posttoday
ได้ไม่คุ้มเสีย

ได้ไม่คุ้มเสีย

09 มกราคม 2554

ปีกว่าๆ ที่รัฐบาลนี้ได้เข้ามาบริหารประเทศ ได้สร้างความสับสนงงงวยแก่ประชาชนหลายๆ เรื่อง โดยเฉพาะนโยบายที่เคยประกาศเข้มแข็งว่าจะไม่ทำ แต่พอเข้ามาเป็นรัฐบาลก็อ่อนยวบกลับคำที่พูดเสียดื้อๆ

ตัวอย่างที่เห็นชัดๆ ก็คือ นายกรัฐมนตรียืนยันว่าจะไม่ให้ทำหวยบนดินอย่างเด็ดขาด เพราะเป็นการส่งเสริมอบายมุข ทำให้ประชาชนหวังลมๆ แล้งๆ กับลาภลอยมากกว่าจะทำมาหากิน แต่เมื่อเร็วๆ นี้ รมว.คลัง ยืนยันว่าจะต้องทำให้ได้ในยุคที่ตัวเองเป็นรัฐมนตรี

อีกตัวอย่างคือ เมื่อวันที่ 14 ธ.ค. 2553 คณะรัฐมนตรี (ครม.) อนุมัติในหลักการให้โรงงานยาสูบใช้แหล่งเงินลงทุนจากเงินรายได้ของโรงงานยาสูบ เพื่อก่อสร้างโรงงานผลิตยาสูบแห่งใหม่ ในพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมโรจนะ จ.พระนครศรีอยุธยา วงเงินลงทุน 1.62 หมื่นล้านบาท และให้ลดเงินนำส่งรายได้แผ่นดินจากอัตราเดิมที่ 88% ของกำไรสุทธิลงได้ตามผล

ต่อมานายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รมว.สาธารณสุข (สธ.) ประธานคณะกรรมการควบคุมการบริโภคยาสูบแห่งชาติ ว่าจะเสนอให้แก้ไข พ.ร.บ.ควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบ พ.ศ. 2535 โดยจะเสนอ ครม. ให้แก้ไขคำนิยามของคำว่า “ผลิตภัณฑ์ยาสูบ” ซึ่งปัจจุบันหมายถึง บุหรี่ทั่วไป แต่จะแก้ไขเป็น “ผลิตภัณฑ์ที่มีสารนิโคตินเป็นส่วนประกอบ” นอกจากนี้จะแก้ไขนิยามคำว่า “ขาย” ให้หมายความรวมถึง “การจำหน่าย จ่ายแจก แลกเปลี่ยน และให้เพื่อประโยชน์ทางการค้า” รวมทั้งแก้ไขนิยามคำว่า “โฆษณา” ให้รวมถึงการสื่อสารทางการตลาดด้วย

และประเด็นใหญ่คือเสนอให้ห้ามขายบุหรี่ให้เด็กอายุต่ำกว่า 18 ปี เป็นห้ามขายให้ผู้ที่มีอายุต่ำกว่า 20 ปี ซึ่งจะทำให้การเข้าถึงหรือซื้อบุหรี่ได้น้อยลง นอกจากนี้ยังห้ามให้ (แจก) บุหรี่ ห้ามขายโดยใช้เครื่องอัตโนมัติ ห้ามขายทางอินเทอร์เน็ต ห้ามแบ่งขาย ห้ามลดราคาเพื่อประโยชน์ในการส่งเสริมการขาย รวมทั้งวิธีการอื่นใดตามที่ สธ. กำหนด ส่วนประเด็นการโฆษณานั้นจะแก้ไขห้ามให้มีการโฆษณาทั้งยี่ห้อและชื่อบริษัท ทั้งบุหรี่ที่ผลิตในประเทศและนำเข้าจากต่างประเทศ และห้ามแสดงซองบุหรี่ ณ จุดขายด้วย

สิ่งที่กระทรวงสาธารณสุขเสนอโดนต่อต้านจากโรงงานยาสูบที่กำลังลงทุนเพิ่มเพื่อแข่งกับบุหรี่นำเข้าทันที เพราะธุรกิจยาสูบอาจจะได้รับผลกระทบ

เป็นความจริงหากร่าง กม.นี้ออกมาจะมีผลกระทบต่อธุรกิจยาสูบและเกษตรกรผู้ปลูกใบยา และรายได้ส่งรัฐที่โรงงานยาสูบส่งให้กระทรวงการคลัง ปีละหลายพันล้านบาท แต่หากเทียบกับมูลค่าการรักษาพยาบาลที่รัฐจะต้องใช้ในการดูแลผู้ป่วยที่เกิดจากการบริโภคบุหรี่กลับเป็นหมื่นล้านบาท และสูญเสียทรัพยากรทางการแพทย์ไปดูแลผู้ป่วยกลุ่มนี้จากโรคถุงลมโป่งพอง มะเร็งปอด ฯลฯ

รายได้กับความเสียหายที่เกิดขึ้นจึงไม่สมดุลกันเลย เทียบความคุ้มหรือไม่ก็เห็นแล้วว่าไม่คุ้ม

ดังนั้น รัฐบาลควรจะเดินหน้าดูแลสุขภาพของคนในชาติต่อไป และควรจะต้องขึ้นภาษีนำเข้าบุหรี่จากต่างชาติ หรือหามาตรการกีดกันด้านอื่นๆ มาใช้ เมื่อระเบียบขององค์กรการค้าโลก (ดับเบิลยูทีโอ) มีผลใช้และห้ามกีดกันการนำเข้าบุหรี่จากต่างชาติ

เรื่องนี้รัฐบาลทำไปก็ได้ดอกไม้มากกว่าก้อนอิฐ

ข่าวล่าสุด

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ