
เมษานี้ชี้ชะตาประชาวิวัฒน์
เมื่อโครงการประชาวิวัฒน์ออกมากลับมีผลกระทบต่อเสียงสนับสนุนของรัฐบาลที่ถูกโจมตีว่าทำโครงการประชานิยมไม่ต่างอะไรกับสมัยรัฐบาลก่อน
เมื่อโครงการประชาวิวัฒน์ออกมากลับมีผลกระทบต่อเสียงสนับสนุนของรัฐบาลที่ถูกโจมตีว่าทำโครงการประชานิยมไม่ต่างอะไรกับสมัยรัฐบาลก่อน
โดย...ทีมข่าวการเงิน
ตลอดปี 2553 ที่ผ่านมา จะเห็นว่ารัฐบาลเดินหน้า "รัฐสวัสดิการ"เน้นเรื่องการเพิ่มรายได้ ลดรายจ่าย และการสร้างหลักประกันรายได้และชีวิตให้กับคนไทยทุกกลุ่มอย่างต่อเนื่อง
บวก-ลบ-คูณ-หาร เฉพาะโครงการที่เกี่ยวเนื่องกับนโยบายหลักๆจะพบว่ารัฐบาลใช้เงินไปแล้วกว่า 2.25 แสนล้านบาทโครงการส่วนใหญ่ใส่ตรงเข้าไปที่มือของประชาชน โดยเฉพาะคนที่อ่อนแอที่สุดในสังคม เช่น คนชรา คนพิการ คนที่อุทิศแรงกายช่วยคนรากหญ้าอย่าง อาสาสมัครสาธารณสุข (อสม.)อีกส่วนเข้าไปโอบอุ้มเกษตรกรที่ทำสวนไร่นา ไม่คุ้มค่ากับการลงทุน และถูกคนกลางกดรายได้มานาน
หากไม่นับโครงการประกันสุขภาพถ้วนหน้าของรัฐบาลที่ผ่านมานโยบายรัฐบาล "ล็อตแรก"ของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เข้าไปโอบอุ้มคนไทยกว่า 10 ล้านคน
เริ่มจากการจ่ายเบี้ยคนชราอายุ 60 ปีขึ้นไป 5.7-6 ล้านคน คนละ 500 บาท เป็นเงิน 3.2 หมื่นล้านบาท จ่ายเบี้ยให้คนพิการ 4,700 ล้านบาท และเงินตอบแทน อสม.7,200 ล้านบาท โครงการประกันรายได้เกษตรกร 4 ล้านครัวเรือนวงเงิน 5 หมื่นล้านบาท
มาตรการลดภาระค่าใช้จ่ายครัวเรือน ได้แก่ การลดภาระค่าไฟฟ้าค่าน้ำประปา ค่ารถไฟ ค่ารถเมล์ การตรึงราคาก๊าซหุงต้ม ใช้เงินรวมทั้งสิ้นประมาณ 1.6 หมื่นล้านบาทต่อปีขณะที่โครงการหลักประกันสุขภาพ 63 ล้านคน เป็นเงิน 1 แสนล้านบาท
นอกจากนี้ ยังเดินหน้าแก้ปัญหาหนี้นอกระบบ ล่าสุดมีรากหญ้า4.5 แสนราย ที่สามารถแก้ปัญหาและสามารถโอนเข้าระบบธนาคารได้แล้ว คิดเป็นเม็ดเงินที่ลดภาระดอกเบี้ยจากนอกระบบได้กว่า 1 หมื่นล้านบาท
รวมทั้งยังจัดการเรื่องปัญหาที่ดินทำกิน เช่น การออกโฉนดชุมชนการจัดตั้งธนาคารที่ดินพร้อมทุ่มเงินกว่า 4 แสนล้านบาท เพื่อเดินหน้าโครงการไทยเข้มแข็ง วงเงิน 4 แสนล้านบาท เน้นการลงทุนด้านสาธารณูปโภคแหล่งน้ำ และที่เป็นข่าวฮือฮาส่งท้ายก่อนสิ้นปี 2553 รัฐบาลออกโครงการ"ประชาวิวัฒน์" เป็นของขวัญปีใหม่ให้กับกลุ่มคนที่ทำงานอยู่นอกระบบกว่า 20 ล้านราย
ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มคนขับแท็กซี่ คนขับมอเตอร์ไซค์รับจ้าง และพ่อค้าแม่ค้าหาบเร่แผงลอย ภายใต้แนวคิดการลดรายจ่าย เพิ่มรายได้และสร้างหลักประกันให้กับชีวิต
นายกรัฐมนตรีเตรียมดีเดย์แถลงข่าวอย่างเป็นทางการในวันที่ 9 ม.ค. 2554 สรุปว่าเรื่องลดรายจ่ายจะทำโดยการเจรจากับเจ้าหน้าที่และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อของดจ่ายส่วยให้กับกลุ่มคนนอกระบบ เช่น ยกเลิกส่วยสนามบินสุวรรณภูมิ สถานีขนส่งหมอชิต เปิดให้ขึ้นทะเบียนคนขับวินมอเตอร์ไซค์ เปลี่ยนจากป้ายขาวเป็นป้ายแดง และดึงธนาคารเฉพาะกิจของรัฐช่วยปล่อยสินเชื่อให้กลุ่มคนนอกระบบ วงเงิน 5,000 ล้านบาท มีสินเชื่อเพื่อซื้อมอเตอร์ไซค์ สินเชื่อเพื่อซื้อแท็กซี่ และรับรีไฟแนนซ์แท็กซี่จากธนาคารพาณิชย์มาเข้าโครงการนี้ได้
นอกจากนี้ ยังประสานประกันสังคม เพื่อสร้างหลักประกันเรื่องค่ารักษาพยาบาลให้กลุ่มคนนอกระบบ ซึ่งยังไม่สรุปว่าสิทธิการคุ้มครองจะได้กี่กรณี เพราะต้องพิจารณาร่วมกับเงื่อนไขของการส่งเงินสมทบของคนกลุ่มนี้ด้วย
จะเห็นว่าเมื่อโครงการประชาวิวัฒน์ออกมากลับมีผลกระทบต่อเสียงสนับสนุนของรัฐบาลที่ถูกโจมตีว่าทำโครงการประชานิยมไม่ต่างอะไรกับสมัยรัฐบาลก่อน
จึงมีทั้งเสียงปรบมือและเสียงด่าปะปนกันไป!!!โดย นายสมชัย จิตสุชนจากสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย ไม่คิดว่าประชาวิวัฒน์คือประชานิยมแบบสมัย พ.ต.ท.ทักษิณชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี
เหตุผลสำคัญ คือ เม็ดเงินที่รัฐบาลต้องควักกระเป๋าจ่ายเพิ่มมีไม่มากเลย จำนวนเงินที่รายงานกันว่าสูงนั้นเป็นยอดสินเชื่อมากกว่า เมื่อไม่ได้ใช้เงินมาก ผลเสียต่อวินัยการคลังก็ไม่น่าสูง!!!
คำถามที่สื่อและนักวิชาการน่าจะถามมากกว่า คือ ประชาวิวัฒน์ถือเป็นระบบสวัสดิการสังคมตามที่นายกรัฐมนตรีประกาศไว้ว่าจะให้มีระบบสวัสดิการสังคมถ้วนหน้าภายในปี 2560 หรือไม่
"ประชาวิวัฒน์ขาดคุณสมบัติของระบบสวัสดิการถ้วนหน้าแน่นอน เพราะนโยบายที่นำเสนอไม่ได้มีหลักคิดเรื่องความถ้วนหน้าสำหรับคนไทยทุกคนอยู่เลย มีการกำหนดกลุ่มผู้รับประโยชน์เป็นกลุ่มๆ" นายสมชัย
นอกจากนี้ ประชาวิวัฒน์ก็ไม่สอดคล้องกับแนวคิดของนายกรัฐมนตรีที่ต้องการให้ระบบสวัสดิการสังคมดูแลคนไทยตั้งแต่เกิดจนตาย เช่น ไม่มีมาตรการดูแลเด็กเล็ก การเรียนฟรีของนักเรียนยากจนคุณภาพการศึกษา การให้สวัสดิการของแรงงานนอกระบบให้เท่าเทียมกับแรงงานในระบบ การฝึกอาชีพเพื่อเพิ่มทักษะการทำงานการดูแลคนแก่อย่างเพียงพอ เป็นต้น
แม้รัฐบาลจะได้ออกนโยบายก่อนหน้าในเรื่องเรียนฟรี 15 ปี เบี้ยยังชีพคนชราถ้วนหน้าและคนพิการ ซึ่งล้วนเป็นเรื่องดีที่น่าชมเชยแต่ก็ยังไม่ได้ถือโอกาสปรับปรุงให้ดีขึ้นในชุดนโยบายประชาวิวัฒน์
"แม้ประชาวิวัฒน์จะไม่ใช่ประชานิยม แต่ก็ไม่ใช่คำตอบสุดท้ายของระบบสวัสดิการสังคมที่ควรเป็นเช่นกัน" นายสมชัย ระบุ
อย่างไรก็ตาม นายกรณ์ จาติกวณิชรมว.คลัง ซึ่งเป็นหนึ่งในหัวเรี่ยวหัวแรงที่ริเริ่มโครงการนี้ จะออกมาอธิบายว่าการเดินหน้าโครงการดังกล่าวไม่เป็นภาระต่องบประมาณ และมีการทำวิจัยสำรวจความต้องการของประชาชน
รวมถึงการจัดตั้งทีมงานเฉพาะกิจระดมสมองกว่า 30 หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเอามาทำ "ห้องแล็บ"เพื่อเฟ้นหามาตรการที่สามารถแก้ไขปัญหาที่ตรงใจให้กับกลุ่มคนนอกระบบ
จนรัฐบาลถูกมองว่าการปลุกกระแสช่วยกลุ่มคนนอกระบบผ่านการเดินหน้าโครงการประชาวิวัฒน์ ก็ไม่ต่างอะไรกับการเดินหน้าเตรียมหาเสียงสำหรับการเลือกตั้งใหม่ที่กำลังจะมาถึงในช่วงต้นปี 2554
เดี๋ยว เม.ย. นี้ ก็จะได้รู้กันว่าประชาวิวัฒน์จะสนับสนุนให้ประชาธิปัตย์กลับมาหรือไม่







