
LPG สองราคาเป็นไปได้หรือฝันไป (ตอน 2)
....โชติชัย สุวรรณาภรณ์
การทำ LPG สองราคานั้นเงื่อนไขหลักที่รัฐบาลเป็นห่วงก็คือเรื่องของการดูแลประชาชนในภาคครัวเรือนและผู้ประกอบอาชีพขายอาหาร รวมทั้งกลุ่มผู้ใช้รถยนต์โดยเฉพาะในกลุ่มผู้ขับรถแท็กซี่ไม่ให้ได้รับความเดือดร้อนในด้านค่าครองชีพจากการขึ้นราคา LPG หากรัฐจะต้องเลิกอุดหนุน เพราะในปัจจุบันนี้รัฐต้องใช้เงินกองทุนน้ำมันฯ ที่เก็บจากน้ำมันประเภทต่างๆ มาทำการอุดหนุนก๊าซ LPG ในสองส่วนคือ 1. อุดหนุนการนำเข้าด้วยการชดเชยส่วนต่างระหว่างราคาในตลาดโลกกับราคา ณ โรงกลั่นและโรงแยกก๊าซที่ถูกตรึงไว้ และ 2.อุดหนุนค่าขนส่งไปยังคลังก๊าซทั่วประเทศ ซึ่งการอุดหนุนส่วนนี้จะช่วยให้ราคาขายส่งก๊าซ LPG ณ คลังก๊าซในต่างจังหวัดเท่ากันทั่วประเทศ (แต่ราคาขายปลีกจะแตกต่างตามระยะทางจากคลังก๊าซไปยังสถานีปลายทาง) เงินอุดหนุนในสองส่วนนี้แต่ละเดือนก็สูงมากถึงราวๆ 1,800 ล้านบาทโดยเฉลี่ย ซึ่งคิดเป็นราวครึ่งหนึ่งของรายได้เงินกองทุนน้ำมันฯ ทั้งหมดในแต่ละเดือนที่จัดเก็บจากน้ำมันแต่ละชนิด
ในปัจจุบันการกำหนดราคาก๊าซ LPG ในประเทศไทยนั้นเป็นการดำเนินการตรึงราคาทั้งหน้าโรงกลั่นและราคาขายปลีก ซึ่งปัจจุบันรัฐบาลตรึงไว้ที่ราคา 18.13 บาท/กิโลกรัม มา 2 ปีกว่าแล้ว (นับแต่เดือน เม.ย. 2551) โดยอ้างอิงจากราคาในตลาดโลกที่ราคา 333 เหรียญสหรัฐ/ตัน แต่ปัจจุบันราคาอ้างอิงในตลาดโลกได้ปรับตัวเพิ่มขึ้นไปเกินกว่า 2 เท่าตัวแล้ว อยู่ที่ราว 800 เหรียญสหรัฐ/ตัน ทำให้ภาระการชดเชยของรัฐสูงถึงเกือบ 16 บาท/กิโลกรัม การที่รัฐมีนโยบายที่เน้นการกำหนดราคา LPG ในประเทศที่ถูกเกินจริงเช่นนี้ จึงเป็นการกระตุ้นให้เกิดการนำเข้าอย่างต่อเนื่อง ในขณะเดียวกันปริมาณการบริโภค LPG ในประเทศก็เพิ่มสูงขึ้นอย่างมากแบบก้าวกระโดด ซึ่งทำให้ยอดสะสมภาระชดเชยการนำเข้า LPG นับแต่เดือน เม.ย. 2551 ถึง เดือนต.ค. 2553 สูงถึงประมาณ 3.2 หมื่นล้านบาท
การขยายตัวของปริมาณการใช้อย่างก้าวกระโดดจากประมาณ 8% ในปี 2552 และคาดว่าจะถึง 12% ในสิ้นปี 2553 ซึ่งการขยายตัวของปริมาณการใช้นี้ส่วนใหญ่เป็นผลมาจากการขยายตัวของกลุ่มผู้ใช้ทุกกลุ่ม แต่ผู้ใช้ในกลุ่มอุตสาหกรรมและกลุ่มปิโตรเคมีจะมีอัตราการขยายตัวสูงสุด เนื่องจากการพัฒนาของอุตสาหกรรมปิโตรเคมีที่จำเป็นต้องใช้ LPG เป็นวัตถุดิบ โดยคาดว่า ณ สิ้นปี 2553 สัดส่วนการใช้ LPG 4 อันดับแรกคือ ภาคครัวเรือน (41%) ปิโตรเคมี (27%) อุตสาหกรรม (13%) และรถยนต์ (11%) ถึงแม้ว่าการใช้ LPG สำหรับอุตสาหกรรมปิโตรเคมีจะปรับตัวเพิ่มขึ้น แต่ถือว่าเป็นการใช้ทรัพยากรที่มีความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจสูง เพราะสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มได้สูงถึง 640 เท่าตัว นับจากมูลค่าวัตถุดิบตั้งต้นเปลี่ยนเป็นผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีในขั้นสุดท้าย ซึ่งมีประโยชน์ต่อการจ้างงานสร้างรายได้ให้แก่คนไทยและพัฒนาภาคอุตสาหกรรมของประเทศให้มีความเข้มแข็งต่อเนื่อง และลดการพึ่งพาวัตถุดิบผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีจากต่างประเทศ m
สัปดาห์หน้าว่ากันต่อครับ
แต่ถึงแม้การนำLPGไปเผาเป็นเชื้อเพลิงสำหรับครัวเรือน ยานยนต์ และภาคอุตสาหกรรมอาจไม่ได้สร้างมูลค่าเพิ่มแก่ระบบเศรษฐกิจได้สูงอย่างอุตสาหกรรมปิโตรเคมีก็ตาม แต่แนวโน้มการใช้ LPG ในรูปแบบนี้ก็ยังเปลี่ยนแปลงได้ยาก สาเหตุส่วนหนึ่งเกิดจากการตรึงราคา LPGไว้นานเกินไปจนทำให้พฤติกรรมการใช้ LPGมีแนวโน้มที่ไม่ประหยัดและบิดเบือน สำหรับในภาคครัวเรือนนั้นการหาเชื้อเพลิงชนิดอื่นมาทดแทนก๊าซหุงต้มอาจจะทำได้ค่อนข้างยาก ดังนั้นจึงเป็นเหตุอันสมควรที่รัฐจะเข้ามาดูแลเพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบต่อค่าครองชีพมากนัก แต่รัฐก็ควรทำความเข้าใจกับประชาชนผู้ใช้ก๊าซหุงต้มด้วยเช่นกันว่าในอนาคตราคาก๊าซหุงต้มที่เป็นอยู่ในปัจจุบันนี้ไม่อาจจะดำรงอยู่ได้ตลอดไป การวางแผนทำความเข้าใจกับประชาชนเสียแต่เนิ่นๆ จะช่วยให้เกิดการเตรียมพร้อมที่จะปรับเปลี่ยนพฤติกรรมมากขึ้น ข้อเสียอีกประการของการตรึงราคาก๊าซ LPGในระดับต่ำเช่นนี้เป็นการสร้างเหตจูงใจให้เกิดความพยายามลักลอบนำก๊าซ LPGในประเทศไปขายยังประเทศเพื่อนบ้านเช่นลาว กัมพูชา ซึ่งราคา LPG ในประเทศเหล่านั้นใกล้เคียงกับราคาต้นทุนในตลาดโลก จึงทำให้ผู้ลักลอบสามารถทำกำไรจากส่วนต่างราคาที่ประเทศไทยตรึงไว้ได้ถึง 2 เท่าตัว นั่นเท่ากับว่าเราคนไทยกำลังช่วยกันอุ้มผู้ใช้ LPGในประเทศเพื่อนบ้านทางอ้อมโดยไม่รู้ตัว ถึงแม้ว่าจะมีความพยายามป้องกันการลักลอบการส่งออกอยู่ก็ตามที แต่การป้องปรามก็ไม่อาจกระทำได้ครบทุกจุด จึงยังคงมีการรั่วไหลเช่นนี้อยู่ต่อไป ตราบใดที่ระบบยังถูกบิดเบือนการแก้ปัญหาที่ปลายทางจึงเป็นแค่การแก้ปัญหาที่ปลายเหตุเท่านั้น
ในส่วนของภาคยานยนต์นั้นการทำความเข้าใจกับผู้ใช้รถยนต์ให้เห็นว่าแท้จริงแล้วการเติมก๊าซ LPGในรถยนต์ไม่ได้ช่วยให้เกิดการประหยัดมากที่สุด ถึงแม้ว่าการเติมก๊าซ LPG จะประหยัดกว่าการเติมน้ำมันแกสโซฮอลก็ตาม แต่การเติม NGVในรถยนต์จะมีต้นทุนต่อหน่วยต่ำที่สุดเนื่องจากค่าความร้อนของเชื้อเพลิงสูงสุดและราคาเชื้อเพลิงต่อหน่วยก็นับว่ายังถูกมากเมื่อเทียบกับต้นทุนจริงของมัน จากการทดสอบพบว่าถ้าคิดเป็นค่าใช้จ่ายเชื้อเพลิงที่เกิดขึ้นต่อ 1 กิโลเมตร การใช้ NGV จะเสียค่าใช้จ่ายประมาณ 0.59 บาท ทั้งนี้ NGV ประหยัดกว่า LPG 35% และประหยัดกว่า แก๊สโซฮอล์ 74% ในส่วนของภาคอุตสาหกรรมการส่งเสริมให้หันไปใช้เชื้อเพลิงชนิดอื่นที่ถูกกว่าย่อมส่งผลดีต่อการพัฒนาอุตสาหกรรมของประเทศในระยะยาว
ประเด็นที่ยังเหลืออยู่ซึ่งจะต้องขบคิดถึงวิธีการจัดการในช่วงเปลี่ยนผ่านของการดูแลให้เกิดผลกระทบน้อยที่สุดหากจะต้องมีการทำ LPG สองราคาแล้วก็คือการทำความเข้าใจกับประชาชนอย่างตรงไปตรงมาว่ากลไกสองราคาไม่ใช่ทางออกที่ดีที่สุดในระยะยาว แต่รัฐจำเป็นต้องเลือกใช้วิธีนี้เพื่อดูแลผู้ใช้ในภาคครัวเรือน และผู้ใช้รถเพื่อให้เกิดผลกระทบน้อยที่สุดในด้านภาระค่าครองชีพ พร้อมทั้งควรมีกลไกและมาตรการป้องกันการนำเอาก๊าซ LPG ราคาถูกซึ่งควรจะเป็นประโยชน์ต่อภาคครัวเรือนและภาคขนส่งไปใช้ในภาคอื่นๆ อีกทั้งควรให้ข้อมูลที่ถูกต้องแก่สังคมว่าในระยะยาวแล้วรัฐจำเป็นต้องยกเลิกการอุดหนุน LPG เพื่อให้ต้นทุนของมันในตลาดสะท้อนต้นทุนที่แท้จริง อันจะทำให้การจัดสรรการใช้ LPG เป็นไปตามกลไกตลาด และมีประสิทธิภาพต่อระบบเศรษฐกิจสูงสุด
ส่วนข้อสังเกตอีกประการที่อยากจะฝากไว้ก็คือเมื่อราคาของ LPG ปรับตัวสูงขึ้นเพื่อสะท้อนต้นทุนตลาดโลกแล้วต้นทุนของวัตถุดิบอุตสาหกรรมปิโตรเคมีและเชื้อเพลิงในภาคอุตสาหกรรมย่อมมีแนวโน้มสูงขึ้นตามไปด้วย ซึ่งหากไม่เตรียมมาตรการรองรับให้ดีแล้วราคาของสินค้าทั่วไป และรวมถึงสินค้าที่ใช้ผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีเป็นวัตถุดิบ เช่นพวกเส้นใย และพลาสติก ก็อาจจะปรับตัวสูงขึ้นได้ รัฐจึงควรหาแนวทางป้องกันปัญหาดังกล่าวไม่ให้เกิดขึ้นมิเช่นนั้นจะกลับเป็นการเพิ่มภาระค่าครองชีพ และก่อให้เกิดปัญหาเงินเฟ้อ รวมทั้งจะกลายเป็นการลดความสามารถในการแข่งขันทางเศรษฐกิจกับต่างประเทศได้ ผมว่าถ้าเอาความจริงมาพูดกันอย่างตรงไปตรงมา เพื่อให้ทุกฝ่ายเตรียมพร้อมและเห็นปัญหาล่วงหน้าจะได้สามารถวางแผนรับมือได้ถูกต้องทันการณ์ โดยต่างยอมเสียสละกันบ้างเพื่อประโยชน์อันยั่งยืนของประเทศในวันข้างหน้า นั่นแหละครับจึงจะเป็นทางออกของการปฏิรูปประเทศไทยอย่างแท้จริง







