posttoday
ที่ราชพัสดุล้านไร่ สู้มหันตภัยน้ำมัน

ที่ราชพัสดุล้านไร่ สู้มหันตภัยน้ำมัน

06 มกราคม 2554

ราคาน้ำมันในตลาดโลกที่พุ่งสูงสุดอีกครั้งในรอบ 2 ปี เฉียดๆ 100 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล

ราคาน้ำมันในตลาดโลกที่พุ่งสูงสุดอีกครั้งในรอบ 2 ปี เฉียดๆ 100 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล

โดย...ทีมข่าวการเงิน

 

ที่ราชพัสดุล้านไร่ สู้มหันตภัยน้ำมัน

ราคาน้ำมันในตลาดโลกที่พุ่งสูงสุดอีกครั้งในรอบ 2 ปี เฉียดๆ 100 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล

ส่งผลให้แนวโน้มราคาสินค้าเกษตร ซึ่งเป็นพืชพลังงาน เช่น ยางพารา พุ่งตามไปถึง 154 บาทต่อกิโลกรัมแล้ว

ยังไม่นับราคา ราคามันสำปะหลังที่พุ่งไปแตะ 3.25 บาทต่อกิโลกรัม

เรียกได้ว่าเป็นราคาที่สูงสุดในประวัติศาสตร์ และถือเป็นปีทองของเกษตรกรอย่างแท้จริง

ทำให้รัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ที่กำลังต้องการคะแนนเสียงจากรากหญ้า อาศัยจังหวะ “ตีเหล็กเมื่อกำลังร้อน”

เร่งปล่อยโครงการพัฒนาที่ดินราชพัสดุของกรมธนารักษ์ เพื่อปลูกพืชพลังงานทดแทนทันที

โดยกระทรวงการคลังตั้งเป้าผลักดันที่ราชพัสดุ 1 ล้านไร่ ให้กับเกษตรกรผู้ด้อยโอกาส ที่เริ่มโครงการมาตั้งแต่ปี 2552

แต่ในช่วงปีที่ผ่านมาดูเหมือนรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ จะอืดๆ ไม่เร่งรัด ส่วนหนึ่งเพราะราคาน้ำมันในตลาดโลกไม่สูงเปรี้ยงปร้าง

อีกส่วนหนึ่งเพราะโครงการนี้มีพรรคเพื่อแผ่นดินเป็นต้นตำรับ ไม่ใช่แบรนด์เนมของประชาธิปัตย์เพียวๆ

โดยที่ผ่านมากรมธนารักษ์ ได้จัดสรรพื้นที่ให้เกษตรกรเช่าทำกินแล้วกว่า 1.8 แสนไร่ คิดอัตราแค่ไร่ละ 2035 บาท

ปัญหาก็คือความเรื่อยๆ มาเรียงๆ ของรัฐบาล ทำให้เกษตรกรยากจนต้องสูญเสียโอกาสในการได้รับราคาพืชผลที่ดี ณ ขณะนี้

ถ้ารัฐบาลเร่งปล่อยที่ราชพัสดุออกไปตั้งแต่ปีที่แล้ว ตอนนี้ก็น่าจะเป็นช่วงเก็บเกี่ยวของผลผลิต เช่น มันสำปะหลัง ซึ่งอายุการปลูกสั้นได้สบายๆ

“เหตุที่การจัดสรรที่ราชพัสดุให้เกษตรกร ทำได้ช้าและไม่มีความคืบหน้ามากนัก เพราะกรมธนารักษ์มีการตรวจสอบข้อมูลเกษตรกรเข้มงวด ยืนยันว่ามีความโปร่งใสและไม่มีตกถึงมือนายทุนแน่นอน” นายวินัย วิทวัสการเวช อธิบดีกรมธนารักษ์ ระบุ

ทั้งนี้ ที่ดินที่นำมาจัดสรรใหม่จะทำอย่างเป็นระบบ และเลือกแจกให้เฉพาะประชาชนที่มีพื้นเพเดิมอยู่ที่เดิมนั้นก่อน และพยายามส่งเสริมให้คนเหล่านั้นปลูกพืชพลังงานทดแทน

โดยก่อนการจัดสรร กรมธนารักษ์ จะเรียกประชุมคณะกรรมการอำนวยการเพื่อกำหนดนโยบายหลักเกณฑ์มาตรการ และเงื่อนไขการนำที่ดินราชพัสดุมาจัดสรรให้เช่าเพื่อทำการเกษตร

พร้อมกำหนดคุณสมบัติของเกษตรกรและเงื่อนไขเพิ่มเติม เพื่อที่คณะกรรมการระดับจังหวัดที่มีผู้ว่าราชการจังหวัด เป็นประธาน จะได้รับนโยบายไปดำเนินการต่อได้ทันที

สำหรับคุณสมบัติของเกษตรกรผู้เช่านั้น จะต้องเป็นผู้มีสัญชาติไทย บรรลุนิติภาวะแล้ว มีภูมิลำเนาหรือเคยมีอยู่ในจังหวัดที่มีพื้นที่โครงการอย่างน้อย 1 ปี

เกษตรกรยังต้องประกอบอาชีพเกษตรกรรม และไม่มีที่ดินทำกินของตัวเอง ที่สำคัญจะต้องได้รับคัดเลือกจากคณะกรรมการระดับจังหวัดโดยผ่านการประชาคมของท้องถิ่น

เรียกว่าเงื่อนไขหินสุดๆ จึงเป็นเหตุผลให้บุคคลอื่น หรือนายทุนไม่สามารถครอบครองที่ราชพัสดุ พร้อมมีเงื่อนไขสำคัญคือเมื่อได้สิทธิแล้วห้ามเปลี่ยนมือด้วยการซื้อขาย

ส่วนหลักเกณฑ์การเช่านั้น กำหนดให้เช่าได้ครอบครัวละไม่เกิน 15 ไร่ อัตราค่าเช่าขั้นต่ำ 20 บาทต่อไร่ต่อปี ซึ่งอัตราจะเพิ่มขึ้นตามทำเล ผลผลิต หรือพืชที่ปลูกกำหนด

ระยะเวลาเช่าได้ไม่เกิน 3 ปีเว้นแต่ได้รับอนุญาตจากกระทรวงการคลัง แต่ต้องไม่เกิน 30 ปี โดยผู้เช่าที่ดินราชพัสดุสามารถนำสิทธิการเช่าที่ดินไปก่อภาระผูกพันเงินกู้กับสถาบันการเงินได้ และโอนสิทธิการเช่าให้ทายาทหรือสถาบันการเงินได้

ในปี 2554 กรมธนารักษ์ตั้งเป้าเปิดให้เช่าที่ราชพัสดุจำนวน 5.6 หมื่นไร่

นายวินัย กล่าวว่า โครงการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ทำการเพาะปลูกพืชเกษตร และพืชพลังงานทดแทน เช่น อ้อย มันสำปะหลัง หลังจากปี 2553 สามารถเปิดให้เช่าที่ราชพัสดุได้แล้วจำนวน 6 หมื่นไร่

โดยตั้งแต่เริ่มโครงการในปี 2552 ถึงปัจจุบัน ได้จัดสรรที่ดินให้เกษตรกรไปแล้วจำนวน 1.8 แสนไร่ แบ่งเป็นการเพาะปลูกพืชเกษตรและพืชพลังงานทดแทนอย่างละครึ่ง

อธิบดีกรมธนารักษ์ ยอมรับว่า พื้นที่ที่หน่วยงานราชการส่งคืนให้กรมธนารักษ์ขณะนี้เพื่อนำไปจัดสรรให้เกษตรกรมีกว่า 9 แสนไร่ พบว่ามีพื้นที่กว่าครึ่งหนึ่ง หรือกว่า 4 แสนไร่ เป็นที่ดินไม่สามารถใช้ประโยชน์ได้

เพราะเป็นที่บนภูเขา ที่ผาหิน ลาดชัน ที่ป่าสงวน ซึ่งต้องไปหาทางดูว่าจะนำไปทำการปลูกพืชพลังงานได้อย่างไร

จะเห็นว่าโครงการที่ราชพัสดุ 1 ล้านไร่ เป็นโครงการที่ดี ที่ออกมาช่วยคนด้อยโอกาสได้มีที่ทำกิน หรือคนที่เคยบุกรุกที่ราชการก็ถูกนำเข้าสู่กระบวนการจัดสรรที่ดิน เสียค่าเช่าต่อไร่ในอัตราที่ต่ำมาก

แม้การจัดสรรพื้นที่ให้เกษตรกรจะทำได้ช้าเพียงแค่กว่า 1.8 แสนไร่ หรือยังไม่ถึง 20% ของเป้าหมาย แต่หน่วยงานราชการต่างๆ ก็ให้ความร่วมมือในการคืนพื้นที่อย่างดี

โดยกรมธนารักษ์น่าจะสามารถขอคืนได้เร็วกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้ 1 ล้านไร่ในปี 2557

นั่นหมายความว่า ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้าประเทศไทยจะมีพืชพลังงานทดแทน ออกมาสู่ตลาดอีก “ลอตใหญ่” เพื่อช่วยบรรเทาปัญหาราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้น

แต่เรื่องนี้ก็อาจเป็นดาบสองคม เพราะหากผลผลิตออกมามากเกินไป ก็จะเกิดภาวะล้นตลาด ราคาที่เคยสูงก็ตกต่ำ

เพราะอย่าลืมว่าไม่ใช่ไทยประเทศเดียวที่เร่งการปลูก แต่ยังมีบราซิลและเพื่อนบ้านในอาเซียนที่แห่ปลูกพืชทดแทนน้ำมันกันอย่างเอิกเกริก

หากจะแก้ปัญหาอย่างครบวงจร รัฐบาลอภิสิทธิ์ควรสนับสนุนการลงทุนโรงงานผลิตพลังงานทดแทนในประเทศไทยอย่างจริงจัง

หลังที่ผ่านมามีนักลงทุนหลายประเทศให้ความสนใจจะเข้ามาสร้างโรงงานแต่ติดปัญหาความไร้เสถียรภาพทางการเมือง

2554 น่าจะเป็นปีทองเกษตรกรไทย และเป็นโอกาสสร้างคะแนนเสียงของรัฐบาล ถ้ารู้จักบริหารจัดการให้เป็น!!

 

ข่าวล่าสุด

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ