posttoday

ศาลฎีกาแก้ลดโทษเหลือคุก 25 ปีอดีตแม่ยายจ้างฆ่า"เอ็กซ์ จักรกฤษณ์"-"หมอนิ่ม"รอด

08 ตุลาคม 2564

“ศาลฎีกา”พิพากษาแก้ลดโทษให้เหลือจำคุก 25 ปีอดีตแม่ยาย จ้างวานมือปืนฆ่า"เอ็กซ์ จักรกฤษณ์" ดับคารถ ปี 56 - “หมอนิ่ม” ภรรยา รอดคุก ส่วน “มือปืน-คนขี่จยย.” เจอโทษจำคุกตลอดชีวิต

เมื่อวันที่ 8 ต.ค.64 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากกรณีที่พนักงานอัยการสำนักงานคดีศาลจังหวัดมีนบุรี เป็นโจทก์ และนายมานพ พณิชย์ผาติกรรม บิดาของเอ็กซ์ จักกฤษณ์ อดีตนักกีฬายิงปืนทีมชาติไทย เป็นโจทก์ร่วม ยื่นฟ้อง นายจิรศักดิ์ หรือจี กลิ่นคล้าย จำเลยที่ 1 อายุ 39 ปี อาชีพรับจ้าง ซึ่งเป็นมือปืนยิง, น.ส.สุรางค์ ดวงจินดา จำเลยที่ 2 มารดาหมอนิ่ม อายุ 78 ปี, พญ.นิธิวดี หรือหมอนิ่ม ภู่เจริญยศ จำเลยที่ 3 อายุ 44 ปี อดีตภรรยาของเอ็กซ์ จักรกฤษณ์, นายสันติ หรืออี๊ด ทองเสม จำเลยที่ 4 อายุ 34 ปี อาชีพทนายความ, นายธวัชชัย หรืออ้น เพชรโชติ จำเลยที่ 5 อายุ 40 ปี อาชีพรับจ้าง ผู้ขี่รถจักรยานยนต์พามือปืนก่อเหตุ คดีจ้างวานฆ่าเอ็กซ์ จักกฤษณ์ อดีตนักกีฬายิงปืนทีมชาติไทย คดีหมายเลขดำ อ.383/2557

โดยอัยการยื่นฟ้องในความผิดต่อชีวิต ฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน, จ้างวานใช้ ยุยงส่งเสริม ให้ฆ่า และความผิดตาม พ.ร.บ.อาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนฯ พ.ศ.2490

ขณะที่คดีนี้มีนางบุญคิด พณิชย์ผาติกรรม มารดาของเอ็กซ์ เป็นผู้ร้อง ยื่นคำร้องขอให้จำเลยร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายทางแพ่งเป็นเงิน 4.4 ล้านบาทด้วย

คดีนี้ อัยการโจทก์ ยื่นฟ้องเมื่อวันที่ 31 มี.ค.57 บรรยายพฤติการณ์สรุปว่า ระหว่างเดือน ส.ค. - วันที่ 19 ต.ค.56 จำเลยที่ 2 - 4 ได้ร่วมกันจ้างวานใช้ นายจิรศักดิ์ จำเลยที่ 1 กับพวกที่อยู่ระหว่างหลบหนี ให้ฆ่านายจักรกฤษณ์หรือเอ็กซ์ พณิชย์ผาติกรรม อดีตนักกีฬายิงปืนทีมชาติไทย ซึ่งต่อมาจำเลยที่ 1 กับพวกได้ใช้อาวุธปืนออโตเมติก ยี่ห้อลูเกอร์ รุ่นโตกาเรฟ ขนาด 7.62 ม.ม. ยิงนายจักรกฤษณ์หลายนัด ถูกที่หน้าอก หัวใจ ปอด จนถึงแก่ความตายสมดังเจตนาของพวกจำเลย ก่อนหลบหนีไป ต่อมาเจ้าหน้าที่ตำรวจสืบสวนสอบสวนติดตามจับกุมจำเลยได้ ชั้นสอบสวนนายจิรศักดิ์ และน.ส.สุรางค์ จำเลยที่ 1-2 ให้การภาคเสธ ส่วน พญ.นิธิวดี อดีตภรรยานายจักรกฤษณ์ และนายสันติ ทนายความ จำเลยที่ 3 - 4 ให้การปฏิเสธ ต่อสู้คดี เหตุเกิดที่แขวง – เขตมีนบุรี กทม. และที่อื่นเกี่ยวพันกัน

ซึ่งศาลชั้นต้น มีคำพิพากษาเมื่อวันที่ เมื่อวันที่ 19 ธ.ค.59 เห็นว่า หลักฐานที่โจทก์นำสืบประกอบคำเบิกความของพยาน รวมทั้งภาพจากกล้องวงจรปิด และข้อมูลการใช้โทรศัพท์เชื่อมโยงมีน้ำหนักมั่นคงให้รับฟังได้ว่า นายจิรศักดิ์ มือปืน จำเลยที่ 1, พญ.นิธิวดีหรือหมอนิ่ม จำเลยที่ 3, นายสันติหรือทนายอี๊ด จำเลยที่ 4 และนายธวัชชัย จำเลยที่ 5 ร่วมกันกระทำผิดตามฟ้อง จึงพิพากษาลงโทษจำเลยที่ 1, 3, 4, 5 ว่าได้ร่วมกันกระทำผิดตามประมวลกฎหมายอาญา (ป.อ.) มาตรา 289(4) และความผิดเกี่ยวกับอาวุธปืน ฯ ประกอบ ป.อ.มาตรา 83 ให้ประหารชีวิตนายจิรศักดิ์ จำเลยที่ 1 และนายธวัชชัย จำเลยที่ 5 ฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ตาม ม.289 (4) และเพราะทางนำสืบกับคำให้การชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์ต่อการพิจารณาอยู่บ้าง จึงลดโทษ 1 ใน 3 ให้จำคุกตลอดชีวิตทั้งสองไว้

ส่วน พญ.นิธิวดีหรือหมอนิ่ม จำเลยที่ 3 และ นายสันติหรือทนายอี๊ด จำเลยที่ 4 ให้ประหารชีวิตสถานเดียว ฐานร่วมกันเป็นผู้ใช้ให้ฆ่าโดยไตร่ตรอง ฯ และให้จำเลยที่ 1, 3, 4, 5 ร่วมกันชดใช้เงินจำนวน 2.5 ล้านบาทพร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปีให้กับโจทก์ร่วมและผู้ร้องด้วย ส่วน น.ส.สุรางค์ มารดาหมอนิ่ม จำเลยที่ 2 ให้ยกฟ้อง

ซึ่งระหว่างอุทธรณ์ หมอนิ่ม จำเลยที่ 3 และ นายสันติหรือทนายอี๊ด จำเลยที่ 4 ได้ประกันตัวคนละ 1 ล้านบาท ส่วนมือปืน จำเลยที่ 1 และ คนขี่ จยย. จำเลยที่ 5 ถูกคุมขังในเรือนจำ

ต่อมาอัยการโจทก์, บิดาของนายจักรกฤษณ์ โจทก์ร่วม, มารดาของจักรกฤษณ์ ผู้ร้อง และจำเลยทั้งห้ายื่นอุทธรณ์ โดยมีการอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ เมื่อวันที่ 7 ส.ค.61 ซึ่งศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า น.ส.สุรางค์ มารดาหมอนิ่ม จำเลยที่ 2 มีความผิดตาม ป.อ. มาตรา 289(4) ประกอบมาตรา 84 เนื่องจากพิจารณาคำให้การของจำเลยที่ 2 แล้ว มีรายละเอียดเหตุการณ์ ความสัมพันธ์บุคคลต่างๆ เป็นเรื่องที่รู้เห็นภายในครอบครัวเท่านั้นไม่น่าจะเป็นเรื่องเท็จที่แต่งขึ้น นอกจากนี้ยังมีพยานที่เป็นพนักงานของจำเลยที่ 3 เบิกความว่าเหตุที่จำเลยที่ 2 ไม่อยากให้จำเลยที่ 3 กับผู้ตายคืนดีกันเพราะเกรงว่าผู้ตายจะทำร้ายจำเลยที่ 3 ซึ่งเป็นบุตรสาวคนเดียวโดยสอดคล้องกับคำเบิกความของสาวใช้ชาวพม่าด้วย จึงทำให้เห็นว่าสาเหตุเกิดจากความไม่พอใจและโกรธแค้นระหว่างจำเลยที่ 2 ที่มีต่อผู้ตายที่ทำร้ายจำเลยที่ 3 และหลานของตนเองมาโดยตลอด ที่เป็นเหตุจูงใจต้องการเอาชีวิตผู้ตาย จึงพิพากษาว่า น.ส.สุรางค์ มารดาหมอนิ่ม จำเลยที่ 2 มีความฐานใช้จ้างวานให้ฆ่า จึงให้ประหารชีวิต แต่คำให้การของ น.ส.สุรางค์ จำเลยที่ 2 เป็นประโยชน์ต่อการพิจารณาบ้าง ลดโทษให้ 1 ใน 3 คงจำคุกไว้ตลอดชีวิตและให้จำเลยที่ 2 ร่วมชดใช้เงินจำนวน 2.5 ล้านบาทพร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปีให้โจทก์ร่วมและผู้ร้องด้วย

ส่วนหมอนิ่ม จำเลยที่ 3 ศาลอุทธรณ์ พิพากษาแก้ให้ยกฟ้องและให้ยกคำร้องขอชดใช้ค่าสินไหมทดแทนในส่วนของจำเลยที่ 3 เนื่องจากเห็นว่าพยานที่กล่าวหาจำเลยยังมีข้อสงสัยหลายประการ สมควรยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้จำเลยที่ 3 ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 227 วรรคสอง ส่วนจำเลยอื่นผลพิพากษาให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

ต่อมานายจิรศักดิ์ หรือจี ซึ่งเป็นมือปืนยิง จำเลยที่ 1 และ น.ส.สุรางค์ แม่ของหมอนิ่ม จำเลยที่ 2 ยื่นฎีกา ซึ่งคดีมีการอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาไปเมื่อวันที่ 12 พ.ค.64 ที่ผ่านมา

ทั้งนี้ ศาลฎีกาตรวจสำนวนประชุมปรึกษาแล้ว เห็นว่า ฎีกาจำเลยที่ 1 และที่ 2 ที่ต่อสู้ในประเด็นการร่วมจำเลยที่ 4 และที่ 5 ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนจำนวน 2.5 ล้านบาทพร้อมดอกเบี้ยจนกว่าจะชำระเสร็จให้กับโจทก์ร่วมและผู้ร้องนั้น ฟังไม่ขึ้น ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมชดใช้ตามจำนวนดังกล่าวนั้นชอบด้วยเหตุผลแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย และฎีกาข้ออื่นที่ต่อสู้ประเด็นการรับฟังคำให้การพยานที่มาลงโทษจำเลย ก็ฟังไม่ขึ้น ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาลงโทษจำเลยที่ 1 และที่ 2 ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย

อย่างไรก็ดี ในส่วนของพฤติการณ์การกระทำผิดจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นแม่ยายผู้ตาย ศาลฎีกาเห็นว่าเกิดจากการที่ผู้ตายกระทำต่อจำเลยที่ 3 ซึ่งเป็นบุตรคนเดียวของจำเลยที่ 2 ครั้งแล้วครั้งเล่า และบางครั้งยังกระทำต่อหน้าหลานเล็ก ๆ ของจำเลยที่ 2 อันเนื่องมาจากปัญหาการควบคุมอารมณ์ของผู้ตาย โดยก่อนเกิดเหตุมีความไม่แน่นอนว่าผู้ตายซึ่งเป็นนักกีฬายิงปืน มีอาวุธปืนอาจใช้อาวุธปืนของตนกระทำต่อจำเลยที่ 3 และครอบครัวในขณะควบคุมอารมณ์ไม่ได้ก็เป็นได้เพราะก่อนเกิดเหตุเพียง 2 เดือนก็ยังใช้อาวุธปืนยิงไปทางคนรับใช้และบุตรคนเล็กจนผู้ตายถูกจับและถูกควบคุมตัวที่เรือนจำและเพิ่งได้รับการประกันตัวมาไม่นาน การกระทำความผิดของจำเลยที่ 2 ที่ขณะเกิดเหตุเป็นหญิงมีอายุถึง 72 ปีและบัดนี้มีอายุเกือบ 80 ปีแล้ว และไม่เคยกระทำความผิดมาก่อน จึงเข้าลักษณะของผู้กระทำความผิดที่ตกอยู่ในความทุกข์อย่างสาหัส มีเหตุบรรเทาโทษตามประมวลกฎหมายอาญา (ป.อ.) มาตรา 78 ที่ศาลอาจลดโทษได้ให้ไม่เกินกึ่งหนึ่ง และตาม ป.อ.มาตรา 52 “ในการลดโทษประหารชีวิตไม่ว่าจะเป็นการลดมาตราส่วนโทษหรือลดโทษที่จะลง ให้ลดดังต่อไปนี้... (2) ถ้าจะลดกึ่งหนึ่งให้ลดเป็นโทษจำคุกตลอดชีวิต หรือโทษจำคุกตั้งแต่ 25 ปีถึง 50ปี” ที่ศาลอุทธรณ์ลดโทษให้จำเลยที่ 2 เพียงหนึ่งในสามและคงจำคุกจำเลยที่ 2 ตลอดชีวิตด้วยเหตุเพียงคำให้การชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา ศาลฎีกายังไม่เห็นพ้องด้วย เห็นควรลดโทษให้จำเลยที่ 2 อีก

ศาลฎีกาจึงพิพากษาแก้เป็นว่า คำให้การชั้นสอบสวนของจำเลยที่ 2 เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา และจำเลยที่ 2 กระทำความผิดเพราะตกอยู่ในความทุกข์อย่างสาหัส มีเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้จำเลยที่ 2 กึ่งหนึ่งตาม ป.อ มาตรา 78 ประกอบมาตรา 52 (2) คงลงโทษจำคุก 25 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อผลคดีถึงที่สุดตามผลคำพิพากษาฎีกาแล้ว น.ส.สุรางค์ มารดาของหมอนิ่ม ต้องถูกนำตัวไปคุมขังยังเรือนจำเพื่อรับโทษตามคำพิพากษาฎีกา

ข่าวล่าสุด

TTW รับใบรับรองคาร์บอนฟุตพริ้นท์ปี 69 ย้ำองค์กรยั่งยืนสู่ Net Zero