
มาร์คประกาศแผนปฏิรูปประเทศไทย
นายกรัฐมนตรี ประกาศแผนปฏิรูปประเทศไทย 4 ข้อ ยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง เน้น เศรษฐกิจเท่าเทียมเป็นธรรม-คุณภาพชีวิต-ระบบยุติธรรม-การศึกษา ขยายสวัสดิการให้ทั่วถึง
นายกรัฐมนตรี ประกาศแผนปฏิรูปประเทศไทย 4 ข้อ ยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง เน้น เศรษฐกิจเท่าเทียมเป็นธรรม-คุณภาพชีวิต-ระบบยุติธรรม-การศึกษา ขยายสวัสดิการให้ทั่วถึง
นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กล่าวในรายการปฏิรูปประเทศไทย เพื่อนาคตคนไทยที่เท่าเที่ยมและเป็นธรรม ว่า รัฐบาลจะดำเนินแผนปฏิรูปประเทศไทยให้แล้วเสร็จภายในสิ้นปี 2553 ที่ผ่านมา เพื่อให้ประชาชนมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ซึ่งจะเดินหน้าใน 4 เรื่องหลัก ได้แก่ เศรษฐกิจการพัฒนาบริหารทรัพยากร ขยายสวัสดิการสังคมทุกกลุ่ม ส่งเสริมการศึกษาอย่างเท่าเทียม และกระบวนการยุติธรรม ซึ่งรัฐบาลจะเร่งดำเนินการให้กับประชาชน ซึ่งเป็นเป้าหมายสุดท้าย ที่จะทำให้ประชาชนมีชีวิตที่ดีขึ้น
"ยอมรับว่า คุณภาพชิวิตของประชาชน ซึ่งมีปัญหาเรื่องความเลื่อมล้ำทางสังคม ตั้งแต่แรกเกิด โดยคณะรัฐมนตรีได้อนุมัติกฏหมาย เพื่อแก้ไขปัญหาการตั้งครรที่ไม่พร้อม จะดูแลประชาชนตั้งแต่แรกเกิดโดยจัดทำโครงการรณรงค์ ซึ่งจะดูแลอย่างทั่วถึง ลงไปสู่ระดับพื้นที่ชุมชน โดยรัฐบาลได้ขยายโรงพยาบาลสร้างเสริมสุขภาพ อาสาสมัคร ซึ่งรัฐบาลได้อนุมิตค่าตอบแทนไปแล้ว"นายอภิสิทธิ์กล่าว
ทั้งนี้ รัฐบาลจะเริ่มดำเนินการกับเด็กที่อยู่ในพื้นที่บริเวณก่อสร้าง เป็นการนำร่องไปสู่การดูแลที่ทั่วถึงในแผนปฏิรูป เมื่อเข้าสู่วัยเรียนจะดูแลเรื่องการศึกษาอย่างทั่วถึงและมีประสิทธิภาพ ซึ่งปัจจุบันมีเด็กอยู่นอกระบบการศึกษา 1 ล้าน 7แสนคน คิดเป็นร้อยละ 10 รวมถึงดูแลเด็กพิการ ที่ยังไม่มีโอกาสเข้าระบบการศึกษาอย่างทั่วถึง
***คำปราศรัยของนายอภิสิทธิ์ที่ออกอากาศผ่านสถานีวิทยุโทรทัศน์ทุกช่อง ถึงแผนปฏิบัติการการปฏิรูปประเทศไทย****
นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า รัฐบาลจะดำเนินแผนปฏิรูปประเทศไทยให้แล้วเสร็จภายในสิ้นปี 2553 ที่ผ่านมา เพื่อให้ประชาชนมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ซึ่งจะเดินหน้าใน 4 เรื่องหลัก ได้แก่ เศรษฐกิจการพัฒนาบริหารทรัพยากร ขยายสวัสดิการสังคมทุกกลุ่ม ส่งเสริมการศึกษาอย่างเท่าเทียม และกระบวนการยุติธรรม ซึ่งรัฐบาลจะเร่งดำเนินการให้กับประชาชน ซึ่งเป็นเป้าหมายสุดท้าย ที่จะทำให้ประชาชนมีชีวิตที่ดีขึ้น
"ยอมรับว่า คุณภาพชีวิตของประชาชน ซึ่งมีปัญหาเรื่องความเลื่อมล้ำทางสังคม ตั้งแต่แรกเกิด โดยคณะรัฐมนตรีได้อนุมัติกฏหมาย เพื่อแก้ไขปัญหาการตั้งครรภ์ที่ไม่พร้อม จะดูแลประชาชนตั้งแต่แรกเกิดโดยจัดทำโครงการรณรงค์ ซึ่งจะดูแลอย่างทั่วถึง ลงไปสู่ระดับพื้นที่ชุมชน โดยรัฐบาลได้ขยายโรงพยาบาลสร้างเสริมสุขภาพ อาสาสมัคร ซึ่งรัฐบาลได้อนุมัติค่าตอบแทนไปแล้ว"นายอภิสิทธิ์กล่าว
อย่างไรก็ตาม รัฐบาลจะเริ่มดำเนินการกับเด็กที่อยู่ในพื้นที่บริเวณก่อสร้าง เป็นการนำร่องไปสู่การดูแลที่ทั่วถึงในแผนปฏิรูป เมื่อเข้าสู่วัยเรียนจะดูแลเรื่องการศึกษาอย่างทั่วถึงและมีประสิทธิภาพ ซึ่งปัจจุบันมีเด็กอยู่นอกระบบการศึกษา 1 ล้าน 7 แสนคน คิดเป็น 10% รวมถึงดูแลเด็กพิการ ที่ยังไม่มีโอกาสเข้าระบบการศึกษาอย่างทั่วถึง
ทั้งนี้แผนการปฏิรูปประเทศไทยในส่วนของรัฐบาลจะเดินหน้าใน 4 เรื่องหลัก ๆ ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของประเด็นทางด้านเศรษฐกิจ ที่จำเป็นจะต้องมีการบริหารเศรษฐกิจ มีการบริหารทรัพยากรให้เกิดความเป็นธรรมมากยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของการขยายสวัสดิการสังคมให้เกิดความมั่นคงในชีวิตสำหรับทุกกลุ่ม ตลอดจนการส่งเสริมในเรื่องของการศึกษา และเรื่องของกระบวนการยุติธรรม ความปลอดภัย เรื่องของความซื่อสัตย์สุจริต ธรรมาภิบาล
แนวทางที่จะทำในเรื่องของการปฏิรูปคุณภาพชีวิตของประชาชน จะมีการดูแลพี่น้องประชาชนตั้งแต่แรกเกิด นั่นหมายถึงจะมีการจัดทำโครงการรณรงค์ในเรื่องนมแม่ รณรงค์ในเรื่องของการให้อาหารที่ถูกต้อง และก็มีสวัสดิการอาหารเสริมสำหรับแม่ ตั้งแต่ตั้งครรภ์ไปจนถึงเด็กแรกคลอด จนถึงอายุ 2 ปี มีเรื่องของกระบวนการของการส่งเสริมให้คำแนะนำ ให้คำปรึกษาเป็นคลีนิกสำหรับในเรื่องของการเลี้ยงดู เพื่อที่จะให้เด็กไทยทุกคนเติบโตมาอย่างมีคุณภาพตั้งแต่แรก เพราะว่ากันว่าพัฒนาการทางสมองช่วงชีวิตที่มีความสำคัญที่สุด ก็หนีไม่พ้น 2 ปีแรกด้วยซ้ำในการที่จะสร้างคนคุณภาพขึ้นมาหนึ่งคน
ทั้งนี้จะดูตั้งแต่มีการฝากครรภ์ ซึ่งขณะนี้รัฐบาลได้มีโครงการที่ขยายในเรื่องของโรงพยาบาลสร้างเสริมสุขภาพประจำตำบลอยู่แล้ว เพราะฉะนั้น ตรงนั้นจะเป็นจุดแรก และก็มีเรื่องของอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) ซึ่งรัฐบาลได้อนุมัติค่าตอบแทนไป ที่จะเข้ามาดูแลได้อย่างทั่วถึง ทีนี้เมื่อเด็กเติบโตขึ้นมาเมื่อได้รับการดูแลอย่างชัดเจนในช่วง 2 ปีแรก พอเข้าสู่ปีที่ 3 ไปถึงอายุ 5 ปี ก็จะเป็นเรื่องของการพัฒนาเด็กเล็ก ในเรื่องของการศึกษา ได้ไปสำรวจตรวจสอบแล้ว ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กปัจจุบันก็ไม่ทั่วถึง จะเห็นได้ว่าในประมาณ 7,000 กว่าตำบลที่มีอยู่ในประเทศไทย มีองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นซึ่งยังไม่มีศูนย์พัฒนาเด็กเล็กอยู่ 481 แห่ง นี่คือ 481 นั้นในแผนปฏิรูปจะดำเนินการให้มีการสร้างศูนย์พัฒนาเด็กเล็กให้ครบและทั่วถึง รวมทั้งดูแลสนับสนุนส่งเสริม และมีการตรวจสอบ และประเมินมาตรฐานให้เกิดความเท่าเทียมกันทั่วประเทศ
นอกจากนั้นยังมีเด็กบางกลุ่มซึ่งยังมีปัญหามากกว่านั้น เช่น เด็กที่อยู่ในสถานที่ก่อสร้างต่าง ๆ ซึ่งเราจะเริ่มต้นจากโครงการของรัฐที่จะดูแลว่าจะต้องมีผู้ให้บริการดูแลเด็กเล็กในสถานที่ก่อสร้างเป็นการนำร่องไปสู่การที่จะดูแลเด็กเล็กได้อย่างทั่วถึง แผนปฏิรูปเมื่อเด็กเหล่านี้เติบโตขึ้นมาเข้าสู่ระบบโรงเรียน ก็จะไปดูแลในเรื่องของการศึกษาที่ต้องดำเนินการอย่างทั่วถึงและมีคุณภาพ
"ปัจจุบันนั้นเรามีเด็กที่อยู่นอกระบบการศึกษาถึง 1 ล้าน 7 แสนคน ประมาณ 10 เปอร์เซ็นต์ 10 เปอร์เซ็นต์แต่ว่าเป็นจำนวนมาก และเด็กเหล่านี้เมื่อขาดโอกาสในเรื่องของการศึกษาขั้นพื้นฐาน แน่นอนครับเติบโตขึ้นมาก็จะมีปัญหาในเรื่องของการมีงานทำ เติบโตขึ้นมาก็จะขาดความรู้ อยู่ในวัฏจักรของความยากจน อยู่ในวัฏจักรของคุณภาพชีวิตซึ่งไม่ดีเพียงพอ"นายอภิสิทธิ์กล่าว
นอกจากเรื่องของการดูแลภาพรวมของเด็กที่อยู่นอกระบบ เรายังได้เจาะลึกลงไปดูว่า เด็กกลุ่มใดบ้างซึ่งเป็นเด็กซึ่งไม่สามารถอยู่ในระบบโรงเรียนได้ เราก็เริ่มได้ตั้งแต่กลุ่มเป้าหมายกลุ่มแรกคือเด็กพิการ ปัจจุบันนั้นปรากฏว่าเด็กพิการ สัดส่วนเกือบครึ่งครับ ยังไม่มีโอกาสเข้ารับการศึกษาในระบบการศึกษา และยังมีอีกจำนวนมากซึ่งแม้ว่าเข้าสู่ระบบการศึกษาแล้ว ก็ยังไม่ได้รับการศึกษาอย่างมีคุณภาพ การดำเนินการของแผนการปฏิรูป ก็คือเราจะมีการดำเนินการดูแลให้การศึกษาสำหรับเด็กพิการนั้นมีความทั่วถึงมากยิ่งขึ้น และที่สำคัญคือว่าสำหรับเด็กพิการนั้น เราต้องการให้มีโอกาสได้เรียนร่วมกับเด็กปกติ แผนปฏิรูปกำหนดเอาไว้ชัดเจนว่าเราจะมีการดำเนินการจัดให้มีโรงเรียนสำหรับการเรียนร่วมระหว่างเด็กพิการกับเด็กปกติ จังหวัดละ 1 แห่ง คือทุกจังหวัดจะต้องมีอย่างน้อย 1 โรง ซึ่งสามารถที่จะให้บริการทางด้านนี้ แล้วจะมีการเชื่อมต่อระบบการเรียนรู้ของเด็กพิการเข้ากับการประกอบอาชีพด้วย
นอกจากเด็กพิการ เด็กที่ออกจากโรงเรียนกลางคันเป็นปัญหาซึ่งเป็นปัญหาใหญ่มาก หลายคนไม่ทราบว่าปัจจุบันนั้นเรามีเด็กที่ออกกลางคันเป็นจำนวนมาก กลุ่มหนึ่งจะเป็นเด็กที่ถูกดำเนินคดี เด็กของเราที่มีอายุระหว่าง 10 - 18 ปี ที่ออกกลางคันนั้น มีสูงถึงปีละ 46,000 ราย ในจำนวนนี้ 2 ใน 3 อย่างที่พี่น้องประชาชนเห็นอยู่ในขณะนี้ จะออกกลางคันแล้วไม่มีโอกาสได้รับการศึกษาต่อ ในขณะที่มีเพียง 1 ใน 3 เท่านั้นที่จะสามารถอยู่ในระบบการศึกษาได้ นอกจากนั้นยังมีเด็กที่ถูกผลักออกจากระบบ อาจจะเป็นเพราะว่าเรียนไม่ดี เป็นเด็กมีปัญหา แล้วก็ในที่สุดปรากฏว่าเด็กเหล่านี้ก็ไม่สามารถที่จะได้รับโอกาสในการได้รับการศึกษาขั้นพื้นฐานเหมือนกับเด็กอื่น ๆ ได้ จำนวนที่ดูขณะนี้มีจำนวนมาก และเด็กเหล่านี้ก็จะกลายเป็นคนที่สามารถสร้างปัญหาให้กับสังคมได้ สิ่งที่เราจะดำเนินการทั้งหมดคือว่าเด็กทุกกลุ่มที่ได้กล่าวมานั้นจะมีทางเลือก ถ้าเขาไม่สามารถที่จะกลับไปเรียนรู้ในห้องเรียนแบบมาตรฐานแบบนี้ได้ อย่างน้อยที่สุดเขาก็จะได้รับโอกาสในการมีการศึกษาทางเลือก มีการพัฒนาในเรื่องของทักษะอาชีพ เพื่อที่จะให้เขาสามารถที่จะสร้างโอกาสให้กับตัวเองมีงานทำ มีรายได้ต่อไปในอนาคต
นอกจากการที่ภาครัฐจะดำเนินการจัดทำตรงนี้แล้ว สิ่งที่เราจะทำควบคู่กันไปเหมือนกับทุกเรื่องในแผนปฏิบัติการของการปฏิรูปครั้งนี้ ก็คือเราจะสร้างแรงจูงใจให้ภาคธุรกิจเอกชนเข้ามาดูแลตรงนี้ ผมได้มีการประชุมกับภาคธุรกิจเอกชนในเบื้องต้นไปแล้ว เอาสถาบันหลักต่าง ๆ ทั้งสภาหอการค้าฯ สภาอุตสาหกรรมฯ สมาคมธนาคาร สมาคมท่องเที่ยว ทุกฝ่ายครับขณะนี้ยินดีและพร้อมใจกันว่าถ้ารัฐบาลจะมีนโยบาย จะเข้าไปดูแลตามกลุ่มเป้าหมายต่าง ๆ ที่แต่ละธุรกิจมองเห็นว่าสามารถที่จะเข้ามาร่วมสนับสนุนได้ รัฐบาลก็จะดูแลในมาตรการในเรื่องของการลดหย่อนภาษี รัฐบาลจะดูแลในเรื่องของการสร้างแรงจูงใจ หรืออย่างน้อยที่สุด เวลาที่ภาคธุรกิจเอกชนประสงค์ที่จะทำเรื่องของโครงการความรับผิดชอบต่อสังคม รัฐบาลจะเป็นผู้ชี้เป้าว่าตรงไหนที่สมควรจะได้รับการช่วยเหลือ
เราจะพูดถึงเรื่องของโอกาสทางการศึกษา โดยไม่พูดถึงเรื่องของคุณภาพก็ไม่ได้ แม้แต่การเรียนในห้องเรียน ในโรงเรียนในปัจจุบันนี้ ก็ยังมีเด็กจำนวนมากซึ่งไม่มีโอกาสได้รับการศึกษาที่ถือว่าได้คุณภาพมาตรฐาน เราใช้ระบบของการประเมินที่ผ่านมา เห็นได้ชัดว่าโรงเรียนที่มีปัญหามากที่สุด ก็คือโรงเรียนขนาดเล็ก ปัจจุบันประเมินกันว่าจะมีถึงประมาณ 14,000 โรงทั่วประเทศ อันนี้ก็เป็นปัญหาใหญ่ปัญหาหนึ่งซึ่งชี้ให้เห็นว่าเราจำเป็นที่จะต้องมีการปรับปรุงคุณภาพ และหาแนวทางในการปฏิรูปเพื่อบริหารจัดการโรงเรียนเหล่านี้
ขณะเดียวกันครับปัญหาอีกปัญหาหนึ่งซึ่งเกิดขึ้น ก็คือปัญหาการขาดแคลนครู ซึ่งปัญหาการขาดแคลนครูนั้น ความจริงไม่ใช่เรื่องของการที่ครูมีจำนวนไม่พอเพียงอย่างเดียว ตรงนั้นก็เป็นปัญหาเพียงส่วนหนึ่งเท่านั้น แต่เวลาของครูถูกเบียดบังไปด้วยเรื่องของภาระหน้าที่ทางด้านอื่น ซึ่งรัฐบาลได้มีโครงการคืนครูให้นักเรียนไปส่วนหนึ่งแล้ว ในการที่จะนำเอาบุคคลเข้ามาช่วยงานทางด้านธุรการ แต่ตรงนี้ก็ยังไม่เพียงพอ
สิ่งที่เราจะทำในแผนปฏิบัติการปฏิรูปครั้งนี้ เริ่มต้นจากโรงเรียนขนาดเล็กนั้น จะต้องมีการจัดทำแผนที่ทั้งหมด และใช้โรงเรียนที่เป็นโรงเรียนดีประจำตำบลเป็นแม่ข่าย แล้วหลังจากนั้นดูความเป็นไปได้ว่าในพื้นที่ใด ซึ่งปัจจุบันการเดินทางการคมนาคมมีความสะดวกมากยิ่งขึ้น จัดบริการเหล่านี้ ให้มีการเชื่อมโยงโรงเรียนเป็นเครือข่าย หรือเข้ามายุบรวมกันเป็นโรงเรียน ซึ่งจะตอบสนองความต้องการของพี่น้องประชาชนและผู้ปกครองในด้านคุณภาพมากยิ่งขึ้น ถ้าในกรณีซึ่งเป็นพื้นที่ห่างไกลไม่สะดวก ยังอยากจะให้จำเป็นจะต้องเรียนใกล้บ้าน ก็จะต้องมีระบบการบริหารจัดการพิเศษเข้าไปดูแล อาจจะมีการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ หรือการบริหารโรงเรียนในลักษณะของการเป็นกลุ่มโรงเรียน มีโรงเรียนพี่เลี้ยง อย่างนี้เป็นต้น
ขณะเดียวกันในเรื่องของครู สิ่งที่เรากำลังจะมีการดำเนินการในแผนของการปฏิรูป ก็คือทำโครงการในเรื่องของคืนครูสอนดีให้กับนักเรียน ขณะนี้ไม่ใช่เฉพาะจำนวนแล้วครับ แต่สิ่งที่เราจะทำคือว่าจะให้มีการคัดครูที่เป็นครูที่ทุ่มเทในเรื่องของการเรียนการสอนจริง ๆ ให้เวลาเป็นที่ยอมรับว่าเป็นบุคคลคุณภาพในเรื่องของการสอน ตรงนี้ก็จะมีการคัดเลือกมาจากพื้นที่ แล้วจะมีรางวัล แรงจูงใจ ให้ครูเหล่านี้สามารถทุ่มเทได้อย่างต่อเนื่อง ไม่ต้องไปกังวลติดขัดกับเรื่องของการที่จะต้องไปทำอย่างอื่น เพื่อที่จะสามารถเลื่อนไหลหรือมีความก้าวหน้าในทางวิชาชีพได้ พร้อม ๆ กันไปจะให้ครูเหล่านี้เป็นคนที่สามารถดึงให้ครูใหม่ และครูคนอื่น ๆ นั้นเข้ามาอยู่ในเรื่องของการเรียนการสอนที่มีคุณภาพได้อย่างเต็มที่
นโยบายของการปฏิรูป ซึ่งมุ่งเน้นไปสู่เป้าหมาย ตั้งแต่ก่อนเกิดมาสู่เด็กเล็ก เข้าสู่การดูแลในเด็กก่อนวัยที่เข้าประถมศึกษา ไปจนถึงการดูแลเด็กทั้งระบบ ว่าเราสามารถที่จะให้โอกาสแก่พี่น้องประชาชนทุกคนได้ แล้วก็ปรับเข้าสู่การศึกษาที่มีคุณภาพ ผมมั่นใจว่าการเริ่มต้นของการที่จะมีสังคมคุณภาพ คือการมีคนคุณภาพ และการจะเริ่มต้นให้มีคนคุณภาพได้ นั่นก็คือต้องเริ่มตั้งแต่เกิดหรือก่อนเกิดด้วยซ้ำ แผนปฏิรูปครั้งนี้จึงได้ให้ความสำคัญเป็นอย่างยิ่งกับเรื่องของเด็กและเยาวชน ซึ่งสมควรจะได้รับการดูแล และพ่อแม่ผู้ปกครอง ชุมชน จะต้องมีสวัสดิการ มีบริการที่จะดูแลให้ลูกหลานของเรานั้นเติบโตขึ้นมาอย่างมีคุณภาพ และมีโอกาส
เมื่อเข้าสู่วัยทำงาน ปัญหาในเรื่องของการศึกษาก็ยังไม่จบ เพราะว่าเมื่อไปดูตัวเลขของแรงงานของเรา กลับปรากฏว่ากว่าครึ่งเป็นแรงงานซึ่งขณะนี้ยังมีความต้องการที่จะต้องได้รับการฝึกอบรม ศึกษาเพิ่มเติม เพราะว่ายังมีความขาดแคลนอยู่ ถ้านับจริง ๆ แล้วแรงงานของเรากว่าครึ่งจบระดับการศึกษาเพียงแค่ประถมศึกษา หรือต่ำกว่า เพราะฉะนั้น การแก้ปัญหาตรงนี้ หมายความว่าเรายังมีประชากรที่ต้องการการศึกษาเพิ่มเติมประมาณ 8 ล้านคน แผนปฏิรูปจะได้มีการทำการดำเนินการในเรื่องของการที่จะจัดหลักสูตร เพื่อเพิ่มทักษะทางด้านอาชีพ สอดคล้องกับความต้องการของบุคคลเหล่านี้ ไม่ว่าจะเป็นทักษะเฉพาะด้านหนึ่งด้านใด ที่จะเสริมให้เขาสามารถที่จะมีโอกาสและรายได้ที่ดีขึ้น จากการที่มีทักษะที่สอดคล้องกับอาชีพ อันนี้ก็เป็นด้านหนึ่งที่จะต้องมีการดำเนินการในส่วนของคน ของวัยทำงาน
แต่นอกจากเรื่องของการเพิ่มพูนความรู้ทักษะ แน่นอนครับปัญหาของพี่น้องที่อยู่ในวัยทำงานขณะนี้จำนวนมาก โดยเฉพาะคนที่เราถือว่าอยู่ในแรงงานนอกระบบ ก็คือความไม่แน่นอนเรื่องของรายได้ เรื่องของการขาดสวัสดิการ ความมั่นคง ไม่สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุน ต้องไปกู้เงินนอกระบบ เป็นหนี้นอกระบบ ไปจนถึงการประกอบอาชีพ ซึ่งปรากฏว่ามีปัญหาในเรื่องของกฎระเบียบ อาจจะถูกเจ้าหน้าที่รังแก อาจจะถูกเจ้าหน้าที่รีดไถ แม้กระทั่งปัญหาในเรื่องของความปลอดภัยในเรื่องของการประกอบอาชีพต่าง ๆ เหล่านี้ ผมกำลังพูดถึงไม่ว่าจะเป็นพ่อค้าแม่ขาย ผู้ทำงานอิสระ คนทำงานกลางคืน ไปจนถึงคนขับมอเตอร์ไซค์รับจ้าง คนขับแท๊กซี่ เหล่านี้เป็นต้น
ในส่วนนี้นั้นการดำเนินการของแผนปฏิรูป เราได้ใช้กระบวนการพิเศษเข้าไปดูแลคนกลุ่มนี้ โดยได้มีการให้ตัวแทนจากทุกส่วนราชการที่ตัดสินใจได้ ทำงานมีข้อมูลในเรื่องเหล่านี้ เข้ามาหาข้อสรุปว่าเราจะเพิ่มรายได้ เพิ่มความมั่นคงให้คนเหล่านี้มีสวัสดิการ เข้าถึงแหล่งเงินทุน มีสภาวะแวดล้อมการทำงานที่ดีขึ้นได้อย่างไร ควบคู่ไปกับการลดค่าครองชีพ แต่เรื่องนี้เรื่องใหญ่ครับ ผมขออนุญาตว่าเฉพาะคนกลุ่มนี้ซึ่งเป็นคนกลุ่มใหญ่นั้น วันที่ 9 มกราคม คือสัปดาห์หน้า ผมจะได้มีการแถลงละเอียดถึงแนวทางของการแก้ไขปัญหาในส่วนนี้
แต่นอกจากในเรื่องของคนทำงานซึ่งอยู่ในกลุ่มนี้แล้ว คนที่มีความยากลำบากมากที่สุดกลุ่มหนึ่งก็คือ พี่น้องซึ่งอาจจะอยู่ในชนบทบ้างในเมืองบ้าง แต่มีความไม่แน่นอนในเรื่องของที่อยู่อาศัยและที่ทำกิน แผนของการปฏิรูปได้ไปดูสภาพปัญหาตั้งแต่ต้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งไปดูในเรื่องของพื้นที่การเกษตร พบความเป็นจริงว่าขณะนี้ทั่วประเทศ พื้นที่การเกษตรของเรามีอยู่ประมาณร้อยละ 38 เท่านั้นเองของพื้นที่ทั่วประเทศ ในร้อยละ 38 ถ้าดูแล้วส่วนน้อยเท่านั้นมีระบบชลประทาน ถ้าเทียบของพื้นที่การเกษตรที่อยู่ในระบบชลประทานกับพื้นที่ทั้งหมดของประเทศนั้นไม่ถึง 10 เปอร์เซ็นต์ เพราะฉะนั้น แนวทางของรัฐบาลในการทำงานทางด้านนี้ คือจะมีการดำเนินการปรับระบบกลไกในการบริการจัดการเรื่องที่ดินทั้งหมดของประเทศ มีกลไกระดับชาติที่จะมาทำในเรื่องนี้ เปิดโอกาสให้พี่น้องประชาชนมีส่วนร่วม เพราะพี่น้องประชาชนในแต่ละพื้นที่รู้ดีที่สุดว่าพื้นที่ที่อยู่ในชุมชนของตนเองนั้น มีสภาพอย่างไร ใครเป็นเจ้าของ มีปัญหาความขัดแย้งอย่างไร
แล้วแน่นอนครับที่ผ่านมารัฐบาลได้ใช้แนวคิดเรื่องโฉนดชุมชนเป็นมิติใหม่ของการแก้ปัญหา มีการผ่านเรื่องของธนาคารที่ดิน แต่ขั้นต่อไปคือว่าเราจะไม่ดูในแง่ของความเป็นเจ้าของหรือความสามารถในการเข้าไปใช้ประโยชน์จากที่ดินเท่านั้น แต่ต้องมีการปรับปรุงคุณภาพของที่ดินตรงนั้น เพื่อให้สอดคล้องกับเรื่องของการทำการเกษตรให้ได้ผล แนวคิดอันหนึ่งที่เราจะมีการดำเนินการผลักดันคือเรื่องของเขตเศรษฐกิจพิเศษทางด้านการเกษตร ตรงนี้จะเป็นการดูแลว่าพื้นที่ของประเทศไทยที่มีความอุดมสมบูรณ์นั้น จะได้ใช้ประโยชน์เพื่อการเกษตรอย่างแท้จริง แล้วจะเป็นรากฐานสำคัญในเรื่องของความมั่นคงทางอาหาร สำหรับพี่น้องประชาชนทั่วประเทศ
ขณะเดียวกันครับ นอกจากปัญหาในเรื่องของที่ดินทำกินแล้ว ก็มีเรื่องของที่อยู่อาศัย แนวคิดของการแก้ไขปัญหาในเรื่องของที่อยู่อาศัย ที่ดูแล้วจะได้ผลที่สุด ก็คือเรื่องของการใช้โครงการบ้านมั่นคง ซึ่งปัจจุบันนี้มีอยู่ 862 โครงการ แต่ว่าเป้าหมายที่เราจะทำต่อไปจะมีจำนวนมากมายกว่านี้ คือเราจะทำบ้านมั่นคงในชนบท เป้าหมายครอบคลุม 500 ตำบล 50,000 กว่าครัวเรือน เพื่อสร้างหลักประกันความมั่นคงให้แก่พี่น้องประชาชนในวัยทำงาน
ท่านพี่น้องที่เคารพครับ พี่น้องจะเห็นว่าการคิดในเรื่องของแนวของการปฏิรูปทั้งหมดนั้น เราได้ยึดคนเป็นศูนย์กลาง เมื่อได้รับการศึกษา เมื่อได้รับโอกาสแล้ว เราดูถึงสภาพแวดล้อมการทำงาน ที่อยู่อาศัย ที่ดินทำกิน และมาตรฐานของการประกอบอาชีพ ซึ่งทั้งหมดนี้คือแนวทางที่จะทำให้เรามีเศรษฐกิจที่มีความเป็นธรรมมากขึ้น หมายความว่าทุกคนที่ประกอบอาชีพไม่ว่าจะประกอบอาชีพใดก็ตาม จะเริ่มมีหลักประกันของความมั่นคง และที่สำคัญที่สุดคือได้รับการพัฒนาในเรื่องของทักษะอยู่ตลอดเวลา
ซึ่งนอกจากเรื่องนี้แล้วด้านสุดท้ายของการปฏิรูป ที่เราจะต้องมาดูกันต่อไป จะเป็นเรื่องของการได้รับความยุติธรรม ในเรื่องของกระบวนการยุติธรรม กฎหมาย และบริการอื่น ๆ ไปจนถึงปัญหาการบริหารจัดการในสังคมของเรา ที่ยังคงมีปัญหาในเรื่องของธรรมาภิบาล และการทุจริตคอร์รัปชั่นสำหรับในเรื่องของความยุติธรรม ปัญหาที่เรายังประสบพบเห็นอยู่เกือบตลอดเวลา ก็มีทั้งในเรื่องปัญหาความปลอดภัย ปัญหาอาชญากรรม และรวมไปถึงปัญหาการขาดธรรมาภิบาลในทุก ๆ เรื่อง สถิติอาชญากรรมเห็นชัดเจนนะครับว่ายังไม่มีแนวโน้มลดลงเลย ไม่ว่าจะเป็นในภาพรวม หรือไม่ว่าจะเป็นเรื่องของยาเสพติด ซึ่งเป็นปัญหาใหญ่ที่หนักอกหนักใจพี่น้องประชาชนอยู่ทุกวันนี้ ผมอยากจะเรียนว่าในเรื่องของการแก้ไขปัญหาในเรื่องนี้ สิ่งที่เราจะทำในแผนของการปฏิรูป คือการจะมีศูนย์อำนวยการในเรื่องของการป้องกันปราบปรามอาชญากรรม และยาเสพติดระดับชาติ เพื่อให้เกิดการบูรณาการการทำงานของทุกหน่วยงาน มีการติดตามอย่างจริงจัง อย่างเช่นช่วงที่ผ่านมา เราได้เข้มงวดกวดขัน ขณะนี้ทางตำรวจก็ทำงานกันอย่างเต็มที่ แต่เราไม่ต้องการให้การทำงานตรงนี้ผ่านพ้นไป จะต้องมีศูนย์ที่คอยติดตามงานทางด้านนี้อยู่ตลอดเวลา
พร้อม ๆ กันไป การที่จะช่วยกันแก้ไขปัญหา ทั้งเรื่องความปลอดภัย ทั้งเรื่องของอาชญากรรม ก็จะมีการนำเอาเรื่องของเทคโนโลยี อย่างเช่น กรณีของ CCTV เข้ามา แต่ว่าที่สำคัญที่สุดคือการปฏิรูปกระบวนการที่เกี่ยวข้อง สิ่งที่เราต้องการจะเห็นจากนี้ไปก็คือการทำงานของตำรวจที่มีสถานีตำรวจใกล้ชิดกับพี่น้องประชาชน อยู่กับประชาชนอย่างแท้จริง เป็นส่วนหนึ่งของแผนการปฏิรูปตำรวจ ซึ่งผมได้ประกาศไปแล้วตั้งแต่ช่วงเดือนธันวาคมของปีที่ผ่านมา แต่ว่าขณะนี้แนวคิดคือการดึงเอาอาสาจากภาคส่วนต่าง ๆ มาเป็นสายตรวจบ้าง มาช่วยดูแลบ้าง
แต่ว่าที่สำคัญที่สุดครับ จริง ๆ แล้วขณะนี้ปัญหาของการขึ้นโรงขึ้นศาล การมีข้อพิพาทกัน เรามีเป็นจำเป็นมากเกินไป แท้ที่จริงถ้าหากว่าเรามีกระบวนการที่ดี เราสามารถที่จะไกล่เกลี่ยเพื่อไม่ให้พี่น้องประชาชนนั้นต้องเข้าสู่กระบวนการซึ่งไปสร้างภาระ สร้างความแตกแยกในสังคมมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าไปดูในเรื่องของค่าใช้จ่ายทางด้านคดี เราพบว่าในส่วนของค่าใช้จ่ายต่อคดี เอาเฉพาะในส่วนของภาครัฐที่ใช้กว่าหนึ่งแสนบาท และถ้าเป็นประชาชนนั้นสูงกว่านี้ อาจจะเป็นเท่าตัวหรือมากกว่า
แนวคิดของแผนการปฏิรูป คือเราจะใช้กระบวนการที่เรียกว่า ยุติธรรมชุมชน ปัจจุบันก็มีอยู่แล้วครอบคลุมอยู่ทุกจังหวัด แต่ว่าการดำเนินการนั้นก็ยังทำได้น้อยกว่าที่เราต้องการจะเห็น เป้าหมายของการปฏิรูปคือการลดข้อพิพาทในชุมชนให้ได้กว่า 3 ใน 4 เพื่อที่จะผ่านเครือข่ายยุติธรรมชุมชน และนอกจากนั้นเราจะทำระบบในเรื่องของการร้องเรียน ในเรื่องของการให้คำปรึกษาทางด้านกฎหมายต่าง ๆ เพื่อให้พี่น้องประชาชนทุกกลุ่มสามารถที่จะเข้าถึงกระบวนการยุติธรรม และได้รับความเป็นธรรมอย่างแท้จริง ปัจจุบันนี้ต้องยอมรับว่าเวลาที่พี่น้องประชาชนมีปัญหา โดยเฉพาะพี่น้องซึ่งไม่มีเส้นมีสาย ไม่สามารถที่จะร้องเรียน และได้รับการแก้ไขปัญหาจากหน่วยงานต่าง ๆ ระบบไม่ว่าจะเป็นยุติธรรมชุมชน ระบบการร้องเรียนเป็นหัวใจของการปฏิรูปงานทางด้านนี้เพื่อให้พี่น้องประชาชนทุกกลุ่มนั้น สามารถที่จะได้รับความเป็นธรรมอย่างแท้จริง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของความเดือดร้อนทั่วไป ไปจนถึงปัญหาที่เป็นเรื่องของข้อกฎหมาย
ผมอยากจะเรียนว่านอกเหนือจากตรงนี้แล้ว สำหรับบางคดี อย่างเช่นปัญหาที่ทำกิน ซึ่งพูดไปเมื่อสักครู่มีความขัดแย้งระหว่างรัฐกับประชาชนนั้น เราก็จะมีกระบวนการพิเศษในการที่จะดูแลคดีเหล่านี้ เพื่อสร้างความเป็นธรรมให้แก่พี่น้องประชาชนได้อย่างแท้จริง
พี่น้องประชาชนที่เคารพครับ นอกเหนือจากเรื่องของความยุติธรรม เรื่องของการปฏิรูปตำรวจ แล้ว อีกปัญหาหนึ่งซึ่งอยู่ในใจของพี่น้องประชาชนมาโดยตลอด คือปัญหาเรื่องของการทุจริตคอร์รัปชั่น แน่นอนครับถึงวันนี้การสำรวจต่าง ๆ ก็ยังบอกว่าปัญหานี้เป็นปัญหาที่รุนแรงมาก ขณะนี้สิ่งที่เรากำลังเดินหน้า ประการแรก คือ กำลังดึงทุกภาคส่วนเข้ามา ในระดับระหว่างประเทศ เรากำลังเร่งรัดการประกาศให้สัตยาบัน อนุสัญญาสหประชาชาติ ว่าด้วยการต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชั่น แล้วจะมีมาตรการที่จะดึงภาคส่วนต่าง ๆ เข้ามา ผมได้ลงนามในสัตยาบันร่วมกับทางภาคเอกชนแล้ว และต่อไปนี้ภาคเอกชนจะมาร่วมกันทำงานในการต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชั่น แล้วจะให้มีการดำเนินการลงสัตยาบันกว้างขวางมากยิ่งขึ้น ลงไปสู่หัวหน้าส่วนราชการ ส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค ท้องถิ่น จะต้องมาทำงานเรื่องนี้กันอย่างเต็มที่
ผมอยากจะย้ำว่า มาตรการที่จะเป็นรูปธรรมที่จะออกมายังมีอีกหลายเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการที่จะต้องมีการเปิดเผยข้อมูลให้เกิดความโปร่งใสมากยิ่งขึ้น จะเป็นการปรับปรุงในเรื่องของกฎหมาย ข้อมูลข่าวสาร ไปจนถึงการที่เราเข้าไปดูปัญหาของการจัดซื้อจัดจ้างในโครงการของภาครัฐอย่างละเอียด ตั้งแต่ขั้นตอนของการกำหนดราคากลาง ราคามาตรฐาน ตั้งแต่เรื่องของการที่จะดูแลว่ากระบวนการประมูลนั้น มีความโปร่งใสอย่างแท้จริง ไปจนถึงเรื่องตั้งแต่การล็อกสเปค การกำหนดเรื่องของการจ้างปรึกษาในโครงการขนาดใหญ่ ซึ่งเป็นที่มาของการสูญเสียงบประมาณเป็นจำนวนมาก ตั้งเป้าเอาไว้แล้วว่าบางเรื่อง 3 เดือนแรกจะมีกติกาที่สามารถจะเปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจนต่อไปในอนาคต เพื่อที่จะช่วยลดปัญหาการทุจริตคอร์รัปชั่น ซึ่งถือเป็นต้นทุนของสังคม







