลงใจกับพันเอกพระยาทรงสุรเดชมานานแล้ว ก็เกรงว่าจะเป็นซ่องสุมผู้คนก่อการกบฏ จึงส่งหน่วยสอดแนมไปติดตามดูแลความเคลื่อนไหวทุกระยะ
เมื่อนักเรียนรุ่นแรกของโรงเรียนรบศึกษาจบหลักสูตรแล้ว พันเอกพระยาทรงสุรเดช ได้นำลูกศิษย์ตระเวนดูงานทหารตามกรมกองต่างๆ หลวงพิบูลสงครามซึ่งในขณะนั้นถูกลอบฆ่ามาแล้วถึง 3 ครั้ง ก็มีความหวาดระแวงพันเอกพระยาทรงสุรเดชเป็นอย่างยิ่งว่าอาจจะเป็นผู้ที่อยู่เบื้องหลังการกระทำมิดีมิร้ายเหล่านั้น จึงทำการกวาดล้างปรปักษ์ด้วยการยื่นซองขาวให้ พันเอกพระยาทรงสุรเดช ออกจากราชการ โดยไม่มีเบี้ยหวัดบำนาญ เมื่อพันเอกพระยาทรงสุรเดช พาทหารลูกศิษย์ไปดูงานที่กรมทหารราชบุรี พร้อมกับบังคับให้เดินทางออกนอกประเทศแล้ว หลวงพิบูลสงครามผู้มีอำนาจยิ่งใหญ่ก็ทำการกวาดล้างผู้คนทั้งหลายกล่าวหาว่าเป็นกบฏ รวมทั้งจับพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมขุนชัยนาทนเรนทร เจ้านายชั้นผู้ใหญ่ที่ไม่ทรงทราบเรื่องอะไร แต่บังเอิญไปส่งพระโอรส ซึ่งประสงค์จะไปทำการศึกษาวิจัยที่เชียงใหม่ และไปเยี่ยม ม.ร.ว.ศึกฤทธิ์ ปราโมช ที่ลำปาง หาว่าเป็นกบฏแอบไปสมคบกับพันเอกพระยาทรงสุรเดช ที่เชียงใหม่ด้วย
เมื่อถูกกล่าวหาว่าเป็นกบฏแบบไม่รู้เนื้อรู้ตัว พันเอกพระยาทรงสุรเดชก็ออกเดินทางไปนอกประเทศ พร้อมร้อยเอกสำรวจ กาญจนกิจ นายทหารคนสนิท โดยถูกควบคุมตัวให้ขึ้นรถไฟไปยังอรัญประเทศ แล้วเดินทางข้ามพรมแดนต่อไปยังกัมพูชา ซึ่งในขณะนั้นยังเป็นดินแดนอาณานิคมของฝรั่งเศส แต่ก็ลี้ภัยอยู่ในกัมพูชาได้ไม่นานนักทางการกัมพูชาก็ไม่อนุญาตให้อยู่ จึงต้องออกเดินทางไปพำนักอยู่ที่ไซ่ง่อนพร้อมภรรยา แล้วจึงได้รับอนุญาตให้กลับมาพำนักอยู่ในกัมพูชาอีกครั้งหนึ่ง ชีวิตของทหารเสืออย่างพันเอกพระยาทรงสุรเดช ที่กัมพูชาเต็มไปด้วยความทุกข์ยากและแร้นแค้น จากนายทหารช่างผู้มีวิชาความรู้เฉลียวฉลาดต้องตกยาก ถึงขนาดต้องหาเลี้ยงชีพด้วยการทำขนมกล้วยขายกับภรรยา ซึ่งต้องโม่แป้งด้วยตนเองและรับจ้างซ่อมจักรยาน อาศัยตำหนักร้างในพนมเปญเป็นที่พักพิง รอคอยความหวังว่าจะมีโอกาสได้กลับมามีชีวิตใหม่อีกครั้งในบ้านเกิดเมืองนอน หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 สิ้นสุดลง แต่โชคก็ไม่เข้าข้างเมื่อพันเอกพระยาทรงสุรเดช ต้องจบชีวิตลงด้วยอาการโลหิตเป็นพิษ เมื่อวันที่ 1 มิ.ย. 2487 ที่กรุงพนมเปญด้วยวัยเพียง 52 ปี แม้จะมีข้อสงสัยว่าอาจจะเป็นการถูกวางยาพิษ แต่ชีวิตของทหารเสืออย่างพันเอกพระยาทรงสุรเดช นักปฏิวัติคนสำคัญก็จบสิ้นลง ไม่ต่างอะไรกับใบไม้ร่วงที่รอคนกวาดถนน







