
คิดให้ดีก่อนขยายพื้นที่ปลูกปาล์มน้ำมัน
...ทีมข่าวภูมิภาค
ราคารับซื้อปาล์มน้ำมันที่พุ่งเกือบ 10 บาทต่อกิโลกรัม ชาวสวนปาล์มน้ำมันอู้ฟู่ถ้วนหน้า ทั้งที่ความจริงไม่เป็นอย่างนั้น เพราะในช่วงปลายปีและต้นปี เป็นช่วงที่ปาล์มน้ำมันออกผล (ทะลาย) น้อยที่สุด จากปกติเฉลี่ยผลผลิต 500 กิโลกรัมต่อไร่ ปัจจุบันเฉลี่ยเพียงพื้นที่ 10 ไร่ต่อผลผลิต 1 ตัน
ข้อมูลจากสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร ระบุว่า ในปี 2552 ไทยมีพื้นที่ปลูกปาล์มน้ำมันรวมทั้งประเทศอยู่ที่ 3.9 ล้านไร่ พื้นที่ให้ผลแล้ว 3.13.2 ล้านไร่ คิดเป็นผลผลิต 8.2 ล้านตัน สามารถผลิตน้ำมันปาล์มได้ 1.4 ล้านตัน และมีแนวโน้มการขยายพื้นที่เพาะปลูกอย่างต่อเนื่องปีละกว่า 5 หมื่น1 แสนไร่ ผ่านนโยบายของรัฐบาลและเอกชนที่หนุนให้มีการขยายพื้นที่ปลูกปาล์มน้ำมันออกไปทั่วประเทศ
ทั้งนี้เพื่อสร้างความมั่นคงให้พลังงานทดแทนของประเทศไทย ซึ่งปัจจุบันนอกจากภาคใต้ ซึ่งเป็นแหล่งใหญ่ปลูกปาล์มน้ำมันได้ขยายพื้นที่เพาะปลูกแล้ว ยังขยายพื้นที่เพาะปลูกไปทั่วประเทศ ทั้งภาคกลาง ภาคตะวันออก และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เช่นเดียวกับพืชเศรษฐกิจสำคัญของภาคใต้ที่ก้าวไปก่อนหน้านั้นอย่างยางพารา
ข้อมูลของกรมวิชาการเกษตร ระบุว่า จ.กระบี่ มีพื้นที่ปลูกปาล์มน้ำมันมากที่สุดในประเทศ และมีพื้นที่ปลูกเป็นอันดับ 4 ของโลก มีพื้นที่ปลูก 873,331 ไร่ ให้ผลผลิตจำนวน 776,146 ไร่ หรือ 44.82% ของพื้นที่การเกษตร โดยให้ผลผลิตรวม 1,763,617.05 ตัน คิดมูลค่า 8,190.32 ล้านบาท
การสนับสนุนส่งเสริมให้ขยายพื้นที่ปลูกปาล์มน้ำมันออกไปอย่างไม่มีที่สิ้นสุดเช่นนี้ มุมหนึ่งถูกมองว่าเป็นแผนสร้างความมั่นคงและสนับสนุนการใช้พลังงานทดแทน (ไบโอดีเซล) และมุ่งหวังให้ไทยเป็นประเทศผู้ส่งออกพลังงานทดแทนรายใหญ่ของโลก
กระทรวงพลังงานได้กำหนดแผนพัฒนาไบโอดีเซล ปี 25512565 เพื่อรองรับอนาคตไว้ด้วยการประกาศเพิ่มพื้นที่ปลูกปาล์มน้ำมันอีก 2.5 ล้านไร่ พัฒนาประสิทธิภาพการผลิตปาล์มน้ำมันให้ได้ผลผลิตเพิ่มขึ้นจาก 2.8 ตันต่อไร่ต่อปี เป็น 3.2 ตันต่อไร่ต่อปี
แต่ในอีกมุมหนึ่ง ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมจากการปลูกปาล์มน้ำมันและโรงงานสกัดน้ำมันปาล์มก็ไม่ใคร่มีใครพูดถึงที่ อ.ปลายพระยา จ.กระบี่ ซึ่งเป็นแหล่งเพาะปลูกปาล์มน้ำมันที่หนาแน่นที่สุดในไทย จึงเป็นกรณีศึกษาถึงผลกระทบทางด้านสิ่งแวดล้อมได้ดีที่สุด
ขณะนี้ป่าพรุ และแหล่งน้ำธรรมชาติหลายแห่งในพื้นที่ได้แห้งขอดลง สวนปาล์มน้ำมันได้ทำลายภูมินิเวศธรรมชาติลงอย่างสิ้นเชิง พื้นดินแห้งแล้งอย่างเห็นได้ชัด ในช่วงหน้าฝนพื้นดินก็ไม่อาจดูดซึมน้ำฝนเอาไว้ได้ เพราะปาล์มน้ำมันมีพลังในการดูดกินน้ำใต้ดินมาก
เคยมีนักวิชาการด้านการเกษตรประมาณการไว้ว่าปาล์มน้ำมัน 1 ต้นดูดซับน้ำใต้ดินจำนวน 200 ลิตรต่อวัน เพราะฉะนั้นการทดลองปลูกปาล์มน้ำมันในพื้นที่อื่นที่มีปริมาณน้ำฝนน้อยกว่าภาคใต้จึงเป็นเรื่องเสี่ยงอย่างยิ่งต่อการสูญเสียความอุดมสมบูรณ์ของเนื้อดินและน้ำใต้ดิน
ราคาปาล์มน้ำมันยังล่อตาล่อใจให้เกิดการบุกรุกพื้นที่ป่าสงวนเพื่อเพาะปลูกปาล์มน้ำมัน ทั้งโดยชาวบ้าน นายทุนและนักการเมืองใหญ่ในท้องถิ่น ซึ่งมีข่าวให้เห็นทุกวัน
เพราะฉะนั้นจึงเป็นเรื่องคุ้มค่าหรือไม่ที่รัฐจะส่งเสริมการขยายพื้นที่เพาะปลูกปาล์มน้ำมันอย่างไม่ลืมหูลืมตา จะยอมเสี่ยงโดยแลกกับพื้นที่อันอุดมสมบูรณ์จำนวนมากของประเทศกับพืชเศรษฐกิจที่ยังไม่มีการยอมรับจากหน่วยงานไหนว่าสร้างมลภาวะทางสิ่งแวดล้อมอย่างมหาศาลหรือไม่







