
มาร์คดัน นครแม่สอด ต้นแบบ เทศาภิวัฒน์-ปลดล็อคกระจายอำนาจ
มาแรงแซงทางโค้งจริงๆ นาทีนี้สำหรับ “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ”นายกรัฐมนตรี ที่เปิดหน้าเปิดตัวเปิดใจประกาศนโยบายนิยมกับประชาชนทุกระดับ....
มาแรงแซงทางโค้งจริงๆ นาทีนี้สำหรับ “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ”นายกรัฐมนตรี ที่เปิดหน้าเปิดตัวเปิดใจประกาศนโยบายนิยมกับประชาชนทุกระดับ....
โดย- ชลธิชา เหลิมทอง
มาแรงแซงทางโค้งจริงๆ นาทีนี้สำหรับ “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ”นายกรัฐมนตรี ที่เปิดหน้าเปิดตัวเปิดใจประกาศนโยบายนิยมกับประชาชนทุกระดับซึ่งถือว่าเป็นฐานเสียงชั้นดีที่ต้องเอาใจให้มากที่สุดก่อนที่จะมีการเลือกตั้ง อย่างไม่มีเหนียมอายอีกต่อไปภายใต้ชื่อโครงการสวยหรูว่า “ประชาวิวัฒน์” ซึ่งไม่รู้ว่าจะ “ประชา”จะ “วิวัฒน์” ไปในทิศทางใด รวมถึงการขึ้นเงินเดือนข้าราชการทั้งข้าราชการประจำ ข้าราชการเมือง ส.ส. ส.ว. รัฐวิสาหกิจ รวมถึงผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น(อปท.) หรือเหล่าหัวคะแนนวีไอพี โดยเฉพาะผู้บริหารองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.)ที่ได้รับการอนุมัติให้ขึ้นค่าตอบแทน 100% โดยจะมีผลในวันที่ 1 ม.ค. 2554 ขณะที่ผู้บริหารอปท. อื่นๆ ทั้ง สมาชิกสภากรุงเทพฯ(สก.) สมาชิกสภาเขต (สข.) องค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) เทศบาล กำลังอยู่ในช่วงการกดดันรัฐบาลเพื่อเรียกร้องค่าตอบแทนอยู่
ล่าสุด “อภิสิทธิ์” ได้ประกาศนโยบายใหญ่อีกครั้ง โดยเฉพาะเรื่องการกระจายอำนาจ ในเรื่องของโครงสร้างอปท.ที่รัฐบาลจะส่งเสริมการตั้งอปท.รูปแบบพิเศษ โดยนายกฯ ย้ำว่า รูปแบบท้องถิ่นพิเศษที่มีการคิดกันครั้งนี้ จะต้องมีความพิเศษจริงๆ และต้องก้าวให้ไกลกว่า กทม. และเมืองพัทยา ที่ทุกวันนี้ไม่ต่างจากการรวมศูนย์มากนัก ต่างกันก็ตรงที่รับเงินโดยตรงเท่านั้น ดังนั้นต้องทำให้เกิดกระจายอำนาจอย่างแท้จริง
ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 21 ธ.ค.ที่ผ่านมา นายกฯ ได้ เป็นประธานเปิดประชุม เรื่อง “แนวทางการขับเคลื่อนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นรูปแบบพิเศษ (นครแม่สอด) ซึ่งจัดโดย สถาบันพระปกเกล้า ร่วมกับ สำนักงานคณะกรรมการกระจายอำนาจให้แก่ อปท. สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี และ องค์กรเพื่อการพัฒนาและประชากรแห่งสหประชาชาติ(ยูเอ็นดีพี) และกล่าว ปาฐกถา เรื่อง “ นโยบายรัฐบาลด้านการกระจายอำนาจ” โดยชี้ว่า แม้ว่าการกระจายอำนาจในรอบกว่า 10 ปีที่ผ่านมาจะมีความก้าวหน้าค่อนข้างมาก โดยเฉพาะหลังจากที่มีกฎหมายกำแผนและขั้นตอนกระจายอำนาจ และหลังมีการเลือกตั้งผู้บริหารโดยตรงยิ่งทำให้ท้องถิ่นมีความโดดเด่นมากขึ้น
อย่างไรก็ตามปัญหาและอุปสรรคของการกระจายอำนาจ นายกฯ บอกว่า เป็นเรื่องการติดขัดเรื่องการปฏิบัติตามระเบียบราชการ เพราะกระจายอำนาจของไทยเริ่มต้นหลังจากที่ระบบราชการพัฒนาไปมากแล้ว ดังนั้นงานบริการสาธารณะต่างๆ จึงเป็นของระบบราชการส่วนกลางและส่วนภูมิภาค โดยที่ท้องถิ่นไม่ได้เริ่มเองตั้งแต่ต้น ทำให้ต้องใช้วิธีการถ่ายโอนอำนาจจากส่วนกลาง กระทรวง ทบวง กรมต่างๆ มายังท้องถิ่น ทั้ง เงิน งาน คน ให้สอดคล้องกัน แต่ปัญหาเกิดขึ้นเมื่อท้องถิ่นได้ดำเนินการบางสิ่งบางอย่างทั้งที่ส่วนกลางยังมีอำนาจจริงอยู่
รวมถึงเรื่องงบประมาณที่ถึงทุกวันนี้ยังไม่ได้รับ 35% ของงบประมาณทั้งหมด ทั้งที่รัฐธรรมนูญกำหนดไว้ว่าต้องได้รับภายในปี 2549 แต่ผ่านมา 3-4 ปีกลับได้เพียง 25-26% เท่านั้น และบางครั้งต้องมีการตีความด้วยจะสามารถนำเงินไปอุดหนุนภารกิจที่ยังไม่ได้ถ่ายโอนได้หรือไม่ และบางนโยบายยังเป็นของฝากจากส่วนกลางที่มาใช้เงินท้องถิ่นด้วยซ้ำ
ด้วยเหตุผลเหล่านี้ “อภสิทธิ์” บอกว่า ถึงเวลาแล้วที่จะต้องหันกลับมาสู่การจัดตั้งอปท.รูปแบบพิเศษ ซึ่งเป็นหนึ่งในข้อเสนอของคณะกรรมการสมัชชาปฏิรูปประเทศไทยที่มี นพ.ประเวศ วะสี เป็นประธาน ที่เห็นว่า การรวมศูนย์อำนาจทำให้เกิดความขัดแย้งที่เกิดขึ้นได้ง่าย จึงได้เน้นย้ำให้มีการบริหารจัดการโดยใช้พื้นที่เป็นหลัก หรือที่เรียกว่า “เทศาภิวัฒน์” ที่จะตั้งต้นจากพื้นที่ก่อนว่าสิ่งที่ประชาชนต้องการในการเรื่องการบริการสาธารณะคืออะไร
อีกทั้งจะมีการตั้งโจทย์สภาพพื้นที่ต่างๆก่อน เช่น พื้นที่เศรษฐกิจพิเศษชายแดน พื้นที่ท่องเที่ยวเชิงนิเวศ พื้นที่ที่มีความต้องการพิเศษ โดยนอกจากแม่สอดแล้ว ยังมีการพิจารณา เกาะสมุย และ ท่าเรือแหลมฉบัง โดยของ แม่สอด มีความก้าวหน้าและมีการยกร่างกฎหมาย เพื่อให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบแล้ว ขณะที่อีก 2 แห่งกำลังพิจารณาปรับแก้กฎหมายในขั้นสุดท้ายก่อนที่จะเสนอให้ ครม.พิจารณาต่อไป โดยขอย้ำว่าอปท.รูปแบบพิเศษที่กำลังทำอยู่นี้ ก้าวเลยไปจาก กทม. และ เมืองพัทยา และแต่ละแห่งไม่จำเป็นต้องเหมือนกันแต่ต้องมีเอกลักษณ์เป็นของตัวเอง
นายกฯ บอกถึงสาระสำคัญ 4 ข้อที่เขียนไว้ในร่างพ.ร.บ.จัดตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษแม่สอด ที่จะเนรนิต ให้อ.แม่สอด จ.ตาก เป็นต้นแบบอปท.รูปแบบพิเศษ โดยนายกฯย้ำต้องผลักดันหลักการและสาระสำคัญที่เขียนไว้ในกฎหมายฉบับนี้ให้เป็นจริงให้ได้ เพื่อที่จะเป็นต้นแบบให้พื้นที่อื่นต่อไป โดย 1. เรื่องโครงสร้าง นอกจากจะมีผู้บริหารที่มาจากการเลือกตั้ง และสภาท้องถิ่นแล้ว ได้มีการเพิ่มเรื่องคณะกรรมการที่ปรึกษาและพัฒนานโยบาย ซึ่งรูปแบบ อปท.เดิมไม่มี เพื่อ เป็นกลไกในการสนับสนุนเรื่องการบริหารจัดการพื้นที่เศรษฐกิจ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการนโยบาย แต่ในการตัดสินต้องเป็นคนที่มาจากการเลือกตั้ง คณะกรรมการชุดนี้มีหน้าที่ให้คำปรึกษาเท่านั้น
2. เรื่องรายได้ ในพื้นที่แม่สอดต้องมีการพัฒนาเศรษฐกิจ การค้า การพัฒนาจากนี้ไปต้องมีการคำนึงถึงสภาพแวดล้อม ดังนั้นนอกจากรายได้ที่สามารถจัดเก็บเองและได้รับจากการจัดสรรจากส่วนกลางแล้ว ในพื้นที่ต้องมีความสามารถในการเก็บค่าธรรมเนียมในรูปแบบต่างๆ เช่น ค่าธรรมเนียมการจัดการบริหารสาธารณะ ค่าธรรมเนียมจากผู้ก่อมลภาวะ หรือค่าธรรมเนียมที่รัฐจัดเก็บอยู่แต่ไม่ได้แบ่งให้ท้องถิ่น โดยจากนี้ไปรายได้ท้องถิ่นไม่จำเป็นต้องเหมือนกันแต่อย่างใด เพื่อให้เกิดความยืดหยุ่นในอนาคตว่าเรื่องการจัดเก็บรายได้จะสอดคล้องกับพื้นที่
3. อำนาจของ อปท.รูปแบบพิเศษจะต้องมีความชัดเจนและสอดคล้องกับเป้าหมายการจัดตั้ง ไม่ใช่มีอำนาจแต่ในตัวกฎหมายในทางปฏิบัติกลับทำอะไรไม่ได้ ดังนั้น ในกรณีของแม่สอดซึ่งเป็นพื้นที่เศรษฐกิจพิเศษต้องให้อำนาจท้องถิ่นในเรื่องการส่งเสริมการลงทุนด้วย เพื่อเป็นต้นแบบให้กับพื้นที่อื่นๆ ที่จะไม่ต้องอยู่ในกรอบเดิมๆอีกต่อไป
4. ข้อนี้ถือว่าสำคัญที่สุด ประเด็นนี้คือเรื่องของกฎหมายที่จะปลดล็อกพันธนาการทางกฎหมายที่เคยมีความทับซ้อนกันระหว่างส่วนกลางกับท้องถิ่น เพราะเห็นแล้วว่าการกระจายจะไม่มีความคืบหน้าและสำเร็จมากนัก ตราบเท่าที่หน่วยงานส่วนกลาง หรือ ส่วนภูมิภาคยังมีอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายบางฉบับที่เป็นกฎหมายเฉพาะ จะทำให้มีการโต้แย้งกันตลอดว่าอำนาจจะโอนไปอยู่ที่ อปท.ได้หรือไม่ ซึ่งโดยส่วนใหญ่หน่วยงานส่วนกลางและภูมิภาคจะไม่ไป เพราะเขายังมีความผิดชอบทางกฎหมาย
ดังนั้น ประเด็นใหม่ที่ได้ใส่ไปในกฎหมายการจัดตั้งอปท.รูปแบบพิเศษครั้งนี้ คือ งานใดที่เป็นอำนาจของท้องถิ่นถ้ามีกฎหมายเฉพาะของส่วนกลางอยู่ไม่ว่าจะเป็นระดับใดก็ตามให้ถือว่าลบล้างกฎหมายดังกล่าวและเป็นการแก้ไขกฎหมายนั้นไปเลย ซึ่งหากหลักการดังกล่าวผลักดันได้สำเร็จการกระจายอำนาจจะง่ายกว่าเดิมมาก ไม่เช่นนั้นหากติดกฎหมายหลายฉบับอยู่ที่กระทรวง ทบวง กรมต่างๆ ก็ต้องไปแก้กฎหมายทุกฉบับ ซึ่งหากเป็นแบบนั้นไม่รู้ว่าจะต้องใช้เวลานานเท่าใดและการกระจายอำนาจคงไม่มีความคืบหน้า
นายกฯ ย้ำว่า หลักการของกฎหมาย รูปแบบอปท.รูปแบบพิเศษ เรื่องใดเป็นอำนาจของท้องถิ่นให้มีลบล้างกฎหมายเดิมไปได้เลย ซึ่งมีข้อโต้แย้งว่าทำได้หรือไม่ แต่ยืนยันว่าในอดีตที่ผ่านมาเราเคยด้วยหลักการแบบนี้มาแล้ว มีอำนาจในกฎหมายในระดับเดียวกันก็สามารถยุบหน่วยงานที่ตั้งขึ้นโดยพระราชบัญญัติ โดยพระราชกฤษฎีกา อย่างไรก็ตามแม้ว่าตอนนี้ยังมีความเห็นที่ต่างกันแต่ก็หวังว่าการผลักดันเรื่องนี้สำเร็จ เพราะหากทำได้จะถือว่าเป็นปลดล็อคครั้งใหญ่ในการที่จะทำให้การถ่ายโอนอำนาจเกิดขึ้นได้อย่างรวดเร็วแท้จริง
ทั้งหมดนื้คือแผนการใหญ่ของรัฐบาล “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” ที่จะปลดล็อคการกระจายอำนาจครั้งใหญ่ที่สุดอีกครั้งหนึ่ง เพื่อให้อำนาจเป็นของท้องถิ่นให้มากที่สุด แต่จะถึงฝั่งฝันหรือไม่ต้องติดตาม เพราะธรรมชาติมนุษย์และธรรมชาติการเมืองย่อมไม่มีใครอยากสูญเสียอำนาจที่ตนเองเคยมีอยู่แล้ว







