posttoday
สวัสดิการนิยม ถมงบการศึกษา

สวัสดิการนิยม ถมงบการศึกษา

28 ธันวาคม 2553

ช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ประเทศไทยมีรายจ่ายด้านสวัสดิการสังคมเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะด้านการศึกษาและบริการสาธารณสุข

ช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ประเทศไทยมีรายจ่ายด้านสวัสดิการสังคมเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะด้านการศึกษาและบริการสาธารณสุข

โดย...ทีมข่าวการเงิน

 

สวัสดิการนิยม ถมงบการศึกษา

ช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ประเทศไทยมีรายจ่ายด้านสวัสดิการสังคมเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะด้านการศึกษาและบริการสาธารณสุข

จะเห็นได้ว่า ในปีงบประมาณ 2552 ประเทศไทยมีงบประมาณด้านสังคมและสวัสดิการชุมชนจำนวนกว่า 7.6 แสนล้านบาท คิดเป็น 44.8% ของงบประมาณรายจ่ายรวม เพื่อสร้างสวัสดิการนิยมให้มากขึ้น

สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ได้วิเคราะห์โครงการสวัสดิการสังคมด้านการศึกษาที่รัฐบาลประกาศว่า ประชาชนพอใจสูงสุด จะพบข้อมูลที่รัฐบาลพึงตระหนัก เพราะรายจ่ายด้านการศึกษาที่รัฐบาลได้ให้ความสำคัญเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง มีถึง 4 แสนล้านบาท หรือคิดเป็น 52.9% ของงบประมาณด้านสังคมและสวัสดิการชุมชน

นโยบายเรียนฟรี 15 ปี ที่มีเป้าหมายเพื่อส่งเสริมการศึกษาขั้นพื้นฐานและลดภาระด้านการศึกษาของผู้ปกครอง จากข้อมูลล่าสุด มีผู้ได้รับประโยชน์จากโครงการนี้จำนวน 12.3 ล้านคน โดยใช้งบประมาณในส่วนของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ในภาคการศึกษาที่ 1/2553 จำนวน 1.87 หมื่นล้านบาท จำแนกได้ดังนี้

ค่าเล่าเรียน 9,204.3 ล้านบาท

ตำรา/หนังสือเรียน 8 กลุ่มสาระการเรียนรู้ 3,212 ล้านบาท

อุปกรณ์การเรียน 1,347.8 ล้านบาท

ชุดนักเรียน 2 ชุดต่อคนต่อปี 2,777.1 ล้านบาท

กิจกรรมพัฒนาผู้เรียน 2,247.5 ล้านบาท

กองทุนกู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) มีวัตถุประสงค์เพื่อให้เงินกู้ยืมแก่นักเรียน นักศึกษา ที่ขาดแคลนทุนทรัพย์เพื่อเป็นค่าเล่าเรียน ค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวเนื่องกับการศึกษา และค่าใช้จ่ายที่จำเป็นในการครองชีพ ช่วยแบ่งเบาภาระด้านการเงินของผู้ปกครองและเป็นการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ของชาติโดยรวม โดยมุ่งหวังว่าผู้กู้ยืมจะสามารถเล่าเรียนได้จนสำเร็จตามหลักสูตร มีความรับผิดชอบต่อตนเองและสังคม

ในช่วงที่ผ่านมา กองทุนกู้ยืมเพื่อการศึกษาได้ให้กู้ยืมไปแล้วกว่า 4 แสนล้านบาท และมีผู้กู้ยืมแล้วถึง 3.5 ล้านคน

รายจ่ายด้านโรงเรียนและมหาวิทยาลัยของรัฐบาล ปัจจุบันมีโรงเรียนและมหาวิทยาลัยของรัฐบาลมากถึงกว่า 3.7 หมื่นแห่ง และจากผลการสำรวจในปี 2551 ของกระทรวงศึกษาธิการ พบว่า มีนักเรียน นิสิต นักศึกษา ที่ศึกษาอยู่ในสถานศึกษาภายใต้กำกับของรัฐบาล 14.1 ล้านคน และมีบุคลากรทางการศึกษารวมทั้งหมด 7 แสนคน แยกเป็นในกรุงเทพฯ 9.4 หมื่นคน และจังหวัดอื่นๆ อีก 6.1 แสนคน

ในด้านของรายจ่ายในภาคการศึกษาของรัฐบาล พบว่า รายจ่ายด้านการศึกษามีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ซึ่งจะเห็นได้จากงบประมาณด้านการใช้จ่ายเพื่อการศึกษาเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

วัยก่อนเรียน ระดับประถม มัธยม ปี 2552 ใช้งบไป 2.815 แสนล้านบาท ปี 2553 ใช้ไป 3.039 แสนล้านบาท

การศึกษาระดับสูง ปี 2552 ใช้งบไป 7.2 หมื่นล้านบาท ปี 2553 ใช้ไป 6.38 หมื่นล้านบาท

การศึกษาไม่จำกัดระดับ ปี 2552 ใช้งบ 138 ล้านบาท แต่พอปี 2553 ใช้งบไป 2,060 ล้านบาท

บริการสนับสนุนการศึกษา ใช้งบไปปีละ 5.3 หมื่นล้านบาท

จะเห็นได้ว่า รัฐบาลได้ใช้งบประมาณสำหรับภาคการศึกษาเป็นอย่างมาก สะท้อนจากค่าใช้จ่ายงบประมาณด้านการศึกษาของไทยที่อยู่ในระดับสูงถึง 44.8% ของงบทั้งหมด

นอกจากนี้ ยังมีการใช้จ่ายลงทุนด้านการศึกษาผ่านโครงการไทยเข้มแข็ง 2555 อีก 5.2 หมื่นล้านบาท ในช่วงตั้งแต่ปี 25532555

ทว่า เมื่อวิเคราะห์ถึงรายจ่ายด้านสวัสดิการสังคมของประเทศไทยเปรียบเทียบกับต่างประเทศ โดยอ้างอิงข้อมูลจาก International Institute for Management Development (IMD) ที่มีการจัดอันดับประเทศต่างๆ ทั่วโลก รวม 57 ประเทศ พบว่า ในปี 2552 ประเมินได้ว่าผลของรายจ่ายด้านสวัสดิการสังคมของไทยที่สำคัญ มีดังนี้

รายจ่ายด้านการศึกษา IMD ได้ศึกษาประเด็นสมรรถนะการศึกษาในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการศึกษาในทุกระดับ ตั้งแต่ประถมศึกษาถึงอุดมศึกษา การถ่ายทอดความรู้ คุณภาพและทักษะต่างๆ พบว่า สมรรถนะการศึกษาของประเทศไทยถูกจัดอยู่ในอันดับที่ 47 โดยใช้หลักเกณฑ์การวัดสมรรถนะการศึกษาในมิติต่างๆ ดังนี้

มิติโอกาสและความเสมอภาคทางการศึกษา พิจารณาจากอัตราการเข้าเรียนระดับมัธยมศึกษาและอัตราการไม่รู้หนังสือของผู้ใหญ่อายุ 15 ปีขึ้นไป การจัดอันดับของ IMD พบว่า อัตราการเข้าเรียนสุทธิระดับมัธยมศึกษาของไทยอยู่ที่ 71% (อันดับที่ 49) และอัตราการไม่รู้หนังสือของผู้ใหญ่อายุ 15 ปีขึ้นไป อยู่ที่ 5.9% (อันดับที่ 42) ซึ่งสะท้อนว่า โอกาสและความเสมอภาคทางการศึกษาของไทยยังอยู่ในระดับที่ไม่น่าพอใจ

มิติคุณภาพการศึกษา พิจารณาจากอัตราส่วนนักเรียนต่อครูระดับประถมศึกษา ผลสัมฤทธิ์ของระดับอุดมศึกษา และความสามารถในการใช้ภาษาอังกฤษ การจัดอันดับของ IMD พบว่ามีผู้สำเร็จการศึกษาระดับอุดมศึกษาเพียง 18% (อันดับที่ 43) และความสามารถในการใช้ภาษาอังกฤษยังอยู่ในระดับที่ไม่ดี (อันดับที่ 51) ซึ่งสะท้อนว่า คุณภาพการศึกษาของไทยอยู่ในระดับที่ค่อนข้างต่ำกว่าหลายประเทศ

มิติประสิทธิภาพการจัดการศึกษา พิจารณาจากงบประมาณรายจ่ายด้านการศึกษาต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) และรายจ่ายด้านการศึกษาต่อคน การจัดอันดับของ IMD พบว่า งบประมาณรายจ่ายด้านการศึกษาต่อจีดีพีของไทยอยู่ที่ 4.4% และรายจ่ายด้านการศึกษาคนละ 165 เหรียญเหรียญสหรัฐต่อปี ซึ่งสะท้อนว่า สัดส่วนรายจ่ายด้านการศึกษาต่อจีดีพีของไทยอยู่ในระดับที่สูง

เมื่อพิจารณาประเด็นประสิทธิภาพการใช้จ่ายด้านการศึกษาของไทย โดยวิเคราะห์ถึงคุณภาพการศึกษาและเปรียบเทียบกับประเทศกลุ่มเอเชียแปซิฟิกนั้น พบว่า สัดส่วนรายจ่ายด้านการศึกษาต่อจีดีพีของไทยอยู่ที่ 4.2% ของจีดีพี ซึ่งเป็นระดับที่สูงกว่าค่าเฉลี่ยของประเทศกลุ่มเอเชียแปซิฟิก ที่อยู่ที่ 3.9% ของจีดีพี

แต่ปรากฏว่า ในด้านของคุณภาพการศึกษาของไทยกลับอยู่ในระดับที่ค่อนข้างต่ำ เมื่อมีการนำคะแนนผลสอบวิชาคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์มาเป็นตัวชี้วัดประสิทธิภาพของคุณภาพการศึกษา

นอกจากนี้ สัดส่วนคนที่เข้าเรียนระดับมัธยมศึกษาของไทยอยู่ที่ 76.1% ซึ่งเป็นระดับที่ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของประเทศกลุ่มเอเชียแปซิฟิก ที่อยู่ที่ระดับ 84% อีกด้วย

ดังนั้น จากการวิเคราะห์ข้อมูลต่างจึงพบว่า สมรรถนะการศึกษาของไทยที่อยู่ในระดับต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของประเทศกลุ่มเอเชียแปซิฟิก ทั้งด้านโอกาสและความเสมอภาคทางการศึกษา ด้านประสิทธิภาพการจัดการศึกษา และด้านคุณภาพการศึกษาที่สะท้อนได้จากผลสัมฤทธิ์ทางคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์

สิ่งเหล่านี้ได้แสดงให้เห็นถึงคุณภาพการศึกษาของไทยว่า ยังต้องพัฒนาให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น เพื่อให้แรงงานไทยสามารถมีทักษะและคุณภาพที่จะแข่งขันกับต่างประเทศ เพื่อรักษาขีดความสามารถทางการแข่งขันของประเทศ และยังเป็นการช่วยสร้างโอกาสและเพิ่มรายได้ให้กับแรงงาน

ถ้าไม่ปรับปรุง รัฐบาลถมงบไปเท่าไหร่ คนไทยก็ยังไม่มีการพัฒนา

 

ข่าวล่าสุด

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ