
ทองคำ นำทัพโภคภัณฑ์ ไม่หวั่นศก.รุ่ง หรือร่วง
นับเป็นปีที่ 3 ติดต่อกันที่นักเก็งกำไรยังคงปรี่เข้ามาเก็งกำไรในตลาดโภคภัณฑ์อย่างคึกคัก ด้วยปัจจัยเสี่ยงที่ไม่เพียงเลือนหายไปเท่านั้น แต่ยังเพิ่มมากขึ้นในบางมุมของเศรษฐกิจโลก ยังผลให้นักลงทุนระยะยาวและนักเก็งกำไรระยะสั้นยังคงตรึงอยู่ในตลาดแห่งนี้อย่างเหนียวแน่น
นับเป็นปีที่ 3 ติดต่อกันที่นักเก็งกำไรยังคงปรี่เข้ามาเก็งกำไรในตลาดโภคภัณฑ์อย่างคึกคัก ด้วยปัจจัยเสี่ยงที่ไม่เพียงเลือนหายไปเท่านั้น แต่ยังเพิ่มมากขึ้นในบางมุมของเศรษฐกิจโลก ยังผลให้นักลงทุนระยะยาวและนักเก็งกำไรระยะสั้นยังคงตรึงอยู่ในตลาดแห่งนี้อย่างเหนียวแน่น
โดย...ทีมข่าวต่างประเทศ
นับเป็นปีที่ 3 ติดต่อกันที่นักเก็งกำไรยังคงปรี่เข้ามาเก็งกำไรในตลาดโภคภัณฑ์อย่างคึกคัก ด้วยปัจจัยเสี่ยงที่ไม่เพียงเลือนหายไปเท่านั้น แต่ยังเพิ่มมากขึ้นในบางมุมของเศรษฐกิจโลก ยังผลให้นักลงทุนระยะยาวและนักเก็งกำไรระยะสั้นยังคงตรึงอยู่ในตลาดแห่งนี้อย่างเหนียวแน่น
ความเสี่ยงในระบบเศรษฐกิจไม่เพียงขยายตัวจากภาวะถดถอยในสหรัฐมายังวิกฤตหนี้สาธารณะในยุโรป และจากเงินเหรียญสหรัฐมาถึงความไร้เสถียรภาพของเงินยูโรเท่านั้น แต่ยังปรากฏแนวโน้มอันตรายจากภาวะเงินเฟ้อในเอเชีย รวมถึงความตึงเครียดในคาบสมุทรเกาหลี
ที่ผ่านมา ราคาทองคำมีปฏิกิริยาต่อสถานการณ์รอบด้านไวที่สุด และความเคลื่อนไหวที่ผ่านมามักเกี่ยวพันกับปัจจัยเสี่ยงที่ระบุไว้ข้างต้น และการที่ปัจจัยลบเหล่านี้สลับหมุนเวียนกันเข้ามาสร้างบรรยากาศความหวาดหวั่นราว 1,308 เหรียญสหรัฐต่อออนซ์ เมื่อถึงเดือน ธ.ค.
เรียกได้ว่าทองคำทำลายสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์จนเป็นเรื่องธรรมดา เฉพาะปีนี้ระดับราคาปรับขึ้นมาถึง 25% แล้ว
อีกทั้งนักลงทุนทองคำยังตั้งทัศนะในด้านลบเอาไว้ก่อน แม้จะได้รับปัจจัยเดียวกับสินค้าโภคภัณฑ์อื่นๆ ก็ตาม ดังเช่น วิกฤตหนี้สาธารณะยุโรป ปรากฏว่า ด้วยปัจจัยเดียวกันนี้ทำให้ราคาทองคำสูงขึ้น เพราะนักลงทุนไม่มั่นใจกับมาตรการกู้สถานการณ์ของสหภาพยุโรป (EU) แต่นักลงทุนในตลาดทองแดงกลับเชื่อมั่น แต่ก็ยังผลให้ราคาทองแดงสูงขึ้นเช่นกัน
ด้วยแรงผลักดันด้านลบที่จะค้างเติ่งอยู่ในระบบเศรษฐกิจและตลาดทุนโลก ราคาทองคำอาจทะลุหลัก 1,500 เหรียญสหรัฐต่อออนซ์ ภายในช่วง 2 ปีข้างหน้า
ส่วนราคาแร่เงินในปีนี้ทุบสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ในรอบ 30 ปี ขณะนี้ระดับราคาอยู่ที่ราว 2829 เหรียญสหรัฐต่อออนซ์ ทว่า ในปีหน้าอาจทำราคาได้สูงถึง 40 เหรียญสหรัฐต่อออนซ์ อีกทั้งกระแสขาขึ้นอาจยาวไปจนถึงปี 2558 โดยที่ยังมีนักวิเคราะห์บางรายเชื่อว่าเมื่อถึงปีนั้น ราคาแร่เงินอาจไต่ขึ้นมาถึง 400 เหรียญสหรัฐต่อออนซ์
ไม่เพียงเท่านั้น ราคาทองแดงยังปรับเพิ่มเป็นสัปดาห์ที่ 3 ติดต่อกัน ซึ่งนับเป็นเรื่องที่ค่อนข้างไม่ธรรมดา เพราะทองแดงเป็นวัตถุดิบที่สำคัญสำหรับภาคอุตสาหกรรม หากไม่ปรากฏแนวโน้มด้านบวก ก็ยากที่จะมีนักลงทุนเก็งกำไรแร่ประเภทนี้
เมื่อช่วงต้นปีนี้ ราคาทองแดงปรับตัวขึ้นมาระยะหนึ่ง เนื่องจากปริมาณความต้องการสูงกว่าปริมาณการผลิต โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากที่ชิลี ซึ่งเป็นประเทศผู้ผลิตทองแดงรายใหญ่ที่สุดของโลก ต้องเผชิญกับแผ่นดินไหวครั้งร้ายแรงที่สุดในรอบศตวรรษ ยังผลให้อุตสาหกรรมทำเหมืองแร่พลอยได้รับความเสียหายไปด้วย
จนมาถึงช่วงปลายปีราคาเริ่มกระเตื้องขึ้น แต่ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับกระแสคาดการณ์จะมีน้ำหนักมากน้อยเพียงใด ดังจะเห็นได้จากการที่ราคาทองแดงปรับลดลงถึง 25% เมื่อแรกเข้าปี 2553 เนื่องจากหวั่นเกรงกันว่า โลกจะเผชิญกับภาวะเศรษฐกิจถดถอยซ้ำซ้อน
เมื่อเกิดความหวังในช่วงปลายปี ราคาทองแดงจึงปรับขึ้นมาอีกครั้ง หากจากแน่นิ่งไปนาน แต่กระแสดีที่ว่านี้ ยังไม่อาจมั่นใจได้มากนัก
สินค้าโภคภัณฑ์อีกประเภทที่ทำราคามาแรงที่สุดในขณะนี้คงไม่พ้นน้ำมัน หลังจากที่ถูกกดราคาให้อยู่ใต้ระดับ 70 เหรียญสหรัฐมาระยะหนึ่ง ล่าสุด ราคาน้ำมันทำราคาขึ้นมาแตะระดับ 90 เหรียญสหรัฐ และมีแนวโน้มที่จะทำราคาขึ้นมาอยู่ที่ 100 เหรียญสหรัฐ อย่างช้าที่สุดภายในปีหน้าอย่างแน่นอน
สาเหตุที่ราคาน้ำมันเพิ่งกระโดดขึ้นมาจากระดับเฉลี่ย 70 เหรียญสหรัฐตลอดทั้งปีนี้ ก็เนื่องมาจากความมั่นใจว่า เศรษฐกิจสหรัฐจะสามารถฟื้นตัวได้ในปีหน้า จากประสิทธิภาพและประสิทธิผลของมาตรการผ่อนคลายทางการเงินเชิงปริมาณ หรือ มาตรการ QE 2 ของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด)
หากเป็นเช่นนั้นจริง จะสอดคล้องกับการคาดการณ์ของนักวิเคราะห์บางสำนักที่เชื่อว่า เงินเหรียญสหรัฐจะเริ่มแข็งค่าขึ้น ซึ่งจะยังผลตรงกันข้ามต่อปรากฏการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นในตลาดโภคภัณฑ์
นั่นคือราคาสินค้าโภคภัณฑ์จะปรับลดลง
อย่างไรก็ตาม สินค้าโภคภัณฑ์บางประเภทที่มีส่วนโดยตรงกับการขยายตัวทางเศรษฐกิจในฐานะเป็นวัตถุดิบสำหรับภาคอุตสาหกรรม จะยังคงคึกคักต่อไป โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ทองแดง เงิน และทองคำขาว
สำหรับราคาทองแดง แม้ส่วนหนึ่งจะคึกคักขึ้นมาได้ก็ด้วยความหวังต่อมาตรการ QE 2 แต่ความเชื่อมั่นต่อมาตรการดังกล่าวนับว่า มีไม่มากนัก เพราะถึงจะช่วยกระตุ้นความคาดหวังต่อเศรษฐกิจสหรัฐขึ้นมาได้ แต่ผลกระทบต่อเศรษฐกิจของประเทศอื่นๆ มีอยู่ไม่น้อยเช่นกัน
สาเหตุที่แท้จริงที่ทำให้ราคาทองแดงคึกคักเนื่องจากกำลังการผลิตที่เริ่มถดถอย สวนทางกับความต้องการของผู้บริโภครายใหญ่อย่างจีน ที่ปริมาณในสต๊อกเริ่มร่อยหรอลง
แม้แต่ราคาทองคำ ก็มีโอกาสที่จะทำราคาต่อไป หากประเทศที่ไม่สามารถประคองการขยายตัวให้พอเหมาะได้ เผชิญกับภาวะเงินเฟ้อ ความต้องการทองคำเพื่อเป็นสินทรัพย์การลงทุนที่ปลอดภัย หรือเก็งต่อราคาสินค้าและบริการที่สูงขึ้น จะยิ่งสูงขึ้นเช่นกัน
หากเกิดสถานการณ์เช่นนั้น มี 2 ประเทศที่จะต้องจับตาเป็นพิเศษ นั้นคือ จีนและอินเดีย ในฐานะประเทศที่บริโภคอุปโภคทองคำมากที่สุดเป็นอันดับ 1 และ 2 ของโลก โดยล่าสุดภาวะเงินเฟ้อของจีนทะลุขึ้นมาอยู่ที่ 5.1% คล้ายคลึงกับช่วงปี 2551 และ 2552 ที่ภาวะเงินเฟ้อสูงถึง 4.80% และ 5.90% ยังผลให้การเก็บทองตุนเพื่อต้านเงินเฟ้อในช่วงเวลานั้นสูงขึ้นเป็นเงาตามตัว
รวมถึงราคาน้ำมัน ที่จะต้องจับตาเป็นพิเศษ ในฐานะที่เป็นหนึ่งในเงื่อนไขโดยตรงที่ก่อให้เกิดภาวะเงินเฟ้อ
นอกจากทองคำ ซึ่งจะอยู่ยั้งยืนยงที่สุด แม้จะเกิดความเปลี่ยนแปลงจากหน้ามือเป็นหลังมือ สิ่งที่จะปรับทิศทางในตลาดสินค้าโภคภัณฑ์ได้อย่างชัดเจนที่สุด คือ สกุลเงินหลักที่แข็งค่าขึ้น ภายหลังเผชิญมรสุมอย่างรุนแรงทั้งในทางการเมืองและเศรษฐกิจ
หมายความว่าเศรษฐกิจของสหรัฐและยุโรปจะต้องมั่นคงแข็งแรง รวมถึงความมีเสถียรภาพของการเมืองระหว่างประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภูมิภาคเอเชียตะวันออก อันเป็นพื้นที่หลักที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลกในขณะนี้







