posttoday
.

.

19 มกราคม 2564

ยืนคนละมุม : ประกาศคำสั่งปิดโรงแรม-รีสอร์ท กาญจนบุรี  (รายงาน) 

กลายเป็นประเด็นดราม่าร้อนแรงบนโลกโซเชียลของ จ.กาญจนบุรี ในตอนนี้ ภายหลังจาก นายจีระเกียรติ ภูมิสวัสดิ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดกาญจนบุรี ในฐานะประธานคณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัดกาญจนบุรี ผู้กำกับการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินจังหวัดกาญจนบุรี ออกคำสั่งเรื่อง มาตรการเฝ้าระวัง ป้องกัน และควบคุมการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID - 19) ระลอกใหม่ ในพื้นที่จังหวัดกาญจนบุรี โดยมีคำสั่งให้ปิดโรงแรม และรีสอร์ท รวมถึงสถานที่ที่มีลักษณะคล้ายกันทั้งจังหวัด ตั้งแต่วันที่ 14 ม.ค.2564 เป็นต้นไป   

จนทำให้ต้องออกมาชี้แจงทำความเข้าใจในเรื่องดังกล่าว โดยระบุว่า “ที่เมืองกาญจน์ปัจจุบันโรงแรม รีสอร์ทที่อยู่ในระบบมีหลายร้อยโรงแรมแต่ละแห่งมีพนักงานนับร้อยคนบางแห่งก็หลายร้อย ขณะก่อนจังหวัดประกาศปิดส่วนใหญ่ยอดจองที่พักเป็นศูนย์ หลายแห่งประกาศปิดตัวเองไปก่อนหน้านี้ซึ่งแน่นอนว่าพนักงานย่อมไม่ได้รับค่าจ้างสร้างความเดือดร้อน บางแห่งจ่ายเงินเดือนพนักงานแค่ 9 วัน แน่นอนย่อมเกิดความเดือดร้อนแก่ครอบครัวพนักงานนับหมื่นครอบครัว 

จังหวัดได้พิจารณากรณีนี้ว่าในสถานการณ์ปัจจุบันเมื่อจังหวัดเรายังถูกประกาศเป็นพื้นที่สีแดงเหมือนกับหลายๆ จังหวัดที่มีสถานการณ์รุนแรงมากการท่องเที่ยวของเราก็ต้องยอมรับว่ายังไปไม่ได้เช่นกัน สถานการณ์แหล่งท่องเที่ยว อุทยาน หลายแห่งประกาศปิดตัวเองไปก่อนหน้านี้ครอบครัวของพนักงานก็ได้รับการดูแลเยียวยาตามมโนธรรมของผู้ประกอบการมากบ้างน้อยบ้างแล้วแต่เจ้าของกิจการ 

จังหวัดได้พิจารณาเห็นว่าเพื่อความชัดเจนเป็นการตัดวงจรคนที่จะเดินทางและนำเชื้อมาแพร่ที่จังหวัดกาญจนบุรี เป็นหลัก ประกอบกับเพื่อให้พนักงานที่อยู่ในระบบประกันสังคมได้รับเงินประกันสังคม (กรณีภาครัฐสั่งปิด) รวมกับเงินช่วยเหลือจากรัฐบาลจะใกล้เคียงกับเงินเดือนที่ได้รับ ย่อมดีกว่าที่จะให้โรงแรมหรือรีสอร์ทไปไม่รอดและปิดกิจการเอง และในอนาคตหากโรงแรมหรือรีสอร์ทเหล่านี้ไม่อาจฟื้นตัวได้อย่างถาวร ผลเสียจะเกิดในภาพรวมมากกว่านี้เยอะ 

สำหรับรีสอร์ทขนาดเล็กที่ทำในระบบครอบครัวหรือมีลูกจ้างจำนวนไม่มากที่ไม่ได้อยู่ในระบบประกันสังคมและมีระบบคัดกรองเฝ้าระวังโรคที่ดีอยู่แล้วและมีลูกค้าประจำก็อาจได้รับผลกระทบบ้างแต่เราก็มีคำสั่งผ่อนผันเป็นข้อยกเว้นให้ซึ่งทราบกันอยู่แล้ว” 

ซึ่งก่อนหน้านี้ก็ได้ชี้แจงเบื้องต้นไปแล้วครั้งหนึ่ง ระบุว่า “ด้วยเหตุผลทั้งในเรื่องของการป้องกันโรคและในเชิงเศรษฐกิจควบคู่กัน ซึ่งคาดว่าน่าจะใช้เวลาไม่เกิน 1 เดือน โดยส่วนราชการและภาคธุรกิจการท่องเที่ยวในจังหวัดกาญจนบุรีเตรียมการที่จะนำเสนอการท่องเที่ยวเมืองกาญจน์ในรูปโฉมที่ให้ความมั่นใจกับทั้งนักท่องเที่ยวและประชาชนคนเมืองกาญจน์ ในการป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ทั้งจากในพื้นที่และการเข้ามาจากนอกพื้นที่จังหวัดกาญจนบุรี ซึ่งได้มีการประชุมเตรียมการในสัปดาห์ที่ผ่านมา การปิดครั้งนี้เป็นการถอยหลัง 1 ก้าวเพื่อเตรียมการจะก้าวไปข้างหน้า เราจะดูช่วงเวลาที่เหมาะสมและจะดำเนินการทันที” นี่คือคำชี้แจงของ นายจีระเกียรติ ภูมิสวัสดิ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดกาญจนบุรี 

ที่ผ่านมา ทางจังหวัดเคยออกคำสั่งปิดมาแล้วครั้งหนึ่ง ในช่วงสถานการณ์การแพร่ระบาดรอบแรก โดยประกาศปิดตั้งแต่วันที่ 27 มี.ค.2563 และประกาศผ่อนปรนให้เปิดกิจการ ตั้งแต่วันที่ 9 พ.ค.2563 และครั้งนี้ถือเป็นการประกาศปิดเป็นครั้งที่ 2 ซึ่งครั้งแรกไม่ได้ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักเหมือนเช่นการประกาศปิดครั้งนี้  

โดยผู้ประกอบการส่วนหนึ่งที่เห็นด้วย ให้ความเห็นว่า “คำสั่งมี 2 ฉบับ” ไม่ได้มีฉบับเดียวอย่างที่โพสต์ด่ากันในทุกวันนี้ ฉบับแรกคือคำสั่งปิดจริง ฉบับที่สองเป็นคำสั่งผ่อนผันสำหรับผู้ที่มีการจองล่วงหน้ามาแล้ว จะได้ไม่ต้องได้รับผลกระทบ แต่ก็ต้องปฏิบัติตามกฎความปลอดภัยสูงสุด ซึ่งเป็นข้อปฏิบัติพื้นฐานของทุกสถานประกอบการอยู่แล้ว 

“ปิด หรือ ไม่ปิดก็เหมือนกัน” ทุกวันนี้สถานการณ์การท่องเที่ยวของโรงแรม รีสอร์ทนั้นแทบจะไม่มีคนมาพักอยู่แล้ว หลังจากที่มีการระบาดของโควิดรอบ 2 จังหวัดกาญจน์เป็นพื้นที่ สีแดง จำนวนผู้เข้าพักลดลงกว่า 95% ทำให้ผู้ประกอบการต้องแบกภาระค่าใช้จ่ายสูง ขาดทุนอยู่ทุกสัปดาห์  

“สร้างความมั่นใจให้นักท่องเที่ยวใหม่” จังหวัดกาญจน์ของเราไม่มีผู้ติดเชื้อภายในพื้นที่คนใหม่เลย และผู้ที่ตรวจพบก็อยู่ในเขตกักกันแล้ว ดังนั้นหากเราสามารถสร้างพื้นที่สีเขียวได้ จะเป็นการเพิ่มความมั่นใจว่าจังหวัดกาญจน์นั้นพร้อมรับนักท่องเที่ยวอย่างสะอาด ปราศจากเชื้อ เมื่อเราเปิดจังหวัดอีกรอบ 

“ไม่เสี่ยงกับผู้ติดเชื้อรายใหม่เข้าพื้นที่” เราโชคดีที่ไม่มีการติดเชื้อรายใหม่ในพื้นที่ดังที่กล่าวมาแล้ว ดังนั้นเราควรที่จะรักษาพื้นที่ไว้เพื่อไม่ให้มีการติดเชื้อรายใหม่เข้าพื้นที่ เพราะหากเราไม่มีการติดเชื้อในพื้นที่เพิ่มขึ้นในช่วงเวลา 14-21 วัน เราสามารถประกาศเป็นพื้นที่สรเขียวได้ และพร้อมรับนักท่องเที่ยวใหม่ได้อย่างเต็มภาคภูมิ เพราะฉะนั้นคำสั่งนี้จึงมีผลให้โรงแรม รีสอร์ท ปิดอย่างน้อยก็ไม่ให้ผู้ติดเชื้อมี Time line เข้าพื้นที่จังหวัดกาญจนบุรี 

“ความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน” พื้นที่อำเภอศรีสวัสดิ์ ได้ประกาศเป็นอำเภอแรกที่ประกาศปิดพื้นที่ โดยไม่ขอรับนักท่องเที่ยวเลย ทั้งๆ ที่เป็นอำเภอที่มีอัตราการท่องเที่ยวสูงสุด ดังนั้นเพื่อความเป็นเอกภาพและภาพลักษณ์ที่ดี ทั้งนี้เราเป็นจังหวัดแรกที่ปิดและเราจะเป็นจังหวัดแรกที่เปิดอย่างเต็มภาคภูมิ เราพร้อมที่จะต้อนรับนักท่องเที่ยวอีกครั้งเมื่อพร้อม 

“ไม่ใช่ครั้งแรกที่ประกาศปิด” ครั้งที่แล้วจังหวัดกาญจน์เคยประกาศปิดแบบนี้มาแล้ว และได้รับผลตอบรับที่ดีเมื่อเราประกาศเปิดการท่องเที่ยวของจังหวัด จำได้หรือไม่!!! เมื่อเดือนมิถุนายถึงกันยายนที่ผ่านมาจำนวนนักท่องเที่ยวที่เดินทางมาเที่ยว ในจังหวัดกาญจนบุรีภายหลังจากที่ประกาศเปิดจังหวัดมากขึ้นเป็นอันดับและ 2 ต่อเนื่องกันหลายเดือน ทั้งนั้นจากยุทธศาสตร์ปิดจังหวัดและสร้างความมั่นใจให้นักท่องเที่ยว 

“มีแผนกระตุ้นการท่องเที่ยวรองรับ” ในการประชุมการท่องเที่ยวระดับจังหวัดที่ผ่านมาเมื่อวันที่ 8 มกราคม 2563 มีการเตรียมแผนกระตุ้นการท่องเที่ยวแล้วในชื่อว่า “เที่ยวเมืองกาญจน์ สบ๊าย สบาย” จากสมาคมส่งเสริมการท่องเที่ยวจังหวัดกาญจนบุรี ร่วมกับหน่วยงานของภาครัฐในจังหวัดเพื่อ ประกาศแผนการท่องเที่ยวนี้ให้กับสาธารณะชน เมื่อเราเปิดการท่องเที่ยวของจังหวัดอีกครั้ง 

“ผลดีกับทุกฝ่าย” จากสถานการณ์จำนวนนักท่องเที่ยวในปัจจุบัน ที่ผู้ประกอบขาดทุนและพนักงานไม่มีเงินรายได้พอที่จะเลี้ยงครอบครัว หลายครอบครัวไม่มีเงินจะซื้อข้าว ซื้อผัก บางครอบครัวไม่มีมีเงินซื้อนมให้ลูก ไม่มีเงินจ่ายค่าเล่าเรียนให้ลูกๆ ซึ่งบุคคลากรทางการท่องเที่ยวของจังหวัดนี้มีหลายหมื่นคน คำสั่งที่ออกมานี้จะช่วยให้เขาเหล่านั้นสามารถเบิกเงินช่วยเหลือจากประกันสังคมได้ ในขณะที่ก็จะแบ่งเบาภาระการขาดทุน จากสภาวะเศรษฐกิจที่ย่ำแย่ มีนักท่องเที่ยวไม่พอค่าใช้จ่ายในปัจจุบัน” 

“ผลกระทบทางอ้อม” ต้องยอมรับว่าธุรกิจการท่องเที่ยวของจังหวัดกาญจน์นั้นสร้างรายได้ให้จังหวัดเป็นอันดับ 2 รองจากถาคการเกษตร และมีผู้ที่เกี่ยวเนื่องหลายภาคส่วน เช่น ร้านอาหาร ร้านของฝาก ปั้มน้ำมัน ร้านกาแฟ ฯลฯ ทั้งนี้ผู้ประกอบการเหล่านั้นมีรายได้ส่วนหนึ่งจาก 1.นักท่องเที่ยว (พักค้างคืน) 2.นักทัศนาจร (เช้า-เย็นกลับ) 3.ลูกค้าในจังหวัด ดังนั้นรายได้ที่สูญเสียไปเป็นเพียงส่วนเดียวจากทั้ง 3 ส่วน ในขณะที่โรงแรม รีสอร์ท นั้นพึ่งพา รายได้จากนักท่องเที่ยวพักค้างคืนแต่เพียงอย่างเดียว ดังนั้นผู้ที่ได้รับผลกระทบสูงสุดจากการปิดโรงแรม รีสอร์ทในครั้งนี้คือผู้ประกอบการโรงแรม รีสอร์ทเอง 

“กาญจนบุรี อดทนร่วมกัน” เพื่อความเป็นเอกภาพ เพื่อความอยู่รอดของผู้ประกอบการท่องเที่ยวและผู้ที่มีธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกันกับการท่องเที่ยวของจังหวัด ครั้งนี้เราต้องอดทนร่วมกัน เพียงช่วงระยะเวลาสั้นๆ ประมาณ 1 เดือน ผมเชื่อว่าไม่ถึง 3 เดือนเหมือนครั้งที่แล้วแน่นอน แล้วเราจะกลับมารับนักท่องเที่ยวมากมายอีกครั้ง 

นอกจากนี้ยังให้ความเห็นว่า “หากท่านเปิดรับนักท่องเที่ยว มีนักท่องเที่ยวที่มาพัก แล้วโชคร้ายมีประวัติติดเชื้อจากภายนอก ออกข่าวว่ามาพักโรงแรมหรือรีสอร์ทของท่าน ผลเสียไม่ได้มีแค่ที่พักของท่านเท่านั้น หากแต่ส่งผลเสียกับทั้งจังหวัดและส่งผลเสียให้กับการท่องเที่ยวทั้งหมด เช่นจังหวัดกาญจน์จะถูกประกาศเป็นจังหวัดสีแดงต่อไปอีกอย่างน้อย 14-21 วัน พนักงานที่ทำถูกกฎหมายที่อยู่ในระบบถูกต้อง ก็จะสูญเสียรายได้เลี้ยงครอบครัว เลี้ยงปากท้อง เศรษฐกิจโดยรวมของจังหวัดก็จะเงียบเหงาต่อไป ฯลฯ ซึ่งท่านนั้นๆ ไม่สามารถรับผิดชอบในความเสียหายจากความประมาทครั้งนี้ได้” 

ขณะที่ผู้ประกอบการอีกส่วนหนึ่งที่ไม่เห็นด้วยกับคำสั่งดังกล่าว ระบุว่า “คำสั่งดังกล่าวเอื้อประโยชน์ต่อผู้ประกอบการรายใหญ่เท่านั้น ส่วนรายกลางและรายเล็กจะเป็นผู้ที่ได้รับผลกระทบ ทั้งนี้เนื่องจากเมื่อนักท่องเที่ยวได้รับทราบถึงประกาศดังกล่าวว่า ทางผู้ว่าราชการจังหวัดกาญจนบุรีมีคำสั่งปิดโรงแรม รีสอร์ท และที่พักทั้งหมด ก็จะยกเลิกการเดินทางหรือระงับการเดินทางทันที  

ถึงแม้จะมีประกาศผ่อนผันให้ผู้ประกอบการที่มีผู้มาพักแรม หรือเช่าที่พักโดยต่อเนื่องระยะยาวให้ดำเนินการต่อไป ตามควรแก่การระงับการสูญเสียของกิจการ จนกว่าผู้เข้าพักจะแจ้งออกจากห้องพักจนหมด แล้วให้ปิดในทันที โดยไม่มีการรับผู้เข้าพักเพิ่มอีก นั้น ปัจจุบันเทรนของการจองห้องพักของนักท่องเที่ยวตั้งแต่เกิดกระแพร่ระบาดในรอบแรก จะเป็นการจองระยะสั้นในช่วง 2-3 วันก่อนการเข้าพัก ไม่ได้เป็นการจองยาวข้ามสัปดาห์หรือข้ามเดือนเหมือนเมื่อก่อน เนื่องจากนักท่องเที่ยวรอดูสถานการณ์ของการแพร่ระบาด รวมทั้งประกาศคำสั่งของรัฐวันต่อวัน จึงจะตัดสินใจเดินทางท่องเที่ยวและจองห้องพัก 

ดังนั้นเมื่อมีประกาศปิดโรงแรม รีสอร์ท ออกมา ก็เท่ากับว่าผู้ประกอบการรายได้เป็นศูนย์ทันที ในขณะที่ยังมีภาระค่าใช้จ่าย รวมทั้งค่าจ้างพนักงาน ขณะที่นักท่องเที่ยวที่ตั้งใจจะมาเที่ยว จ.กาญจนบุรี ก็ปรับเปลี่ยนไปเที่ยวยังจังหวัดอื่นๆ แทน ทำให้ผู้ประกอบการเมืองกาญจน์เสียโอกาสตรงนี้ไป  

แม้การแพร่ระบาดของโควิด-19 รอบใหม่นี้จะส่งผลให้สถานการณ์การท่องเที่ยวของโรงแรม รีสอร์ท ได้รับผลกระทบ มีจำนวนนักท่องเที่ยวลดลงไปก็ตาม แต่หากประกาศปิดโรงแรม รีสอร์ท ก็เท่ากับไม่มีนักท่องเที่ยวเข้ามาเที่ยวเลย ซึ่งส่งผลต่อรายได้ทันที ทั้งๆ ที่ปัจจุบันยังคงมีนักท่องเที่ยวเดินทางเข้ามาเที่ยวที่ จ.กาญจนบุรี และพักค้าง มากกว่า 30-40 เปอร์เซ็นต์ ทำให้ธุรกิจท่องเที่ยวยังคงดำเนินต่อไปได้ เพราะโรงแรมขนาดกลาง หากมีผู้เข้าพัก 5-15 ห้อง/วัน หรือโรงแรมขนาดเล็ก มีผู้เข้าพัก 2-4 ห้อง/วัน ก็สามารถหล่อเลี้ยงธุรกิจและต่อลมหายใจให้กับผู้ประกอบการต่อไปได้แล้ว แต่ที่จะอยู่ไม่ได้คือ โรงแรม-รีสอร์ท ขนาดใหญ่ ที่มีที่พักเป็นร้อยห้อง หากมีลูกค้าเพียงแค่ 10 ห้อง/วัน ก็ไม่สามารถอยู่ได้  

สถานการณ์ท่องเที่ยวหยุดชะงักไปในช่วงแรกที่พบการแพร่ระบาดเท่านั้น เนื่องจากนักท่องเที่ยวแพนิค แต่ปัจจุบันสถานการณ์มีแนวโน้มที่ดีขึ้นเรื่อยๆ นักท่องเที่ยวเริ่มปรับตัวที่จะอยู่กับโรคนี้ ด้วยการดูแลป้องกันตัวเอง เพื่อไม่ให้ตัวเองติดเชื้อ รวมทั้งดูแลคนรอบข้างด้วย ขณะที่โรงแรม-รีสอร์ท และที่พักต่างๆ ก็ดำเนินการตามมาตรการอย่างเคร่งครัด เพราะทุกคนก็ไม่อยากติดเชื้อ และก็ไม่อยากให้พบผู้ติดเชื้อในโรงแรม-รีสอร์ทของตัวเอง เพราะจะส่งผลกระทบต่อธุรกิจของตัวเอง จึงต้องดูแลป้องกันเป็นอย่างดี ซึ่งทำให้นักท่องเที่ยวมั่นใจในความปลอดภัย จึงทำให้นักท่องเที่ยวตัดสินใจเดินทางท่องเที่ยวเพิ่มมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง ประกอบกับจังหวัดกาญจนบุรี ใกล้กรุงเทพฯ เดินทางสะดวก รวมทั้งอากาศดี มีแหล่งท่องเที่ยวที่หลากหลาย อีกทั้งที่พักและคาเฟ่โดดเด่น มีสไตล์ ดึงดูดให้นักท่องเที่ยวเลือกเดินทางมาเที่ยว จ.กาญจนบุรี เป็นอันดับต้นๆ  

การที่ประกาศปิด 1 เดือน เพื่อรอที่จะเปิดใหม่ แต่หากหลังจากเปิดแล้ว มีผู้ติดเชื้ออีก ทางจังหวัดกาญจนบุรี จะทำเช่นไร ในเมื่อสถานการณ์ในประเทศไทย ยังคงมีผู้ติดเชื้ออยู่และบางจังหวัดก็มีจำนวนผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นด้วยซ้ำ ดังนั้นถ้า จ.กาญจนบุรี ประกาศเปิด ก็ต้องเสี่ยงกับการแพร่ระบาดในพื้นที่อย่างแน่นอน ขณะเดียวกันสถานการณ์ในจังหวัดเองก็ยังคงเสี่ยงที่จะพบผู้ติดเชื้ออยู่ เนื่องจากไม่ได้ประกาศใช้มาตรการล็อกดาวน์ ดังนั้นประชาชนยังคงสามารถเดินทางเข้า-ออกได้ ซึ่งที่ผ่านมาการติดเชื้อไม่ได้เกิดจากนักท่องเที่ยวที่ติดเชื้อมาเที่ยวที่กาญจนบุรี แต่เกิดจากผู้ที่เดินทางไปในพื้นที่เสี่ยง (บ่อนการพนัน) แล้วกลับเข้ามาในจังหวัด ฉะนั้นไม่มีทางที่จะทำให้พื้นที่มีตัวเลขผู้ติดเชื้อเป็นศูนย์ในระยะยาวได้เลย แต่หากจะทำให้จังหวัดกาญจนบุรีไม่มีผู้ติดเชื้อรายใหม่เลย ก็ต้องประกาศใช้มาตรการล็อกดาวน์ คือ ไม่ให้ทุกคนเข้า-ออก ทุกกรณี ซึ่งก็จะส่งผลให้เศรษฐกิจของจังหวัดพังแน่นอน  

ส่วนการที่สถานที่ท่องเที่ยวแต่ละแห่งใน จ.กาญจนบุรี ประกาศปิดตัวเอง ไม่รับนักท่องเที่ยว นักท่องเที่ยวที่ยังอยากมาเที่ยวเมืองกาญจน์ ก็จะปรับเปลี่ยนเดินทางไปเที่ยวยังอำเภออื่นๆ หรือสถานที่ท่องเที่ยวอื่นๆ ของ จ.กาญจนบุรี แทน ซึ่งก็จะยังส่งผลให้มีเงินหมุนเวียนในจังหวัดอยู่ 

การปิดครั้งนี้ บริบทไม่เหมือนการประกาศปิดครั้งแรก ซึ่งครั้งแรกกรุงเทพฯ และหลายจังหวัดประกาศล็อกดาวน์ ประกอบกับประชาชนและนักท่องเที่ยวตื่นตระหนก เนื่องจากเป็นโรคอุบัติใหม่ จึงทำให้ทุกคนอยู่บ้าน ไม่ออกเดินทาง ดังนั้นเมื่อ จ.กาญจนบุรี ประกาศเปิดก่อน นักท่องเที่ยวจึงแห่เดินทางมาเที่ยว แต่ครั้งนี้ไม่เหมือนกัน เนื่องจากจังหวัดต่างๆ ไม่ได้ประกาศล็อคดาวน์ ดังนั้นเมื่อเราประกาศปิด นักท่องเที่ยวก็เดินทางไปเที่ยวที่อื่นแทน เนื่องจากจากนักท่องเที่ยวไม่ได้ตื่นตระหนกเหมือนการระบาดรอบรก ขณะเดียวกันก็รู้จักโรคนี้ดีขึ้น รู้จักดูแลตัวเอง และเมื่อเราประกาศเปิด นักท่องเที่ยวก็คงไม่แห่มาเที่ยวเหมือนเช่นครั้งนั้นอย่างแน่นอน เพราะนักท่องเที่ยวไปเที่ยวที่อื่นมาแล้ว ดังนั้นแผนที่ จ.กาญจนบุรี ปิดก่อน เปิดก่อน นั้นนำมาใช้ไม่ได้แล้ว เพราะสถานการณ์แตกต่างกัน ส่วนแผนกระตุ้นการท่องเที่ยวของจังหวัด ไม่สามารถกระตุ้นได้จริง เพราะนักท่องเที่ยวที่มาเที่ยว จ.กาญจนบุรี ส่วนใหญ่มาเที่ยวตามโปรดักต์   

คำสั่งที่ออกมานี้จึงช่วยเหลือเพียงผู้ประกอบการรายใหญ่เท่านั้น โดยเป็นการผลักภาระที่ผู้ประกอบการต้องแบกรับไปให้ภาครัฐดูแล ด้วยการให้พนักงานเบิกเงินช่วยเหลือจากประกันสังคม แต่ในส่วนของซัพพลายเชนของโรงแรม รีสอร์ท อาทิ พนักงานร้านอาหาร แม่ค้าพ่อค้าในตลาด แม่ค้าขายของฝาก และธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับการท่องเที่ยว ไม่สามารถรับการดูแลจากภาครัฐได้ ซึ่งพวกเขาเหล่านั้นต้องแบกรับภาระ 100 เปอร์เซ็นต์ 

นอกจากจะมีผลกระทบต่อการท่องเที่ยวโดยตรงแล้ว ยังทำให้เกิดข้อสงสัยตามมาด้วย อาทิ การที่จังหวัดต้องประกาศปิด เพราะมีการระบาดอย่างหนักในพื้นที่หรือไม่ แต่ปิดข่าว เพราะถ้ามีผู้ติดเชื้อเพียงแค่ 5 ราย ทำไมถึงกับต้องใช้มาตรการสั่งปิดโรงแรม หรือมีการนำผู้ติดเชื้อมากักกันในพื้นที่ ซึ่งทำให้เกิดข้อสงสัยต่างๆ นาๆ 

“พร้อมตั้งคำถามว่า ต้นเหตุระบาดรอบใหม่ เกิดจากการลักลอบเข้ามาของแรงงานข้ามชาติ และบ่อนการพนัน ทำไมกลุ่มโรงแรม ร้านอาหาร และธุรกิจอื่นๆ ต้องมารับผลจากการกระทำที่ตัวเองไม่ได้ก่อ และสรุปผลของคำสั่งให้เห็นแบบสั้นๆ ไว้ว่า ผลที่ได้ คือ ภาพลักษณ์ว่ามีการเฝ้าระวังที่ดี กับการเอื้อประโยชน์กับเจ้าของธุรกิจโรงแรมรายใหญ่ ที่ไม่ต้องการแบกรับภาระเงินเดือนลูกน้อง ส่วนผลเสีย คือ ธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับการท่องเที่ยว ตายหมด ซึ่งคนที่ยังได้รับเงินเดือนอยู่ จะไม่เข้าใจสิ่งนี้”  

นอกจากผู้ประกอบการโรงแรม-รีสอร์ท แล้ว ยังมีผู้ประกอบการ พ่อค้าแม่ค้า ที่มีธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับภาคการท่องเที่ยวอีกหลายกลุ่ม โดยผู้ประกอบการร้านจำหน่ายสินค้าของฝาก บริเวณสะพานไม้ เผยว่า หลังจากเทศกาลส่งท้ายปีเก่าตอนรับปีใหม่เป็นต้นมา นักท่องเที่ยวก็เริ่มลดลงไปอย่างต่อเนื่อง ซึ่งก่อนหน้านี้ได้สั่งซื้อสินค้าจำนวนมากมาเก็บไว้เพื่อรอจำหน่ายให้แก่นักท่องเที่ยว แต่หลังจากที่มีประกาศคำสั่งของทางจังหวัดกาญจนบุรี ทำให้แทบไม่มีนักท่องเที่ยวมาเที่ยวที่นี่เลย บางวันก็มีนักท่องเที่ยว 2-3 คนเท่านั้น หรือบางวันมีมากหน่อย แต่ก็มีไม่ถึง 10 คน และบางวันไม่มีนักท่องเที่ยวเลยแม้แต่คนเดียว ซึ่งการที่ยังเปิดร้านอยู่ก็เพราะเผื่อจะมีลูกค้ามาอุดหนุนบ้าง และหาวิธีระบายสินค้าด้วยการนำสินค้าบางส่วน เช่น ผ้าถุง โสร่ง ไปเดินเร่ขายในราคาถูก ตามหมู่บ้านและตลาดบ้าง เพื่อให้มีรายได้เข้ามา “ตอนนี้ชีวิตความเป็นอยู่ของครอบครัวก็ต้องประคับประคองกันไป อะไรที่ประหยัดได้ก็ต้องประหยัด พยายามไม่หาซื้อของที่ไม่จำเป็นในการดำรงชีวิต ซึ่งก็ไม่รู้ว่าคำสั่งดังกล่าวจะยืดเยื้อยาวนานไปแค่ไหน แต่รายจ่ายก็มีทุกวัน ดังนั้นก็ต้องนำเงินที่เก็บไว้ออกมาใช้จ่ายในช่วงเวลานี้ เพื่อให้ผ่านพ้นช่วงวิกฤตนี้ไปให้ได้ แต่ก็ไม่รู้ว่าจะสิ้นสุดเมื่อไร และจะสามารถประคับประคองครอบครัวไปได้อีกนานแค่ไหน” 

ส่วนทางด้านแม่ค้าขายของที่ระลึกและเครื่องประดับที่บริเวณเชิงสะพานข้ามแม่น้ำแคว ต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า “เมื่อครั้งการแพร่ระบาดของโควิด-19 รอบแรก ก็ว่าได้รับผลกระทบหนักแล้ว โดยครั้งนั้นรายได้หายไป 90 เปอร์เซ็นต์ แต่ครั้งนี้ถือว่าหนักจริงๆ จากที่พอมีรายได้บ้างในแต่ละวันประมาณ 200-300 บาท แต่หลังจากจังหวัดสั่งปิดโรงแรม รีสอร์ท ก็ไม่มีนักท่องเที่ยวเลย วันนี้รายได้เป็นศูนย์ แต่ที่ยังมาตั้งวางขายก็เผื่อที่จะมีลูกค้าหลงมาบ้างเท่านั้น สำหรับมาตรการเยียวยาโควิดจากรัฐบาลที่ผ่านมา เมื่อได้มาก็พยายามหารายได้ทางอื่นเพิ่มเติม เช่น ขายลูกชิ้นปิ้ง ขายโอเลี้ยง แต่ก็ไม่ประสบผลสำเร็จ บางครั้งก็เก็บผักต่างๆ ที่ขึ้นอยู่ตามริมทางไปวางขายในตลาด แต่ก็ขายไม่ได้ นอกจากนี้ยังพบว่าแม่ค้าบางรายก็ไม่มีสมาร์ทโฟน ประกอบกับเล่นโซเชียลไม่เป็น ก็ทำให้ไม่ได้รับเงินเยียวยา และยังไม่รู้ว่าหลังจากนี้จะดำเนินชีวิตต่อไปอย่างไร” 

..พิษไวรัสโควิด-19 จะยังตามหลอกหลอนเราไปอีกนาน ดังนั้นเมื่อต้องยังอยู่กับโควิด แล้วชีวิตยังต้องไปต่อ ก็คงต้องชั่งน้ำหนักให้ดีว่าจะอยู่กับมันอย่างไร.. 

ข่าวล่าสุด

ธนาคารโลก เร่งระดมทุนภูมิอากาศ-จีน กาง 5 กุญแจสร้างการเงินสีเขียว

ธนาคารโลก เร่งระดมทุนภูมิอากาศ-จีน กาง 5 กุญแจสร้างการเงินสีเขียว