
กายและใจเดียวกัน
....ภุมรัตนื ทักษาติวงษ์
เดือน ธ.ค.ของทุกปี คนไทยถือว่าเป็นเดือนมงคล และเป็นเดือนแห่งการเฉลิมฉลอง เดือนแห่งความสุข โดยเฉพาะงานเฉลิมพระชนมพรรษาของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว องค์ปัจจุบัน พระองค์ท่านคือจิตวิญญาณของชาติ ในหลวงพระองค์นี้กับคนไทยเป็นอันหนึ่งอันเดียวที่แยกจากกันไม่ออก ประหนึ่งกายและใจเดียวกัน เมื่อในหลวงมีความสุข คนไทยก็มีความสุข เมื่อในหลวงทุกข์คนไทยก็ทุกข์ ในทางกลับกัน เมื่อคนไทยมีความสุข ในหลวงก็มีความสุข เมื่อคนไทยมีความทุกข์ ในหลวงก็ทุกข์ไปด้วย
ในขณะที่คนไทยมีความสุขกับงานเฉลิมฉลองและได้เฝ้าชมพระบารมีบ่อยครั้งขึ้นทั้งการเข้าเฝ้าฯ โดยตรง และผ่านโทรทัศน์เนื่องในโอกาสต่างๆอีกด้านหนึ่งได้มีคนกลุ่มหนึ่งได้แสดงออกในทางที่ตรงกันข้าม โดยทำในสิ่งที่ขัดกับความรู้สึกของคนไทยทั่วประเทศ อาทิ ประกาศว่าพวกเขาจะแต่งชุดดำทั้งเดือน หรือจัดงานโดยใช้ชื่อในลักษณะเสียดสี ซึ่งสังคมพอรู้กันว่า คนพูดและคนทำหรือคิดจะทำมีเจตนาอะไร แต่ก็ยังมีคนใส่เสื้อดำจำนวนไม่น้อยเข้าร่วมงานเมื่อวันที่ 10 ธ.ค. 2553
ในช่วงบ่ายก่อนมาร่วมงานที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย มีการจัดเวทีเสวนาที่มหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง คนที่มาร่วมฟังส่วนใหญ่ใส่เสื้อสีแดงและสีดำ หลังจากการเสวนา คนเสื้อแดงดำ ก็เดินไปร่วมงานที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย บรรดาดอกเตอร์อาจารย์ที่อภิปราย
“เชิงวิชาการ” มีทั้งการยกตัวอย่างเปรียบเปรย เปรียบเทียบ การตั้งคำถาม และบ่อยครั้งก็พูดตรงๆ ที่มุ่งไปที่สถาบันสูงสุด หากใครได้ฟังก็พอจะรู้ได้ว่า ผู้จัด ผู้อภิปราย และผู้ฟังต้องการอะไรแม้แต่คนเสื้อแดงบางคนที่ไปร่วมงานและเอามาเล่าให้ฟังยังบอกว่าแทบทนไม่ไหว แต่ก็ไม่กล้าที่จะลุกออกมา เขาอ้างว่าที่มาร่วมงานไม่ใช่ต้องการมาต่อต้านสถาบันสูงสุด แต่ต้องการมาต่อต้านรัฐบาลอภิสิทธิ์ และเอาทักษิณกลับมา อีกทั้งมาเรียกร้องประชาธิปไตย
คำอภิปรายบางตอนอาจสะใจคนที่ฟังส่วนใหญ่ในห้องประชุม แต่หากคนไทยส่วนอื่นในประเทศได้ฟังคงสะเทือนใจไม่น้อย และคงคิดไม่ถึงว่ากลุ่มคนเหล่านี้คิดได้อย่างไร คนเสื้อแดงบางคนที่นำมาเล่าและเอาเทปมาเปิดให้ฟังบอกว่า ตนเองแม้จะทำใจเป็นกลาง หรือพยายามคิดในทางที่ดีกับคนที่พูด และให้ความเป็นธรรมเต็มที่ในฐานะเสื้อแดงด้วยกันยังรับไม่ได้
หากศึกษาประวัติศาสตร์การเมืองไทยหลังปี 2475 จะพบว่า พระมหากษัตริย์ของไทยถูกข่มขู่ คุกคามทั้งทางตรงและทางอ้อมตลอดมา และดูเหมือนจะรุนแรงมากขึ้นต่อยุวกษัตริย์ไทยและพระเจ้าน้องยาเธอขณะนั้นจากกลุ่มอิทธิพลทางการเมือง จนนำไปสู่การลอบปลงพระชนม์ในหลวงรัชกาลที่ 8
หากท่านได้อ่านหนังสือชื่อว่า
“เดอะ เรฟเวอลูชันนารี คิง” หรือ “กษัตริย์นักปฏิวัติ” จะเห็นได้ว่า เมื่อขึ้นครองราชย์ใหม่ๆ พระองค์ท่านถูกข่มขู่คุกคามตลอดมาจากกลุ่มอิทธิพลทางการ เมืองในประเทศและการเมืองระหว่างประเทศจนกระทั่งจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ได้ออกมาถวายพระเกียรติและปกป้องคุ้มครองสถาบันพระมหากษัตริย์อย่างเต็มที่ เรื่อยมาจนถึง พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ซึ่งทำให้สถาบันมีความมั่นคงยิ่ง จนสามารถสรุปได้ว่า เมื่อใดก็ตามที่กองทัพวางเฉยหรือดีแต่พูด สถาบันก็ตกอยู่ในอันตรายเป็นที่น่าสังเกตว่า พระมหากษัตริย์ไทยพระองค์นี้ถูกคุกคามมากในช่วงที่พระองค์ท่านทรงพระเยาว์และช่วงทรงพระชราภาพ ระยะหลังนักการเมืองที่มีอำนาจสูงสุด บางคนได้เริ่มท้าทาย โดยอ้างมาจากประชาชน เพราะได้รับเลือกตั้ง14 ล้านเสียง
ทำให้ทูตตะวันตกบางคนที่คลั่งการเลือกตั้งชักหลงเชื่อ แต่เมื่อได้เห็นประชาชนใส่เสื้อสีเหลืองเข้าเฝ้าฯ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เต็มลานพระบรมรูปทรงม้าล้นมายังถนนราชดำเนินนอกและถนนศรีอยุธยา และที่เฝ้าผ่านทางโทรทัศน์ ทำให้ทูตตะวันตกคนนั้นได้ตระหนัก และแจ้งจุดยืนของรัฐบาลประเทศตนว่า หากนักการเมืองไทยมีปัญหากับสถาบันสูงสุด รัฐบาลประเทศของเขาไม่มีทางเลือกเป็นอย่างอื่นนอกจากจะต้องเลือกสถาบันสูงสุด
กระแสสาธารณรัฐขึ้นสูงช่วงหลังการปฏิวัติปี 2475 และแผ่วไป เริ่มกลับมาโหมกระแสอีกครั้งหลังปี 2549 นักการเมืองที่สูญเสียอำนาจพยายามป้ายความผิดไปยังสถาบัน ทั้งที่ต้นตอของปัญหามาจากพฤติกรรมของตนเอง
ประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศไม่ได้เดือดร้อนอะไรเลยกับสิ่งที่เป็นอยู่ปัจจุบัน ซ้ำยังมีความสุขที่ได้เป็นพสกนิกรของในหลวงพระองค์นี้ แล้วทำไมคนพวกนี้ต้องมาเสนอโมเดลต่างๆ แยกในหลวงออกจากประชาชน ทั้งที่ในหลวงกับประชาชนคือกายและใจเดียวกัน
จริงอยู่ หลักการของพระพุทธศาสนานั้นไม่มีอะไรจีรังยั่งยืน มีเกิดและมีดับ มีการเปลี่ยนแปลงตามกาลเวลา แม้แต่พุทธศาสนาซึ่งจะอยู่ได้หรือไม่ก็ขึ้นอยู่กับพุทธบริษัท 4 ถ้าพุทธบริษัท 4 ไม่เอา พุทธศาสนาก็อยู่ไม่ได้ แต่ในช่วงเวลาที่ผ่านมาก็มีคนบ่อนทำลายพระพุทธศาสนาอยู่เสมอ







