
ธปท.ยอมเฉือนเนื้อจ่ายหนี้กองทุนฟื้นฟู
ธปท.เสนอ 6 แนวทางใหม่สางหนี้กองทุนฟื้นฟูฯ 1.14 ล้านล้าน เล็งดึงจากรายได้รวมไม่ต้องรอบัญชีมีผลกำไร
ธปท.เสนอ 6 แนวทางใหม่สางหนี้กองทุนฟื้นฟูฯ 1.14 ล้านล้าน เล็งดึงจากรายได้รวมไม่ต้องรอบัญชีมีผลกำไร
ม.ร.ว.จัตุมงคล โสณกุล ประธานคณะกรรมการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า กระทรวงการคลังได้หารือกับ ธปท. เพื่อแก้ไขภาระหนี้กองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน (กองทุนฟื้นฟูฯ) ที่ปัจจุบันเหลือ 1.14 ล้านล้านบาท โดยคลังต้องการให้ ธปท.ช่วยในเรื่องการจัดการหนี้ให้เร็วขึ้น หลังจาก 10 กว่าปีที่ผ่านมาเงินต้นที่ ธปท.รับภาระลดลงเพียง 2.6 แสนล้านบาท ทำให้คลังต้องรับภาระจ่ายดอกเบี้ยประมาณ 67 หมื่นล้านบาททุกปี ถือเป็นภาระงบประมาณที่หนักมาก
“ผมได้หารือเรื่องนี้กับผู้ว่าการ ธปท. และเห็นตรงกันว่า ตอนนี้ ธปท.มีทุนสำรองทางการระหว่างประเทศมากขึ้น มีฐานะที่ดีขึ้นมากเมื่อเทียบกับช่วงวิกฤตปี 2540 ดังนั้น ธปท. ก็ควรที่จะพยายามให้มากขึ้นในการช่วยหาเงินมาจัดการแก้ไขหนี้กองทุนฟื้นฟูฯ ที่ยังเหลืออยู่อีกมาก ไม่ใช่อยู่เฉยๆ รอว่าปีไหนจะมีกำไรค่อยตัดส่งไปใช้หนี้” ม.ร.ว.จัตุมงคล กล่าว
เพราะถ้ารอมีกำไรก็คงลำบากเพราะธปท.ไม่ใช่องค์กรแสวงหากำไร ตรงข้ามต้องดูแลค่าเงินรับภาระขาดทุนให้ภาคธุรกิจอยู่ได้ ฉะนั้น งบดุลของธปท.จะขาดทุนมากกว่าจะกำไร การจะคืนเงินต้นจากกำไรเหมือนทุกวันนี้คงเป็นเรื่องยาก”
นอกจากนั้น ควรจะเปลี่ยนที่มาของเงินที่จะนำไปตัดหนี้เงินต้นกองทุนฟื้นฟูฯ ให้มาจากแหล่งอื่น หรือจากฐานสินทรัพย์กองอื่นๆ ที่ ธปท.มี เพื่อจะได้กำหนดให้ชัดเจนเลยว่าจะนำรายได้จากกองไหน อย่างไรมาใช้ชำระหนี้ก้อนนี้
โดยขณะนี้นายประสาร ไตรรัตน์วรกุล ผู้ว่าการ ธปท. เห็นด้วยที่จะเปลี่ยนที่มาของเงินที่จะใช้ตัดหนี้ จากเดิมที่มาจาก “กำไร” เป็นให้มาจาก “รายได้” บางส่วนที่ยังไม่หักลบรายจ่ายของ ธปท.แทน ซึ่งหากเป็นการตัดจ่ายจากรายได้บางส่วนน่าจะทำให้มีเงินไปตัดหนี้ ลดลงได้ทุกปี มากบ้างน้อยบ้าง แต่ยังมีรายได้ตัดหนี้ได้ทุกปี
สำหรับรายได้จะมาจากรูปแบบใด หรือสินทรัพย์กองใดจึงจะเหมาะสมที่จะนำมาเป็นรายได้ตัดหนี้กองทุนฟื้นฟูฯ ยังไม่มีข้อสรุป ธปท.กำลังไปดำเนินการพิจารณาอยู่ ซึ่งสินทรัพย์ที่จะบริหารก็ควรให้ประชาชนเห็นด้วยว่ารายได้ส่วนนั้นความจริงก็ควรเป็นของรัฐบาล และของแผ่นดินอยู่แล้วและยังบอกไม่ได้ว่าต้องแก้กฎหมายอย่างไรหรือไม่ เพราะตอนนี้ ผู้ว่าการ เท่ารับทราบ
“ผู้ว่าการ ธปท. กำลังพิจารณาอยู่ 56 แนวทาง และถ้าได้แนวทางที่เหมาะสมแล้ว ผู้ว่าการ ธปท.คงจะนำมาเสนอให้บอร์ด ธปท.พิจารณาอีกครั้ง เพราะเป็นเรื่องที่กระทบกับงบดุลของ ธปท.” ม.ร.ว.จัตุมงคล กล่าว
อย่างไรก็ตาม ธปท.ไม่เห็นด้วยกับการเร่งแก้ไขหนี้กองทุนฟื้นฟูฯ ด้วยกับการออกพันธบัตรรัฐบาลที่ปลอดดอกเบี้ย (ซีโร่คูปอง) ในวงเงินเท่ากับภาระดอกเบี้ยจ่ายที่ประมาณ 6.7 หมื่นล้านบาท เพราะถือเป็นแนวทางที่ยังไม่เหมาะสม เนื่องจากการแก้ไขหนี้ควรมองหาวิธีที่เหมาะสมที่สุดและเป็นการแก้ไขหนี้ที่แท้จริง ไม่ใช่แก้ปัญหาภาระงบประมาณระยะสั้นเท่านั้น
นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กล่าวถึง กรณีกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงดูแลน้ำมันดีเซลไม่ให้เกินลิตรละ 30 บาท ว่า สาเหตุที่ไม่ใช้ภาษีสรรพสามิตมาดูแล เพราะเรื่องภาษีจะมีความคล่องตัว หรือยืดหยุ่นน้อยกว่า การจะปรับขึ้นลงบ่อย ๆ ในระบบภาษีนั้น คงไม่เหมาะ จึงมาพิจารณาเรื่องกองทุนฯ ซึ่งในวันที่รัฐบาลเข้ามาบริหารประเทศ กองทุนน้ำมันติดลบ แต่วันนี้เกินอยู่ 2 หมื่นกว่าล้าน จึงเห็นตรงกันว่าให้ผ่านหน้าหนาวไปก่อน ดังนั้น ในช่วงนี้ให้กองทุนน้ำมันดูแลก่อน จากนั้น ค่อยมาว่ากัน เนื่องจากมีเรื่องการเก็งกำไรค่อนข้างมากในตลาดโลก และการที่เรามีมติเช่นนี้ จะได้ไม่มีการขึ้นราคาสินค้า และค่าขนส่ง ทั้งนี้ ในระหว่างนี้ จนถึงสิ้นเดือน ก.พ.2554 มั่นใจว่าฐานะของกองทุนน้ำมันยังเป็นบวกค่อนข้างมาก







