
ตะลึง...ข้อมูล ตร.-ปปส. ปี 53 ยาบ้า-ไอซ์เกลื่อนเมือง
จากข้อมูลของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และสำนักงานป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) พบว่า ปัญหายาเสพติดในประเทศไทยปี 2553 ได้ทวีความรุนแรงขึ้นตามลำดับ ปัจจัยที่สำคัญที่ทำให้ยาเสพติดเพิ่งจำนวนมากขึ้น ได้แก่ ชนกลุ่มน้อยที่อยู่ตามแนวชายแดน แรงงานต่างด้าว รวมถึงเครือข่ายการค้ายาเสพติดรายสำคัญ กลับมาค้ายาเสพติดอีกครั้ง
จากข้อมูลของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และสำนักงานป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) พบว่า ปัญหายาเสพติดในประเทศไทยปี 2553 ได้ทวีความรุนแรงขึ้นตามลำดับ ปัจจัยที่สำคัญที่ทำให้ยาเสพติดเพิ่งจำนวนมากขึ้น ได้แก่ ชนกลุ่มน้อยที่อยู่ตามแนวชายแดน แรงงานต่างด้าว รวมถึงเครือข่ายการค้ายาเสพติดรายสำคัญ กลับมาค้ายาเสพติดอีกครั้ง
บางส่วนเชื่อมโยงกับกลุ่มนักโทษคดียาเสพติดในเรือนจำ กลุ่มนักค้าชาวต่างชาติ ไม่ว่าจะเป็นชาวแอฟริกัน อิหร่าน ในปี 2553 พบการลักลอบลำเลียงยาเสพติดผ่านประเทศไทยมากขึ้น บางส่วนส่งต่อไปยังประเทศที่สาม บางส่วนนำเข้ามาจำหน่ายแก่ลูกค้าชาวต่างชาติในไทย
การพัฒนาศักยภาพการผลิตยาเสพติดของชนกลุ่มน้อยในประเทศเพื่อนบ้าน โดยเฉพาะกลุ่มว้า ซึ่งผูกขาดการผลิตถึง 88% ปัจจุบันพบว่ากลุ่มผู้ผลิตได้เปลี่ยนสารตั้งต้นในการผลิตยาเสพติดจากอีเฟดรีนมาเป็น ซูโดอีเฟดรีน ซึ่งเป็นส่วนผสมในยาแก้ไข้หวัด ส่งผลให้ปริมาณการผลิตยาเสพติดมีมากขึ้น
ในปี 2553 พบการกว้านซื้อยาแก้หวัด และลักลอบนำเข้าจากต่างประเทศ เพื่อส่งผ่านไปยังแหล่งผลิตในประเทศเพื่อนบ้าน ช่วง 3 ปี (2551-2553 ) มีการจับกุมยาแก้หวัดในไทยและประเทศเพื่อนบ้านได้ 43,916,027 เม็ด หากนำไปผลิตเป็นไอซ์จะได้ประมาณ 2,195 กิโลกรัม หรือผลิตเป็นยาบ้าได้เกือบ 87 ล้านเม็ด (ยาแก้หวัดที่มีซูโดอีเฟดรีน 1 ล้านเม็ด ผลิตยาบ้าได้ 2 ล้านเม็ด)
ขณะที่ สถานการณ์ไอซ์ สถิติจับกุมไอซ์ปี 2551 ได้ผู้ต้องหา 2,390 คน ของกลาง 54.71 กิโลกรัม แต่ในปี 2553 เพิ่มเป็น 7,201 คน ของกลาง 548.2 กิโลกรัม แหล่งที่มายังมาจากชนกลุ่มน้อยในประเทศเพื่อนบ้าน และจากต่างประเทศ
ด้านการแพร่ระบาด พบผู้ค้าปรับกลยุทธ์การขาย โดยขายยาบ้าพ่วงยาไอซ์ หรือให้ทดลองเสพ หรือแบ่งขายตามกำลังซื้อ และในปี 2553 มีการจับกุมการลักลอบผลิตยาไอซ์แบบ Kitchen Lab ในไทย โดยผู้ผลิตใช้อุปกรณ์ในห้องวิทยาศาสตร์ และสั่งซื้อสารเคมีทางอินเตอร์เน็ต ประกอบกับค่านิยมของผู้เสพที่เชื่อว่าเสพไอซ์ดีกว่ายาบ้า ล้วนส่งผลให้การแพร่ระบาดของไอซ์เพิ่มมากขึ้นทั้งสิ้น
ยาเสพติดที่เข้ามาในไทยอย่างต่อเนื่อง ส่วนใหญ่นำเข้าทางชายแดนภาคเหนือ แต่ชายแดนด้านตะวันออกเฉียงเหนือ นอกจากนี้เครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติกำลังมีบทบาทต่อการค้ายาเสพติดระหว่างประเทศ โยคนกลุ่มนี้จะใช้ไทยเป็นแหล่งกบดานซ่องสุม ส่งผ่าน เก็บพักยาเสพติด ก่อนส่งออกนอกประเทศ หรือเป็นแหล่งกระจายยาเสพติดภายในประเทศ
เครือข่ายข้ามชาติที่เข้ามาเคลื่อนไหว ส่วนมากมาจากทวีปเอเซีย ได้แก่ มาเลเซีย ไต้หวัน ฮ่องกง อินเดีย ปากีสถาน นอกจากนี้ยังมีกลุ่มแอฟริกาตะวันตก มีชาวไนจีเรีย เป็นผู้สั่งการ กลุ่มตะวันออกกลาง เช่น อิหร่าน กลุ่มนักค้าจากยุโรป และ อเมริกาใต้
ผลการปราบปรามของรัฐบาลอย่างจริงจังนี้เอง ในปี 2553 สามารถจับกุมคดียาเสพติดได้ 192,764 คดี ผู้ต้องหา 203,454 คน ยึดของกลางยาเสพติดที่สำคัญ ประกอบด้วย ยาบ้า 38,594,949 เม็ด ยาไอซ์ 548.2 กิโลกรัม เฮโรอีน 117.53 กิโลกรัม ยาแก้หวัดที่มีส่วนผสมของซูโดอีเฟดรีน 24,555,658 เม็ด สามารถนำผู้เสพ/ผู้ติดยาเสพติดเข้าบำบัดรักษาได้ 248,103 คน นอกจากนั้นสามารถอายัดทรัพย์สินได้ 974,079,683.76 บาท
ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 18 พ.ย.2553 นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ได้ลงนามในคำสั่งสำนักนายกฯที่ 3062553 เรื่องปฏิบัติการประเทศไทยเข้มแข็ง ชนะยาเสพติดยั่งยืน ตามยุทธศาสตร์ 5 รั้วป้องกัน ระยะที่ 3 ซึ่งแผนปฏิบัติการนี้จะเป็นแม่บทหลักของการแก้ไขปัญหายาเสพติด โดยกำหนดยุทธศาสตร์สำคัญที่จะลดปัญหายาเสพติดทั่วประเทศให้ได้ผล
สำหรับ ยุทธศาสตร์ 5 รั้วป้องกันของรัฐบาล ได้แก่ รั้วชายแดน รั้วชุมชน รั้วสังคม รั้วโรงเรียน รั้วครอบครัว เป็นแนวดำเนินการหลัก และจะส่งเสริมบทบาทของภาคประชาชนประชาสังคมให้มาร่วมกันแก้ปัญหา เพื่อลดจำนวนผู้เสพ ผู้ค้าและลดกลุ่มเสี่ยงให้ได้มากที่สุด โดยใช้มาตรการป้องกัน บำบัดรักษา ปราบปรามและบังคับใช้กฎหมายที่มีประสิทธิภาพ
อย่างไรก็ตาม นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี และ ประธาน ป.ป.ส.ได้สั่งการให้ทุกจังหวัด เร่งปราบปรามยาเสพติให้เห็นผลใน 3 เดือน คือเริ่มตั้งแต่ ม.ค.มี.ค.2554 โดยกำชับไม่ให้เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับน้องโตมี่ ใน จ.อยุธยาเกิดขึ้นอีก และได้สั่งการให้ตำรวจเน้นตรวจค้น ปิดล้อมแหล่งค้าและแพร่ระบาดยาเสพติดอย่างต่อเนื่องทุกเดือน รวมทั้งเร่งจับกุมผู้ต้องหาตามหมายจับ
นอกจากนั้นได้ให้ทุกจังหวัดทำแผนลดจำนวนผู้เสพยาเสพติดในทุกระบบ และให้ผู้เสพเหล่านี้ได้กลับตัวเป็นคนดี ไม่มีพฤติการณ์ซ้ำอีก รวมถึงให้ทุกจังหวัดลดปัจจัยเสี่ยง แหล่งมั่วสุม สถานบันเทิงที่ฝ่าฝืนกฎหมาย แก๊งมอเตอร์ไซค์ซิ่ง การมั่วสุมของวัยรุ่น
ปัญหายาเสพติดที่นับวันจะกลายเป็นมะเร็งร้ายของสังคมที่ลามไปทุกพื้นที่ จึงต้องรอดูมาตรการของรัฐบาลโดยเฉพาะยุทธศาสตร์ 5 รั้วป้องกันจะสามารถ หยุดยั้งขบวนการค้ายาเสพติดได้หรือไม่ !!!







