
แผน2ยันดีเซล
ให้สิทธิรมว.พลังงานรีดกองทุนฯส่วนแอลพีจีโยนรัฐบาลเคาะลอยราคาอุตฯ
ให้สิทธิรมว.พลังงานรีดกองทุนฯส่วนแอลพีจีโยนรัฐบาลเคาะลอยราคาอุตฯ
แผนก๊อกสองตรึงดีเซล มอบอำนาจ รมว.พลังงานสั่งลดเพิ่ม เงินเข้ากองทุนฯ ไม่เกิน 1 บาทต่อลิตร
แหล่งข่าวจากกระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่า คณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.)ได้หารือถึงมาตรการสำรองกรณีไม่สามารถรักษาระดับราคาดีเซลไว้ที่ลิตรละ 30 บาทได้ จะให้อำนาจ รมว.พลังงานปรับลด หรือเพิ่มอัตรานำส่งเงินเข้ากองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงของดีเซล บี3 และ บี5 ได้ไม่เกิน 1 บาท/ลิตร โดยไม่ต้องเรียกประชุม กบง. แต่ให้รายงานภายหลังได้ซึ่งจะสรุปเรื่องนี้อีกครั้ง
อย่างไรก็ตาม ยอมรับว่าถ้าคณะกรรมการกบง.จำเป็นต้องใช้มาตรการนี้จริง เงินกองทุนน้ำมันฯ ที่กันไว้แล้วจำนวน 5,000 ล้านบาท คงจะดูแลราคาดีเซลได้เพียง 12 เดือนเท่านั้น
“กบง.ยังไม่ได้อนุมัติแนวทางดังกล่าวอย่างเป็นทางการ แค่เสนอกันไว้เป็นแผนสำรอง หากราคาน้ำมันในตลาดโลกเกิดความผันผวนขึ้นมาอีก” แหล่งข่าวระบุ
นอกจากนี้ ได้มีการคาดการณ์แนวโน้มราคาน้ำมันตลาดโลกเดือนม.ค.2554 ราคาน้ำมันดิบดูไบจะอยู่ที่ 88 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล และ ดีเซล 102 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล แม้ปัจจุบันราคาน้ำมันดิบดูไบจะแตะ 89.60 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล และดีเซลตลาดสิงคโปร์ 102.10 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล ก็ตาม
สำหรับนโยบายปรับโครงสร้างราคาก๊าซหุงต้ม (แอลพีจี) 2 ราคา คือ ราคาภาคครัวเรือนและขนส่ง กับภาคอุตสาหกรรมและปิโตรเคมี แนวโน้มรัฐบาลจะตรึงราคาภาคครัวเรือนและขนส่งต่อ โดยจะทยอยลอยตัวราคาภาคอุตสาห กรรมและปิโตรเคมีให้สะท้อนตลาดโลก เพื่อลดภาระชดเชยของกองทุนน้ำมันฯ
อย่างไรก็ตาม รัฐบาลจะต้องพิจารณาการปรับวิธีจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม ที่อาจจะเก็บจากหัวจ่ายแอลพีจีในภาคขนส่ง เหมือนกับหัวจ่ายน้ำมันจากเดิมที่จัดเก็บจากต้นทาง เพื่อให้สามารถจัดเก็บภาษีได้ครบถ้วน เพราะที่ผ่านมามีการหลีกเลี่ยงแจ้งยอดจำหน่ายแอลพีจีไม่ครบ ทำให้รัฐสูญเสียรายได้
ก่อนหน้านี้ สำนักงานนโยบายและแผนพัฒนาพลังงาน (สนพ.)ได้ศึกษาแนวทางการปล่อยลอยตั%CUR%วราคาแอลพีจี โดยเสนอให้ทยอยปรับขึ้นราคาเพื่อไม่ให้ผู้ใช้แอลพีจีได้รับผลกระทบมากเกินไป คือ ปรับแบบขั้นบันได หรือ 3 เดือนต่อครั้ง กำหนดไว้ขึ้นราคาครั้งละไม่เกิน12 บาท/ก.ก. ระยะเวลาที่เริ่มดำเนินการได้ต้องอยู่ในช่วงที่ราคาแอลพีจีตลาดโลกปรับลดลง ซึ่งควรจะอยู่ในช่วงหมดฤดูหนาว หรือประมาณเดือนมี.คเม.ย. ไปแล้ว
“คงต้องรอให้รัฐบาลเป็นผู้ชี้ขาดว่าจะเลือกลอยตัวราคาแอลพีจีภาคอุตสาหกรรมฯหรือไม่ ซึ่งต้องใช้ปัจจัยหลายด้านประกอบกัน รวมถึงการปรับวิธีจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม ที่อาจจะมาเก็บที่หัวจ่ายแอลพีจีในภาคขนส่งเหมือนกับหัวจ่ายน้ำมันจากเดิมที่จัดเก็บจากต้นทาง เพื่อให้สามารถจัดเก็บภาษีได้ครบถ้วนมากขึ้น เพราะที่ผ่านมามีการหลีกเลี่ยงแจ้งยอดจำหน่ายแอลพีจีไม่ครบ ทำให้รัฐสูญเสียรายได้” แหล่งข่าวกล่าว







