
เศรษฐกิจไทยยังไงๆ ก็โต
...สมชาย สกุลสุรรัตน์
สํานักงานเศรษฐกิจการคลังให้ตัวเลข ประมาณการขยายตัวทางเศรษฐกิจของไทยในปี 2553 นี้ว่า มีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้นเป็น 7.5% ต่อปี (โดยมีช่วงคาดการณ์ที่ 7.37.8% ต่อปี เพิ่มขึ้นมากจากปี 2552 ที่หดตัว 2.2% ต่อปี ส่วนอัตราการขยายตัวในปี 2544 จะอยู่ที่ 4.5% ต่อปี (โดยมีช่วงคาดการณ์ที่ 4.05.0% ต่อปี)
สำหรับปัจจัยที่ทำให้เศรษฐกิจขยายตัว สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) คาดว่า ในปี 2553 การบริโภคภาคเอกชนจะขยายตัว 5% การบริโภคภาครัฐคาดว่าจะขยายตัว 4.4% การลงทุนภาคเอกชนขยายตัว 16.5% การลงทุนภาครัฐขยายตัว 3.4%
ปัจจัยสำคัญที่จะทำให้เศรษฐกิจไทยในปีนี้เติบโตขึ้นจากปี 2552 7.5% นั้น คงอยู่ที่การขยายตัวของภาคส่งออกและบริการที่คาดว่าจะขยายตัว 13.9% ต่อปี โดยไทยมีรายได้จากการส่งออกไปรูปเหรียญสหรัฐ ใน 8 เดือนแรกประมาณ 123.9 พันล้านเหรียญสหรัฐ และ สศค.คาดว่ารายได้จากการส่งออกในรูปเหรียญสหรัฐจะขยายตัวสูงถึง 25% ต่อปี
ทั้งหมดที่ผมเขียนมานี้คัดจากวารสารการเงินการคลังฉบับที่ 66 เดือน ธ.ค. 2553 ถึง 2554 ท่านผู้อ่านที่สนใจรายละเอียดคงหาซื้อได้ราคาเล่มละ 79 บาท ถ้าหาตามแผงหนังสือไม่ได้ ลองขอจากสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง ที่กระทรวงการคลังก็คงได้ ซึ่งความจริงน่าจะแจกฟรีด้วยซ้ำ เพราะเป็นนิตยสารที่เผยแพร่ผลงานของสำนักงานเอง และมีสาระที่เป็นประโยชน์ต่อสาธารณชนค่อนข้างมาก โดยเฉพาะในส่วนข้อมูลการคลังของประเทศ
ที่ผมหยิบเรื่องนี้ขึ้นมาเขียนไม่ใช่เพราะอยากโฆษณาขายหนังสือให้กระทรวงการคลังนะครับ เดี๋ยวจะเข้าใจผิด เพียงแต่เห็นว่า กว่าที่บทความนี้จะลงตีพิมพ์ก็คงพอดี ส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ เลยถือโอกาสเก็บตัวเลขข้อมูลทางเศรษฐกิจที่สำคัญมาให้ท่านผู้อ่านทราบ
โดยสรุปก็คงพอใจได้ระดับหนึ่ง สำหรับสถานะเศรษฐกิจของไทย หลังวิกฤตการเงินของโลกและวิกฤตการณ์ทางการเมืองในประเทศที่สามารถฟื้นตัวออกจากความเสี่ยงที่อาจเกิดภาวะเศรษฐกิจหดตัวหรือลบในปี 2552
แต่โดยนัยเดียวกัน ถามว่าเราน่าจะพึงพอใจกับตัวเลขการขยายตัวทางเศรษฐกิจในปีนี้ จนตั้งอยู่ในความประมาทหรือไม่ ผมคิดว่าคงเร็วเกินไปที่จะคิดเช่นนั้น สาเหตุหลักๆ ก็ชัดเจนอยู่ในตัวเองว่า อัตราการเจริญดังกล่าว เกิดขึ้นจากฐานติดลบในปี 2552 และปัจจัยหลักที่ทำให้เศรษฐกิจขยายตัวอยู่ที่การขยายตัวของการส่งออก โดยเฉพาะการขยายตัวด้านมูลค่าสูงถึง 25% และการขยายตัวด้านการลงทุนภาคเอกชนที่ขยายตัวสูงขึ้นถึง 16.5% ต่อปี
สำหรับการขยายตัวภาคการลงทุนของเอกชน แน่นอนครับว่าเกิดขึ้นจากการฟื้นตัวของภาคการผลิตสินค้าอุตสาหกรรมที่ผลิตสินค้าเพื่อการส่งออกที่ฟื้นตัวขึ้นตามการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจของประเทศคู่ค้าหลักของไทย ซึ่งนอกจากจะนำเข้าสินค้าเพื่อสนองความต้องการของผู้บริโภคในประเทศของตนที่ลดลงช่วงที่เกิดวิกฤตการณ์ด้านการเงินของโลกแล้วยังนำเข้าเพื่อเติมสินค้าคงคลังให้เต็มในระดับที่เหมาะสม หลังจากที่ได้ชะลอการนำเข้าไปชั่วระยะหนึ่งเพื่อดูสถานการณ์ในช่วงที่เกิดวิกฤตเศรษฐกิจโลก
สศค.ประเมินตัวเลขการเจริญเติบโตของเศรษฐกิจไทยในปี 2554 ไว้เพียง 4.5% โดยคาดว่าการบริโภคและการลงทุนภาคเอกชน รวมทั้งการส่งออกจะยังคงเติบโตขึ้นโดยต่อเนื่อง ถึงแม้ว่าจะเติบโตขึ้นในอัตราส่วนที่ลดลงจากฐานปี 2553 ก็ตาม
ผมเชื่อว่าตัวเลขประมาณการของ สศค. สำหรับปี 2554 น่าจะเป็นไปได้ตามประมาณการ ว่าไปแล้วตั้งไว้ค่อนข้างต่ำ ถ้าการประมาณการในธุรกิจภาคเอกชนอาจต้องมีการถกแถลงในรายละเอียดว่าทำอย่างไร ถึงจะทำให้ตัวเลขเป้าหมายเหล่านี้สูงขึ้น โดยกำหนดกลยุทธ์ ลูกเล่นต่างๆ ที่จะทำให้ผลประกอบการสูงกว่าเป้าหมายที่คาดว่าจะเกิดขึ้นตามธรรมชาติในแง่วิชาการ
ภาวการณ์แข่งขันเพื่อขายสินค้าในตลาดโลกในปีกระต่ายที่จะกำลังจะมาถึงนั้น พอคาดหมายได้ว่าจะรุนแรงขึ้น เพราะความต้องการหรือดีมานด์สะสมย้อนหลังที่เกิดขึ้นในปี 2553 นั้น คงหมดไป และดีมานด์ที่จะเกิดเป็นดีมานด์ที่แท้จริง ที่เกิดขึ้นเพื่อสนองความต้องการของผู้บริโภคในปัจจุบันและอนาคต ประเทศที่อาศัยรายได้จากการส่งออกเป็นหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจทุกประเทศย่อมตระหนักในความจริงนี้ และคงพยายามลดแลกแจกแถมแข่งกันขายสินค้าและบริการในตลาดโลก เพื่อรักษาส่วนแบ่งตลาดของตนเองไว้
ปัจจัยเสี่ยงสำหรับหรับประเทศไทย ผมยังเชื่อว่าเป็นปัจจัยเสี่ยงเดิมที่พูดกันอยู่ขณะนี้ โดยเฉพาะปัญหาค่าของเงินบาทที่แข็งตัวขึ้นเกินกว่าอัตรากำไรของสินค้าส่งออก ซึ่งส่วนใหญ่ต่ำกว่า 5 พูดง่ายๆ คือ กำไรจากการขายสินค้าต่ำกว่ารายได้ที่ลดลง เนื่องจากอัตราแลกเปลี่ยน
สำหรับความเสี่ยงนี้เป็นความเสี่ยงที่ต้องยอมรับ และผู้ส่งออกส่วนใหญ่ตั้งความหวังว่าทางภาคราชการจะช่วยดูแลอัตราแลกเปลี่ยนค่าของเงินบาทกับเงินเหรียญสหรัฐให้สูงขึ้นในอัตราที่ใกล้เคียงกับการแข็งตัวของเงินตราสกุลอื่นของประเทศคู่แข่ง ซึ่งถ้าเป็นเช่นนั้นได้ จะพยายามผลิตสินค้าเพื่อขายไปก่อนจนกว่าคู่แข่งทั้งในประเทศและต่างประเทศที่สายป่านสั้นกว่าจะตายไปก่อน ทำให้ซัพพลายลดลงเป็นการปรับตัวอย่างโหดร้ายเหมือนกับที่เคยเกิดขึ้นเมื่อ 10 ปีก่อน ที่ธุรกิจกว่า 50% ต้องปิดตัวลง ส่วนที่เหลืออยู่รอดได้ก็เติบโตแข็งแรงขึ้นบนซากศพของอดีตคู่แข่งทั้งหลาย
ส่วนจุดแข็งของไทยคือการท่องเที่ยวนั้น ที่ผมเชื่อว่าจะโตขึ้นอย่างต่อเนื่องในอัตราสูง เพราะยิ่งเศรษฐกิจไม่ดี นักท่องเที่ยวยิ่งเลือกเข้ามาเที่ยวในประเทศที่คุ้มค่าเงินที่สุดอย่างประเทศไทย มีการพูดกันว่าทำไมตัวเลขนักท่องเที่ยวที่เข้ามาสูงกว่าอัตราการพักในโรงแรม ปัญหานี้ผมพออธิบายได้ เพราะเผอิญมีบ้านหลังหนึ่งอยู่ย่านรามคำแหง ตอนนี้มีคนแอฟริกันตัวดำๆ เดินเต็มซอยเพราะเช่าหอพักแถวนั้นอยู่แข่งกับนักศึกษา ตัวเลขนักท่องเที่ยวจะไม่สูงกว่าอัตราการเข้าพักโรงแรมได้อย่างไร พวกนี้นอกจากจะเข้ามาแย่งเช่าหอพักราคาถูกแล้ว ยังเข้ามาแย่งกินข้าวผัดใบกะเพราไข่ดาวกับผม ทำให้ราคาแพงขึ้น และอร่อยน้อยลง
สรุปดื้อๆ อย่างไม่ค่อยมีหลักวิชาการครับว่า ผมเชื่อว่าอัตราการเจริญเติบโตปีหน้าจะสูงกว่า 4.5% อย่างแน่นอน ใครเป็นรัฐบาลสามารถหยิบตัวเลขขึ้นมาอ้างได้ว่า เพราะมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของตนทำให้เศรษฐกิจเติบโตขึ้นสูงกว่าประมาณการ
สวัสดีปีใหม่ครับ...







