posttoday
แก้รธน.ปรับสูตรเลือกตั้ง ส่อวุ่น ลามยุบสภา

แก้รธน.ปรับสูตรเลือกตั้ง ส่อวุ่น ลามยุบสภา

29 ธันวาคม 2553

เป็นความเคลื่อนไหวเงียบๆ ที่ไม่ค่อยเป็นข่าวครึกโครมมากนักสำหรับการทำงานของคณะกรรมาธิการ พิจารณาร่างรัฐธรรมนูญ....

เป็นความเคลื่อนไหวเงียบๆ ที่ไม่ค่อยเป็นข่าวครึกโครมมากนักสำหรับการทำงานของคณะกรรมาธิการ พิจารณาร่างรัฐธรรมนูญ....

โดย...ทีมข่าวการเมือง

เป็นความเคลื่อนไหวเงียบๆ ที่ไม่ค่อยเป็นข่าวครึกโครมมากนักสำหรับการทำงานของคณะกรรมาธิการ (กมธ.) พิจารณาร่างรัฐธรรมนูญที่มีนาย เทอดพงษ์ ไชยนันทน์ สส.สัดส่วน พรรคประชาธิปัตย์ เป็นประธาน แต่เป็นความเคลื่อนไหวที่ซ่อนความขัดแย้งไว้ภายในอย่างน่ากลัว

แก้รธน.ปรับสูตรเลือกตั้ง ส่อวุ่น ลามยุบสภา

การทำงานของ กมธ.ขณะนี้ยังวุ่นอยู่กับการพิจารณาร่างแก้ไขมาตรา 190 เกี่ยวกับประเภทหนังสือสัญญาที่ต้องเข้าสู่ที่ประชุมรัฐสภา ซึ่งสาเหตุที่ต้องเริ่มพิจารณามาตรา 190 ก่อน ทั้งๆ ที่เป็นร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับสุดท้ายที่ผ่านรัฐสภาในวาระแรกเพื่อต้องการลดแรงเสียดทานทางการเมืองระหว่างพรรคประชาธิปัตย์และพรรคร่วมรัฐบาล

อย่างไรก็ตาม ในภาพรวมแล้วการแก้ไขมาตรานี้น่าจะผ่านพ้นไปได้อย่างไม่มีปัญหา เพราะทุกฝ่ายทั้งฝ่ายการเมืองและฝ่ายข้าราชการมีความเห็นร่วมกัน ให้แก้ไขหลังจากมีปัญหาในการตีความว่ามีอะไรบ้างที่ควรต้องเอาเข้าให้ที่ประชุมรัฐสภาพิจารณา เพื่อป้องกันการเปิดความเสี่ยงโดยไม่จำเป็น

สรุปแล้วว่าการแก้ไขมาตรา 190 จะเป็นการกำหนดให้มีการออกกฎหมายลูกเพื่อกำหนดประเภทสนธิสัญญาที่จะต้องให้รัฐสภาพิจารณา และสัญญาที่กระทบเขตแดนต้องเข้ารัฐสภาทุกฉบับ เรื่องที่กระทบเศรษฐกิจสังคมอย่างมีนัยสำคัญให้กำหนดไว้ในกฎหมายลูก

แต่ประเด็นที่หนักที่สุดที่จะนำไปสู่ความขัดแย้งในอนาคต คือ การแก้ไขมาตรา 9398 ซึ่งเป็นบทบัญญัติเกี่ยวกับที่มาของ สส. ทั้งนี้ตามร่างแก้ไขที่เสนอโดยคณะรัฐมนตรีและรัฐสภาเห็นชอบในวาระแรกนั้นกำหนดให้มี สส. 500 คน แบ่งเป็นระบบเขตเดียวเบอร์เดียว 375 คน ระบบบัญชีรายชื่อ 125 คน

แม้ว่าล่าสุด กมธ.ยังไม่ได้พิจารณาประเด็นนี้ แต่เริ่มเห็นเค้าลางความขัดแย้ง สะท้อนจากการเสนอคำแปรญัตติหรือ “คำแก้ไข” ของ สส.ที่มีเข้ามาถึง 11 สูตร ได้แก่

1.เขตเลือกตั้ง 400 เขต บัญชีรายชื่อ 100 คน 26 คำแปรญัตติ

2.เขตเลือกตั้ง 400 เขต บัญชีรายชื่อ 125 คน 1 คำแปรญัตติ

3.เขตเลือกตั้ง 300 เขต บัญชีรายชื่อ 100 คน 2 คำแปรญัตติ

4.เขตเลือกตั้ง 300 เขต บัญชีรายชื่อ 150 คน 1 คำแปรญัตติ

5.เขตเลือกตั้ง 400 เขต บัญชีรายชื่อ 80 คน 2 คำแปรญัตติ

6.เขตเลือกตั้ง 300 เขต บัญชีรายชื่อ 200 คน 3 คำแปรญัตติ

7.เขตเลือกตั้ง 200 เขต บัญชีรายชื่อ 100 คน 1 คำแปรญัตติ

8.เขตเลือกตั้ง 380 เขต บัญชีรายชื่อ 100 คน 1 คำแปรญัตติ

9.เขตเลือกตั้ง 350 เขต บัญชีรายชื่อ 150 คน 2 คำแปรญัตติ

10.เขตเลือกตั้ง 375 เขต บัญชีรายชื่อ 100 คน 1 คำแปรญัตติ

11.เขตเลือกตั้ง 360 เขต บัญชีรายชื่อ 140 คน 1 คำแปรญัตติ

จากคำแปรญัตติข้างต้นจะเห็นได้ว่าสูตร 400+100 มีการเสนอแก้ไขถึง 26 คำแปรญัตติ โดยฝ่ายเสนอเข้าไปมีทั้ง สส.พรรคร่วมรัฐบาลนำโดยพรรคชาติไทยพัฒนา และพรรคภูมิใจไทย พรรคเพื่อไทยบางส่วน และ สว.สายเลือกตั้งจำนวนหนึ่ง ยกเว้นพรรคประชาธิปัตย์ที่ไม่มีการเสนอแก้ไข

แสดงให้เห็นว่าฝ่ายการเมืองโดยเฉพาะพรรคร่วมรัฐบาลต้องการให้ระบบเลือกตั้งกลับไปสู่รัฐธรรมนูญ 2540 แต่ให้ตัดการนับคำนวณคะแนนขั้นต่ำในระบบบัญชีรายชื่อ จำนวน 5% ออกไป

ซึ่ง กมธ.แก้ไขรัฐธรรมนูญจะเริ่มกระบวนการพิจารณาในวันที่ 4 ม.ค. จึงคาดว่าประเด็นนี้จะนำมาซึ่งความขัดแย้งอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ประเด็นสำคัญที่พรรคร่วมรัฐบาลต้องการให้ใช้สูตร 400+100 เพื่อสร้างความได้เปรียบให้กับตัวเองบนสนามเลือกตั้งครั้งหน้า เพราะประเมินแล้วว่าระบบนี้เป็นโอกาสให้พรรคเล็กและกลางได้มีเสียงจาก สส.เขต มากขึ้น โดยได้รับอานิสงส์จากเขตเลือกตั้งที่เล็กลง พื้นที่ที่เล็กเช่นนี้จะง่ายต่อการให้หัวคะแนนเครือข่ายการเมืองท้องถิ่นเจาะทะลวงพื้นที่และได้เสียง สส.มากขึ้น

นอกเหนือไปจาก สส.เขตที่จะได้มากขึ้น แต่ยังจะมีโอกาสเพิ่มตัวเลข สส.ในระบบบัญชีรายชื่อด้วย ในกรณีตัดจำนวน 5% ออกไป เท่ากับว่า หากมีคะแนนรวมประชาชนเลือกพรรคใดพรรคหนึ่งเพียง 1% ก็จะทำให้พรรคนั้นได้ สส.ทันที โดยถ้ายังคงระบบ 5% เอาไว้แบบนี้ พรรคการเมืองใหญ่ที่มีฐานเสียงมากกว่าได้เปรียบมากกว่าพรรคขนาดกลางและเล็ก จึงเป็นความพยายามของพรรคร่วมรัฐบาลที่ต้องการให้รื้อหลักการที่คณะรัฐมนตรีเสนอเข้ามา

แต่ปัญหามีอยู่ว่าจะแก้ได้หรือไม่?

ตามหลักการและธรรมเนียมของฝ่ายนิติบัญญัติที่ปฏิบัติกันมาสามารถขอแก้ไขได้ เพราะเป็นสิทธิของ สส.ที่จะเสนอเข้ามาและให้ที่ประชุม กมธ.และรัฐสภาเป็นผู้ตัดสินว่าจะเห็นด้วยกับคำแปรญัตติหรือไม่ แต่สำหรับในทางปฏิบัติแล้วเป็นเรื่องยาก โดยเฉพาะในทางการเมือง

เนื่องจากสูตร 375+125 ถือเป็นหลักการของรัฐสภาที่ได้รับหลักการร่างแก้ไขฉบับนี้มา ดังนั้น ถ้าจะ เปลี่ยนหลักการ ในส่วนนี้ แกนนำพรรคร่วมรัฐบาลก็ต้องไปหารือกันใหม่ และหาข้อสรุปให้ตรงกันอีกครั้ง

มีการประเมินกันในพรรคประชาธิปัตย์ว่า ปมนี้จะเป็นปัญหาตามมาเพราะ นายกฯ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้ยืนยันหลักการหลายครั้งแล้วว่าต้องเป็น 375+125 แต่หากพรรคร่วมรัฐบาลยังคงต้องการสูตร 400+100 ย่อมหมายความว่าเป็นการละเมิดข้อตกลงในการแก้ไขกติกาเลือกตั้งร่วมกัน และ สส.พรรคประชาธิปัตย์จะไม่สนับสนุนตัวเลข สส.ดังกล่าว เพราะเท่ากับผิดหลักการตามร่างแก้ไข แต่ลึกๆ แล้วเป็นเพราะพรรคประชาธิปัตย์เสียเปรียบในสนามเลือกตั้ง

และหากตกลงกันไม่ได้ระหว่างพรรคประชาธิปัตย์กับพรรคร่วมรัฐบาลเรื่องสูตรระบบเลือกตั้ง ก็อาจถึงขั้นที่ฝ่ายการเมืองห่วงว่า จะเป็นชนวนให้นายกฯ อาจตัดสินใจยุบสภาและเลือกตั้งด้วยระบบเขตใหญ่แบบปัจจุบัน ซึ่งเป็นระบบที่ประชาธิปัตย์ได้เปรียบ

จะเห็นได้ว่าการแก้ไขระบบเลือกตั้งที่กำลังจะเกิดขึ้นหลังจากเทศกาลปีใหม่จะกลายเป็นปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองอีกครั้งภายในรัฐบาล ซึ่งทำท่าว่าจะรุนแรงกว่าทุกครั้งที่ผ่านมา แต่จะถึงขั้นต้องยุบสภาเพื่อเลือกตั้งก่อนเวลาอันสมควรหรือไม่ คงต้องขึ้นอยู่กับความเข้มข้นของสถานการณ์ในเวลานั้น

ข่าวล่าสุด

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ