posttoday
มาร์คดัน นครแม่สอด ต้นแบบ เทศาภิวัฒน์-ปลดล็อคกระจายอำนาจ

มาร์คดัน นครแม่สอด ต้นแบบ เทศาภิวัฒน์-ปลดล็อคกระจายอำนาจ

21 ธันวาคม 2553

มาแรงแซงทางโค้งจริงๆ นาทีนี้สำหรับ  “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ”นายกรัฐมนตรี    ที่เปิดหน้าเปิดตัวเปิดใจประกาศนโยบายนิยมกับประชาชนทุกระดับ....

มาแรงแซงทางโค้งจริงๆ นาทีนี้สำหรับ  “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ”นายกรัฐมนตรี    ที่เปิดหน้าเปิดตัวเปิดใจประกาศนโยบายนิยมกับประชาชนทุกระดับ....

โดย- ชลธิชา เหลิมทอง

มาแรงแซงทางโค้งจริงๆ นาทีนี้สำหรับ  “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ”นายกรัฐมนตรี    ที่เปิดหน้าเปิดตัวเปิดใจประกาศนโยบายนิยมกับประชาชนทุกระดับซึ่งถือว่าเป็นฐานเสียงชั้นดีที่ต้องเอาใจให้มากที่สุดก่อนที่จะมีการเลือกตั้ง อย่างไม่มีเหนียมอายอีกต่อไปภายใต้ชื่อโครงการสวยหรูว่า “ประชาวิวัฒน์” ซึ่งไม่รู้ว่าจะ “ประชา”จะ “วิวัฒน์” ไปในทิศทางใด รวมถึงการขึ้นเงินเดือนข้าราชการทั้งข้าราชการประจำ ข้าราชการเมือง ส.ส. ส.ว.   รัฐวิสาหกิจ  รวมถึงผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น(อปท.) หรือเหล่าหัวคะแนนวีไอพี   โดยเฉพาะผู้บริหารองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.)ที่ได้รับการอนุมัติให้ขึ้นค่าตอบแทน 100%  โดยจะมีผลในวันที่ 1  ม.ค. 2554    ขณะที่ผู้บริหารอปท. อื่นๆ ทั้ง  สมาชิกสภากรุงเทพฯ(สก.) สมาชิกสภาเขต (สข.)  องค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.)  เทศบาล กำลังอยู่ในช่วงการกดดันรัฐบาลเพื่อเรียกร้องค่าตอบแทนอยู่

มาร์คดัน นครแม่สอด ต้นแบบ เทศาภิวัฒน์-ปลดล็อคกระจายอำนาจ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี

ล่าสุด  “อภิสิทธิ์” ได้ประกาศนโยบายใหญ่อีกครั้ง   โดยเฉพาะเรื่องการกระจายอำนาจ  ในเรื่องของโครงสร้างอปท.ที่รัฐบาลจะส่งเสริมการตั้งอปท.รูปแบบพิเศษ โดยนายกฯ ย้ำว่า รูปแบบท้องถิ่นพิเศษที่มีการคิดกันครั้งนี้ จะต้องมีความพิเศษจริงๆ และต้องก้าวให้ไกลกว่า กทม. และเมืองพัทยา ที่ทุกวันนี้ไม่ต่างจากการรวมศูนย์มากนัก ต่างกันก็ตรงที่รับเงินโดยตรงเท่านั้น ดังนั้นต้องทำให้เกิดกระจายอำนาจอย่างแท้จริง

ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 21 ธ.ค.ที่ผ่านมา   นายกฯ ได้ เป็นประธานเปิดประชุม  เรื่อง “แนวทางการขับเคลื่อนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นรูปแบบพิเศษ (นครแม่สอด)   ซึ่งจัดโดย  สถาบันพระปกเกล้า   ร่วมกับ สำนักงานคณะกรรมการกระจายอำนาจให้แก่ อปท. สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี    และ  องค์กรเพื่อการพัฒนาและประชากรแห่งสหประชาชาติ(ยูเอ็นดีพี) และกล่าว ปาฐกถา เรื่อง “ นโยบายรัฐบาลด้านการกระจายอำนาจ”  โดยชี้ว่า  แม้ว่าการกระจายอำนาจในรอบกว่า 10 ปีที่ผ่านมาจะมีความก้าวหน้าค่อนข้างมาก โดยเฉพาะหลังจากที่มีกฎหมายกำแผนและขั้นตอนกระจายอำนาจ และหลังมีการเลือกตั้งผู้บริหารโดยตรงยิ่งทำให้ท้องถิ่นมีความโดดเด่นมากขึ้น

อย่างไรก็ตามปัญหาและอุปสรรคของการกระจายอำนาจ   นายกฯ บอกว่า  เป็นเรื่องการติดขัดเรื่องการปฏิบัติตามระเบียบราชการ เพราะกระจายอำนาจของไทยเริ่มต้นหลังจากที่ระบบราชการพัฒนาไปมากแล้ว ดังนั้นงานบริการสาธารณะต่างๆ จึงเป็นของระบบราชการส่วนกลางและส่วนภูมิภาค โดยที่ท้องถิ่นไม่ได้เริ่มเองตั้งแต่ต้น ทำให้ต้องใช้วิธีการถ่ายโอนอำนาจจากส่วนกลาง กระทรวง  ทบวง กรมต่างๆ มายังท้องถิ่น  ทั้ง เงิน งาน คน ให้สอดคล้องกัน แต่ปัญหาเกิดขึ้นเมื่อท้องถิ่นได้ดำเนินการบางสิ่งบางอย่างทั้งที่ส่วนกลางยังมีอำนาจจริงอยู่

รวมถึงเรื่องงบประมาณที่ถึงทุกวันนี้ยังไม่ได้รับ 35% ของงบประมาณทั้งหมด  ทั้งที่รัฐธรรมนูญกำหนดไว้ว่าต้องได้รับภายในปี 2549 แต่ผ่านมา 3-4 ปีกลับได้เพียง 25-26% เท่านั้น  และบางครั้งต้องมีการตีความด้วยจะสามารถนำเงินไปอุดหนุนภารกิจที่ยังไม่ได้ถ่ายโอนได้หรือไม่  และบางนโยบายยังเป็นของฝากจากส่วนกลางที่มาใช้เงินท้องถิ่นด้วยซ้ำ

ด้วยเหตุผลเหล่านี้ “อภสิทธิ์” บอกว่า ถึงเวลาแล้วที่จะต้องหันกลับมาสู่การจัดตั้งอปท.รูปแบบพิเศษ    ซึ่งเป็นหนึ่งในข้อเสนอของคณะกรรมการสมัชชาปฏิรูปประเทศไทยที่มี นพ.ประเวศ วะสี เป็นประธาน ที่เห็นว่า  การรวมศูนย์อำนาจทำให้เกิดความขัดแย้งที่เกิดขึ้นได้ง่าย  จึงได้เน้นย้ำให้มีการบริหารจัดการโดยใช้พื้นที่เป็นหลัก หรือที่เรียกว่า  “เทศาภิวัฒน์” ที่จะตั้งต้นจากพื้นที่ก่อนว่าสิ่งที่ประชาชนต้องการในการเรื่องการบริการสาธารณะคืออะไร 

อีกทั้งจะมีการตั้งโจทย์สภาพพื้นที่ต่างๆก่อน  เช่น พื้นที่เศรษฐกิจพิเศษชายแดน  พื้นที่ท่องเที่ยวเชิงนิเวศ   พื้นที่ที่มีความต้องการพิเศษ โดยนอกจากแม่สอดแล้ว  ยังมีการพิจารณา  เกาะสมุย และ ท่าเรือแหลมฉบัง  โดยของ แม่สอด  มีความก้าวหน้าและมีการยกร่างกฎหมาย เพื่อให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบแล้ว  ขณะที่อีก 2 แห่งกำลังพิจารณาปรับแก้กฎหมายในขั้นสุดท้ายก่อนที่จะเสนอให้ ครม.พิจารณาต่อไป  โดยขอย้ำว่าอปท.รูปแบบพิเศษที่กำลังทำอยู่นี้ ก้าวเลยไปจาก กทม. และ เมืองพัทยา  และแต่ละแห่งไม่จำเป็นต้องเหมือนกันแต่ต้องมีเอกลักษณ์เป็นของตัวเอง

นายกฯ บอกถึงสาระสำคัญ 4 ข้อที่เขียนไว้ในร่างพ.ร.บ.จัดตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษแม่สอด ที่จะเนรนิต ให้อ.แม่สอด จ.ตาก  เป็นต้นแบบอปท.รูปแบบพิเศษ  โดยนายกฯย้ำต้องผลักดันหลักการและสาระสำคัญที่เขียนไว้ในกฎหมายฉบับนี้ให้เป็นจริงให้ได้ เพื่อที่จะเป็นต้นแบบให้พื้นที่อื่นต่อไป  โดย  1. เรื่องโครงสร้าง นอกจากจะมีผู้บริหารที่มาจากการเลือกตั้ง และสภาท้องถิ่นแล้ว ได้มีการเพิ่มเรื่องคณะกรรมการที่ปรึกษาและพัฒนานโยบาย  ซึ่งรูปแบบ อปท.เดิมไม่มี เพื่อ เป็นกลไกในการสนับสนุนเรื่องการบริหารจัดการพื้นที่เศรษฐกิจ   ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการนโยบาย แต่ในการตัดสินต้องเป็นคนที่มาจากการเลือกตั้ง   คณะกรรมการชุดนี้มีหน้าที่ให้คำปรึกษาเท่านั้น

2. เรื่องรายได้    ในพื้นที่แม่สอดต้องมีการพัฒนาเศรษฐกิจ การค้า  การพัฒนาจากนี้ไปต้องมีการคำนึงถึงสภาพแวดล้อม ดังนั้นนอกจากรายได้ที่สามารถจัดเก็บเองและได้รับจากการจัดสรรจากส่วนกลางแล้ว  ในพื้นที่ต้องมีความสามารถในการเก็บค่าธรรมเนียมในรูปแบบต่างๆ เช่น  ค่าธรรมเนียมการจัดการบริหารสาธารณะ  ค่าธรรมเนียมจากผู้ก่อมลภาวะ   หรือค่าธรรมเนียมที่รัฐจัดเก็บอยู่แต่ไม่ได้แบ่งให้ท้องถิ่น  โดยจากนี้ไปรายได้ท้องถิ่นไม่จำเป็นต้องเหมือนกันแต่อย่างใด เพื่อให้เกิดความยืดหยุ่นในอนาคตว่าเรื่องการจัดเก็บรายได้จะสอดคล้องกับพื้นที่

3. อำนาจของ อปท.รูปแบบพิเศษจะต้องมีความชัดเจนและสอดคล้องกับเป้าหมายการจัดตั้ง  ไม่ใช่มีอำนาจแต่ในตัวกฎหมายในทางปฏิบัติกลับทำอะไรไม่ได้  ดังนั้น ในกรณีของแม่สอดซึ่งเป็นพื้นที่เศรษฐกิจพิเศษต้องให้อำนาจท้องถิ่นในเรื่องการส่งเสริมการลงทุนด้วย  เพื่อเป็นต้นแบบให้กับพื้นที่อื่นๆ ที่จะไม่ต้องอยู่ในกรอบเดิมๆอีกต่อไป

4. ข้อนี้ถือว่าสำคัญที่สุด  ประเด็นนี้คือเรื่องของกฎหมายที่จะปลดล็อกพันธนาการทางกฎหมายที่เคยมีความทับซ้อนกันระหว่างส่วนกลางกับท้องถิ่น  เพราะเห็นแล้วว่าการกระจายจะไม่มีความคืบหน้าและสำเร็จมากนัก ตราบเท่าที่หน่วยงานส่วนกลาง หรือ ส่วนภูมิภาคยังมีอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายบางฉบับที่เป็นกฎหมายเฉพาะ จะทำให้มีการโต้แย้งกันตลอดว่าอำนาจจะโอนไปอยู่ที่ อปท.ได้หรือไม่   ซึ่งโดยส่วนใหญ่หน่วยงานส่วนกลางและภูมิภาคจะไม่ไป   เพราะเขายังมีความผิดชอบทางกฎหมาย

ดังนั้น ประเด็นใหม่ที่ได้ใส่ไปในกฎหมายการจัดตั้งอปท.รูปแบบพิเศษครั้งนี้   คือ  งานใดที่เป็นอำนาจของท้องถิ่นถ้ามีกฎหมายเฉพาะของส่วนกลางอยู่ไม่ว่าจะเป็นระดับใดก็ตามให้ถือว่าลบล้างกฎหมายดังกล่าวและเป็นการแก้ไขกฎหมายนั้นไปเลย ซึ่งหากหลักการดังกล่าวผลักดันได้สำเร็จการกระจายอำนาจจะง่ายกว่าเดิมมาก ไม่เช่นนั้นหากติดกฎหมายหลายฉบับอยู่ที่กระทรวง ทบวง กรมต่างๆ ก็ต้องไปแก้กฎหมายทุกฉบับ  ซึ่งหากเป็นแบบนั้นไม่รู้ว่าจะต้องใช้เวลานานเท่าใดและการกระจายอำนาจคงไม่มีความคืบหน้า

นายกฯ  ย้ำว่า   หลักการของกฎหมาย รูปแบบอปท.รูปแบบพิเศษ เรื่องใดเป็นอำนาจของท้องถิ่นให้มีลบล้างกฎหมายเดิมไปได้เลย  ซึ่งมีข้อโต้แย้งว่าทำได้หรือไม่   แต่ยืนยันว่าในอดีตที่ผ่านมาเราเคยด้วยหลักการแบบนี้มาแล้ว  มีอำนาจในกฎหมายในระดับเดียวกันก็สามารถยุบหน่วยงานที่ตั้งขึ้นโดยพระราชบัญญัติ  โดยพระราชกฤษฎีกา  อย่างไรก็ตามแม้ว่าตอนนี้ยังมีความเห็นที่ต่างกันแต่ก็หวังว่าการผลักดันเรื่องนี้สำเร็จ เพราะหากทำได้จะถือว่าเป็นปลดล็อคครั้งใหญ่ในการที่จะทำให้การถ่ายโอนอำนาจเกิดขึ้นได้อย่างรวดเร็วแท้จริง

ทั้งหมดนื้คือแผนการใหญ่ของรัฐบาล  “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ”  ที่จะปลดล็อคการกระจายอำนาจครั้งใหญ่ที่สุดอีกครั้งหนึ่ง   เพื่อให้อำนาจเป็นของท้องถิ่นให้มากที่สุด  แต่จะถึงฝั่งฝันหรือไม่ต้องติดตาม เพราะธรรมชาติมนุษย์และธรรมชาติการเมืองย่อมไม่มีใครอยากสูญเสียอำนาจที่ตนเองเคยมีอยู่แล้ว

ข่าวล่าสุด

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ