
สิทธิบัตร-ยากหรือง่าย
...พวงรัตน์ อัศวพิศิษฐ์
ในฉบับที่แล้ว ผู้เขียนได้อธิบายไปแล้วว่าสิทธิบัตรนั้นเป็นทั้งหนังสือสำคัญ ออกให้เพื่อแสดงความเป็นเจ้าของสิทธิ เหมือนโฉนดที่ดิน ขณะเดียวกันก็แสดงถึงลักษณะการคุ้มครองว่าเป็นการให้สิทธิแต่เพียงผู้เดียวแก่เจ้าของสิทธิในการนำไปผลิตสินค้าขาย ส่งออก หรืออื่นๆ แต่ก็มีระยะเวลากำกับไว้ว่าเป็นช่วงเวลาหนึ่งเท่านั้น ซึ่งโดยทั่วๆ ไปก็ประมาณ 20 ปี
นอกจากนี้ ยังได้อธิบายถึงประเด็นสำคัญในเรื่องของสิทธิบัตรว่าระยะเวลาจะมีความสำคัญมาก เนื่องจากการคิดประดิษฐ์นั้นไม่ว่าจะเป็นสูตรอาหาร กลไกต่างๆ กระบวนการผลิต หรือผลิตภัณฑ์ต่างๆ จะต้องมีความใหม่ มีขั้นตอนการผลิตที่สูงขึ้น และใช้ในอุตสาหกรรมได้ จึงจะสามารถจดสิทธิบัตรได้ พูดง่ายๆ ก็คือ ที่คิดมานั้นต้องไม่ไปลอกเขามา หรือเขาใช้กันแพร่หลายอยู่แล้วในประเทศ หรือบังเอิญไปซ้ำกับที่เขาจดสิทธิบัตรไว้แล้ว ไม่ว่าจะเป็นในหรือนอกประเทศ หรือเป็นงานที่มีการเปิดเผยสาระสำคัญหรือรายละเอียดแล้ว เพราะจะไปถือว่าไม่ใหม่ แต่เป็นงานที่ปรากฏอยู่แล้ว จดสิทธิบัตรไม่ได้ และถ้าจะให้เข้าใจกันมากขึ้นก็คงต้องคุยกันต่อไปอีกนิดว่า สิทธิบัตรนั้นมีอะไรบ้าง ประเด็นสำคัญๆ นอกจากที่กล่าวมาแล้วมีอะไรอีก สิ่งเหล่านี้ค่อนข้างจะเป็นรายละเอียดทางวิชาการ ผสมผสานกับเรื่องของกฎหมายเข้าด้วยแล้วก็ชวนให้งงชีวิตกันไปใหญ่ ผู้เขียนจึงค่อนข้างลังเลที่จะเขียนถึงเรื่องนี้ ดังได้กล่าวไปแล้ว
อย่างไรก็ตาม ผู้เขียนก็จะพยายามใช้คำพูดแบบเลย์แมน และอธิบายแบบง่ายๆ สั้นๆ เข้าไว้ หากมีนักกฎหมายอ่านก็ต้องขอร้องไว้ก่อนว่าอย่าเพิ่งหงุดหงิด เพราะจะไม่ใช้ภาษาที่ถูกต้องทางกฎหมายสักเท่าไร ที่ต้องพูดไว้ก่อนเพราะมีตัวอย่างว่าวันนี้ผู้เขียนได้เข้าร่วมประชุมระดมสมองเรื่องหนึ่งที่เกี่ยวกับทรัพย์สินทางปัญญา ก็ยังฟังท่านนักกฎหมายทั้งหลายช่วยอธิบายให้ผู้เข้าร่วมประชุมเข้าใจ รวมทั้งอภิปรายกันเองถึงคำว่า สิทธิ กรรมสิทธิ์ และธรรมสิทธิ์กันพอสมควร และสรุปได้ว่าสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญานั้นเป็น
“สิทธิ” เฉยๆ ไม่ใช่ “กรรมสิทธิ์” เป็นต้น ซึ่งถ้าเป็นคนทั่วๆ ไปก็คงจะไม่สนใจเท่าไรว่าจะเป็น “สิทธิ” หรือ “กรรมสิทธิ์” ส่วน “ธรรมสิทธิ์” นั้น คงมีคนงงกันเข้าไปอีกว่าพูดกันถึงทรัพย์สินทางปัญญาอยู่ดีๆ ไปเอาเรื่อง “ธรรมะ” เข้ามายุ่งเกี่ยวอะไรด้วย ผู้เขียนคงไม่เข้าถึงรายละเอียดในเรื่องนี้ แต่บอกเพียงสั้นๆ ว่าเป็นเรื่องของลิขสิทธิ์ ไม่ใช่สิทธิบัตร จะได้ไม่ค้างคาใจกันอยู่ตอนนี้ขอกลับมาเรื่องสิทธิบัตรอีกครั้งว่า สิทธิบัตรนั้นมีได้ทั้ง
สิทธิบัตรการประดิษฐ์
สิทธิบัตรการออกแบบผลิตภัณฑ์
และอนุสิทธิบัตร
ในทั้ง 3 เรื่องนี้ สิทธิบัตรการประดิษฐ์น่าจะเป็นเรื่องที่ยุ่งยากซับซ้อนและเข้าใจยากที่สุด เพราะการประดิษฐ์นี้ต้องเข้าใจว่านอกจากจะรวมไว้ได้ตั้งแต่กรรมวิธีการผลิตและตัวผลิตภัณฑ์เองแล้ว ยังรวมถึงการปรับปรุงให้ผลิตภัณฑ์หรือกรรมวิธีนั้นๆ ดีขึ้น หรือการนำผลิตภัณฑ์หรือกรรมวิธีนั้นไปใช้ทำให้เกิดวัตถุประสงค์อื่นขึ้น เช่น นาย ก. เป็นผู้คิดกรรมวิธีในการผลิตน้ำแข็งขึ้นมา แล้วไปจดสิทธิบัตรไว้ แล้วก็ผลิตน้ำแข็งมาขายให้ นาย ข. และนาย ข. ก็สามารถนำน้ำแข็งนั้นไปทำน้ำแข็งใสขาย ปั่นเป็นน้ำผลไม้ขายได้ แต่จะผลิตเครื่องทำน้ำแข็งตามกรรมวิธิของนาย ก. ไม่ได้ เพราะนาย ก. มีสิทธิแต่เพียงผู้เดียวในการผลิตเครื่องทำน้ำแข็งตามที่ได้จดสิทธิบัตรไว้ แต่ถ้าต่อมา นาย ข. เกิดทำเครื่องทำน้ำแข็งมาปรับปรุง หรือพัฒนาให้สามารถผลิตน้ำแข็งได้ละเอียดจนเป็นฝอย หรือพ่นออกมาเป็นละอองในปริมาณมากๆ แล้วนำไปทำหิมะเทียม ซึ่งยังไม่เคยมีใครทำมาก่อน นาย ข. ก็ไปจดสิทธิบัตรได้ โดยชี้แจงให้เห็นว่ามีการปรับปรุงของเก่าให้ดีขึ้นอย่างไร หรือแสดงให้เห็นว่าเป็นการใช้ในวัตถุประสงค์ที่ต่างออกไปจากของ นาย ก.
นอกจากที่กล่าวแล้วนี้ เรื่องของขั้นตอนการประดิษฐ์ที่สูงขึ้น ก็เป็นเงื่อนไขที่สำคัญอีกประการหนึ่ง ดังได้กล่าวมาแล้วที่จะมีผลให้จดสิทธิบัตรได้เช่นกัน ซึ่งในกฎหมายเขาได้กำหนดไว้เช่นกันว่า การประดิษฐ์ที่ถือว่ามีขั้นตอนการประดิษฐ์ที่สูงขึ้นนั้น ได้แก่ การประดิษฐ์ที่
“ไม่เป็นที่ประจักษ์โดยง่าย” แก่บุคคลที่มีความชำนาญในระดับสามัญ สำหรับงานประเภทนั้น หรือถ้าจะพูดให้เข้าใจกันง่ายๆ ขึ้นสำหรับคนธรรมดาๆ อย่างเราๆ ก็คือการประดิษฐ์นั้นต้องมีความก้าวหน้าอย่างเพียงพอ ไม่สามารถทำได้ง่ายๆ โดยคนที่มีทักษะในระดับธรรมดาๆ ในสาขานั้นๆ หรือถ้าจะพูดอีกอย่างก็คือเทคโนโลยีที่นำมาจดนั้น ถ้าคนที่มีทักษะในระดับธรรมดาๆ ในสาขานั้นๆ เห็นแล้วร้องอ๋อก็จดสิทธิบัตรไม่ได้ และไม่ได้รับการคุ้มครอง เพราะถือว่าไม่มีขั้นตอนการประดิษฐ์ที่สูงขึ้น ใครๆ ก็ทำได้เงื่อนไขข้อสุดท้ายคือ เรื่องของการนำไปใช้ในอุตสาหกรรมได้ ซึ่งผู้เขียนขอยกไปอธิบายในฉบับต่อไป พร้อมกับเรื่องอื่นๆ อีก







