posttoday
สภาไทยปี'53 'สิ้นหวัง' ทิ้งทวนแก้ตัวปีหน้า

สภาไทยปี'53 'สิ้นหวัง' ทิ้งทวนแก้ตัวปีหน้า

28 ธันวาคม 2553

การเมืองไทยในรอบปีที่ผ่านมา เผชิญกับวิกฤตรุนแรงที่สุดจากเหตุการณ์ความขัดแย้งนอกสภา สะท้อนว่าการเมืองในระบบรัฐสภาล้มเหลว ไม่ได้เป็นที่พึ่งหวังในการคลี่คลายวิกฤตความขัดแย้ง

การเมืองไทยในรอบปีที่ผ่านมา เผชิญกับวิกฤตรุนแรงที่สุดจากเหตุการณ์ความขัดแย้งนอกสภา สะท้อนว่าการเมืองในระบบรัฐสภาล้มเหลว ไม่ได้เป็นที่พึ่งหวังในการคลี่คลายวิกฤตความขัดแย้ง

โดย...ทีมข่าวการเมือง

 

สภาไทยปี'53 'สิ้นหวัง' ทิ้งทวนแก้ตัวปีหน้า

การเมืองไทยในรอบปีที่ผ่านมา เผชิญกับวิกฤตรุนแรงที่สุดจากเหตุการณ์ความขัดแย้งนอกสภา สะท้อนว่าการเมืองในระบบรัฐสภาล้มเหลว ไม่ได้เป็นที่พึ่งหวังในการคลี่คลายวิกฤตความขัดแย้ง

1 ปีที่ผ่านมา สภาผู้แทนราษฎรมีการประชุมสองสมัย ได้แก่ สมัยสามัญทั่วไปและสมัยสามัญนิติบัญญัติ สมัยละ 4 เดือน รวม 8 เดือน แต่กลับล้มเหลวในการทำหน้าที่อย่างสิ้นเชิง ทั้งพฤติกรรมส่วนตัวของ สส. ปัญหาสภาล่มที่ต้องลุ้นกันแทบทุกนัด

กระนั้น ชัย ชิดชอบ ประธานรัฐสภา ในฐานะประมุขฝ่ายนิติบัญญัติ แถลงผลงานแบบค้านสายตาว่า สภาปีนี้น่าพอใจมาก แยกเป็นผลงานด้านการประชุม รัฐสภาให้ความเห็นชอบร่าง พ.ร.บ.และประกาศบังคับใช้เป็นกฎหมายแล้ว 29 ฉบับ ร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ 1 ฉบับ อยู่ในขั้นตอนของศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาความชอบด้วยรัฐธรรมนูญ

ด้านญัตติ มีการพิจารณาญัตติขอเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจ 2 ญัตติ กระทู้ถามสด 84 กระทู้ ตอบแล้ว 74 กระทู้ ตกไป 10 ด้านกระทู้ กระทู้ถามทั่วไป 223 กระทู้ ตอบแล้ว 69 กระทู้ และการดำเนินการตามข้อหารือของสมาชิก 1,334 เรื่อง การลงนามเห็นชอบหนังสือสัญญาตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 190 มีจำนวน 24 เรื่อง ทั้งหมดถือว่า น่าพอใจ

ผลงานของสภาข้างต้นด้านหนึ่งดูดี เมื่อมองในเรื่องของการออกกฎหมายที่ผ่านไปได้ถึง 29 ฉบับ แต่ในส่วนกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญที่รัฐธรรมนูญกำหนดเงื่อนไขต้องออกตามเงื่อนเวลากลับไม่มีความคืบหน้ามากนัก

จนถึงวันนี้ร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญที่สำคัญยังไม่ได้มีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญ เช่น ร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต หรือแม้แต่ร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการตรวจเงินแผ่นดิน

หากมองถึงความถดถอยของสภาไทยในรอบปีนี้คงหนีไม่พ้น “การทำหน้าที่ของสมาชิกรัฐสภา” โดยเฉพาะสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งถือว่าตกต่ำอย่างสุดขีด ทั้งในเรื่องพฤติกรรมและการปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมาย เป็นคำถามที่ต้องถามดังๆ ว่า สมราคาของการเป็นตัวแทนของปวงชนชาวไทยหรือไม่

ไล่มาตั้งแต่ “ปัญหาสภาล่ม” เกิดเป็นภาพชินตาหลายครั้ง โดยแต่ละครั้งถูกสงสัยว่าเป็นการเล่นกันเองของพรรคร่วมรัฐบาลหรือไม่ ตัวอย่างที่เห็นได้ชัด คือ องค์ประชุมสภาล่มเมื่อวันที่ 11 ส.ค. ซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นหลังจากที่คณะรัฐมนตรีชะลอโครงการรถเมล์เอ็นจีวีของพรรคภูมิใจไทย

ขณะนั้นมี สส.อยู่เพียง 216 คน จากที่ต้องเกินกึ่งหนึ่ง 237 คน โดยพรรคประชาธิปัตย์ขาด 15 คน พรรคภูมิใจไทย 9 คน พรรคชาติไทยพัฒนา 12 คน พรรครวมชาติพัฒนา 4 คน พรรคกิจสังคม 3 คน พรรคมาตุภูมิ 1 คน และพรรคเพื่อแผ่นดินขาดมากที่สุด 21 คน

จากนั้นมาก็เกิดเหตุการณ์สภาล่มแบบติดต่อกันหลายวัน ทั้งในส่วนของการประชุมร่วมรัฐสภาและสภา เช่นวันที่ 9 พ.ย. 11 พ.ย. และ 16 พ.ย. เป็นสามสัปดาห์ที่องค์ประชุมล่มต่อเนื่อง

ปัญหาองค์ประชุมล่มบ่อยครั้ง ที่ผ่านมาประธานสภาได้พยายามแก้ไขโดยขอความร่วมมือไม่ให้ สส.ประชุมคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ในวันพุธพฤหัสบดี ซึ่งทับกับวันประชุมสภาแต่ละสัปดาห์ แต่ก็ไม่ได้รับความร่วมมือมากนัก เพราะ สส.มักอ้างว่าวันอื่นๆ ต้องมีภารกิจมาก เช่น ประชุมพรรคและพบประชาชนในพื้นที่ จึงมีความจำเป็นต้องประชุม กมธ.ในสองวันดังกล่าว จนเป็นสาเหตุให้องค์ประชุมต้องล่ม

อีกประเด็น คือ ประสิทธิภาพของคณะกรรมาธิการฯ สามัญในสภา ที่เน้นงานรูทีน สส.ไม่เข้าประชุม ถ้าเข้าก็เพียงแค่เซ็นเอาเบี้ยประชุมก่อนจะออกมาทำภารกิจข้างนอก ปล่อยให้บรรดาที่ปรึกษา ผู้เชี่ยวชาญประชุมกันพอเป็นพิธี และระยะหลังมานี้ กมธ.ไม่ค่อยมีรายงานต่อที่ประชุมสภาให้รับทราบ

ในทางตรงกันข้าม การทำงาน กมธ. มักเน้นประเด็นตรวจสอบตามหน้าหนังสือพิมพ์ เช่น การโยกย้ายข้าราชการกระทรวงมหาดไทย สำนักงานตำรวจแห่งชาติ การทุจริตของรัฐบาล แต่ก็ไม่มีผลสรุปการทำงานออกมาเป็นทางการให้รับทราบ

ทั้งนี้ หากมองถึงปัญหาที่สาหัสที่สุดสำหรับฝ่ายนิติบัญญัติตลอดทั้งปีที่ผ่านมา คือ “การ สร้างความปรองดอง” ที่ผ่านมามีหลายฝ่ายต้องการให้นำปัญหาการเมืองทั้งหมดเข้ามาแก้ไขตามวิถีทางของสภาเพื่อไม่ให้เกิดเหตุความรุนแรง โดยตั้งความหวังเอาไว้ว่านักการเมืองในสภาเป็นกุญแจในการไขประตูสู่ทางออกของปัญหา

แต่เมื่อเอาเข้าจริงกลับไม่ใช่อย่างนั้น ภาพที่ออกมาไม่ว่าจะเป็นการประชุมรัฐสภา กรณีที่คณะรัฐมนตรีขอคำปรึกษาเกี่ยวกับวิกฤตการณ์ทางการเมืองเมื่อต้นปีที่ผ่านมา พบว่าเนื้อหาสาระของการอภิปรายหนักไปในทางการสร้างวิวาทะตอบโต้ระหว่าง สส.ฝ่ายค้านและรัฐบาล เต็มไปด้วยการกล่าวหาว่าอีกฝ่ายเป็นต้นเหตุของความวุ่นวายที่เกิดขึ้น เรียกได้ว่าหาแก่นสารอะไรไม่ได้

หนำซ้ำเมื่อเกิดการปะทะวิวาทะกัน สส.ทั้งรัฐบาลและฝ่ายค้านก็จะท้าตีท้าต่อยหลายครั้ง โดยเฉพาะครั้งล่าสุดที่เกิดขึ้นระหว่างการลงมติรับร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญเมื่อวันที่ 25 พ.ย.

ถึงขนาดที่ สุชาติ ลายน้ำเงิน สส.ลพบุรี พรรคเพื่อไทย ถอดรองเท้าขึ้นมาวางบนโต๊ะ พร้อมกับกล่าวถ้อยคำว่าท้าต่อยเพื่อแสดงความไม่พอใจที่มี “ปิยะรัช หมื่นแสน” สส.กลุ่มงูเห่า จ.ร้อยเอ็ด พรรคเดียวกันเสนอรายชื่อ สส.พรรคเพื่อไทย ไปเป็น กมธ.แก้ไขรัฐธรรมนูญสวนกับมติของพรรคเพื่อไทยที่ประกาศไม่ร่วมสังฆกรรมก่อนหน้านี้

นักการเมืองแทนที่จะเป็นกลไกสำคัญในการสร้างความปรองดองให้เกิดขึ้นเป็นตัวอย่างแก่สังคม แต่กลับเป็นกลไกสร้างปัญหาเสียเอง จึงเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ปัญหาการเมืองไม่ได้รับการแก้ไขปัญหาเสียที

ดังนั้น การทำงานของฝ่ายนิติบัญญัติในปี 2554 ที่กำลังจะมาถึงนี้ ซึ่งเป็นปีสุดท้ายของสภา เพราะจะครบวาระ 4 ปีในปลายเดือน ธ.ค. ซึ่งในสมัยประชุมเทอมหน้า คือ สมัยสามัญปลายเดือน ม.ค.–พ.ค. จะต้องมีการอภิปรายไม่ไว้วางใจ และการแก้ไขรัฐธรรมนูญล้วนเป็นประเด็นที่นำไปสู่ความขัดแย้งทางการเมืองได้ จึงน่าห่วงว่าภาพลักษณ์ของฝ่ายนิติบัญญัติคงจะไม่ต่างกับทุกๆ ปีที่ผ่านมา และไม่สามารถเป็นความหวังในการแก้ไขปัญหาของประเทศได้

โอกาสสุดท้ายในปี 2554 ที่จะถึง สส.ทุกพรรคต้องเร่งกู้ภาพลักษณ์ หากไม่เป็นที่พึ่งหวังก็จะวิกฤตศรัทธารุนแรง จนกองทัพอาจอ้างเหตุรัฐประหารเหมือนเช่นที่เกิดขึ้นว่า ฝ่ายการเมืองพึ่งหวังอะไรไม่ได้

 

ข่าวล่าสุด

Jobsdb เผยคนทำงานยังไม่มั่นใจขอขึ้นเงินเดือน แนะเช็กเงินเดือนตลาดก่อนต่อรอง

Jobsdb เผยคนทำงานยังไม่มั่นใจขอขึ้นเงินเดือน แนะเช็กเงินเดือนตลาดก่อนต่อรอง