
ค้านขึ้นค่าจ้าง
สภาอุตฯยื่นรัฐบาลทบทวนปรับ817บาทสูงไป/ฝ่ายลูกจ้างแค่พอใจ
สภาอุตฯยื่นรัฐบาลทบทวนปรับ817บาทสูงไป/ฝ่ายลูกจ้างแค่พอใจ
สภาอุตฯ ยื่นรัฐบาล ทบทวนขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำ 817 บาท โวยสูงไป ด้านลูกจ้างพอใจ อ้อนขยับจังหวัดต่ำกว่า 10 บาทด้วยก็ดี
นายทวีกิจ จตุรเจริญคุณ รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า ภาคเอกชนจะรวมตัวกันส่งหนังสือให้รัฐบาลทบทวนการขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำประจำปี 2554 ที่ปรับเพิ่มขึ้นวันละ 817 บาท ก่อนที่ค่าแรงใหม่จะมีผลบังคับใช้ต้นเดือน ม.ค. 2554 เนื่องจากอยู่ในระดับที่สูงเกินไป การที่รัฐบาลให้เหตุผลว่าต้องการเพิ่มรายได้ให้แก่ประชาชน ถือเป็นภาระที่รัฐบาลต้องรับผิดชอบ ไม่ใช่ผลักภาระมาให้แก่ผู้ประกอบการ
ขณะนี้สภาอุตสาหกรรมหลายจังหวัดเริ่มสงสัยมาว่า ขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำสูงระดับนี้ มีเหตุผลอะไร โดยเฉพาะใน จ.ภูเก็ต ที่เพิ่มขึ้น 17 บาทต่อวัน เพราะภูเก็ตมีช่วงไฮซีซันแค่ 34 เดือน ที่ผู้ประกอบการมีรายได้สูง ส่วนเดือนที่เหลือที่นักท่องเที่ยวเข้ามาน้อยจะทำอย่างไร
เคาะค่าจ้างขั้นต่ำเฉลี่ยขึ้นอีก 11 บาททั่วประเทศ เพิ่มกำลังซื้อในระบบอีก 1.4 หมื่นล้านบาท กทม.และปริมณฑลปรับเป็น 215บาท/วัน ส่วนพะเยาต่ำสุด 159 บาท/วัน
ทั้งนี้ นพ.สมเกียรติ ฉายะศรีวงศ์ ปลัดกระทรวงแรงงาน กล่าวว่า คณะกรรมการค่าจ้างกลางมีข้อสรุปในการปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำประจำปี 2554 โดยมีการปรับเพิ่มเฉลี่ย 11 บาททั่วประเทศ ตั้งแต่ช่วง 817 บาท และทำให้ค่าเฉลี่ยค่าแรงขั้นต่ำทั่วประเทศอยู่ที่ 176.3 บาทต่อวัน
จากข้อมูลของสำนักงานประกันสังคมจะมีคนจำนวน 2 ล้านคน ที่ได้ปรับเพิ่มค่าจ้าง คิดเป็นเงิน 6,918 ล้านบาท รวมกับแรงงานต่างด้าวอีก 2 ล้านคน คิดเป็นเงิน 7,775 ล้านบาท ทำให้การปรับค่าจ้างขั้นต่ำครั้งนี้มีกำลังซื้อเพิ่มขึ้นอีก 14,694 ล้านบาท ซึ่งคาดว่าจะกระตุ้นการบริโภคและหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจกว่า 1 แสนล้านบาท
สำหรับค่าจ้างเขต กทม. และปริมณฑล ปรับเพิ่มเป็น 215 บาท โดย กทม. และสมุทรปราการ เพิ่ม 9 บาท ปทุมธานี นนทบุรี นครปฐมและสมุทรสาครเพิ่ม 10 บาท****จังหวัดที่ได้ปรับเพิ่มน้อยที่สุด 8 บาทประกอบด้วย พะเยา ศรีสะเกษ อำนาจเจริญ นครสวรรค์ เพชรบูรณ์ อุทัยธานีและประจวบคีรีขันธ์ ในจำนวนนี้พะเยาเป็นจังหวัดที่มีค่าจ้างขั้นต่ำต่ำที่สุดคือ 159 บาท ถัดมาคือศรีสะเกษ 160 บาท น่าน 161 บาท จังหวัดที่เพิ่มมากสุดคือ ภูเก็ต ได้เพิ่ม 17 บาท เป็นจังหวัดที่ได้ค่าจ้างขั้นต่ำสูงที่สุดคือ 221 บาทรองลงมาคือนครศรีธรรมราชและสงขลาได้ปรับเพิ่ม 15 บาท ส่วนพัทลุง สตูลและกระบี่ได้ปรับเพิ่ม 14 บาท
“การพิจารณาเราจะเริ่มต้นจากตัวเลขของอนุกรรมการค่าจ้างของแต่ละจังหวัดที่เสนอเข้ามา ดูตัวเลขเงินเฟ้อและความสามารถในการจ่ายค่าแรงของนายจ้าง จากนั้นหาค่าเฉลี่ยรายภาคแล้วเพิ่มเรื่องของค่าคุณภาพชีวิตแรงงานเข้าไปด้วยทำให้ปีนี้มีอัตราการปรับขึ้นสูงกว่าปีอื่นๆ ที่ปรับขึ้นเพียง 23 บาทเท่านั้น”นพ.สมเกียรติกล่าว
สำหรับตัวเลขที่นายกรัฐมนตรีเสนอให้มีการปรับขึ้น 250 บาทเท่ากันทั่วประเทศ นพ.สมเกียรติกล่าวว่าต้องใช้เวลาทยอยปรับแบบค่อยเป็นค่อยไป อัตราที่ปรับขึ้นในปีนี้สูงที่สุดแล้วที่ฝ่ายนายจ้างสามารถรับได้หากปรับขึ้นในครั้งเดียวนายจ้างจะแบกรับภาระทันทีทันใด กระทบต่อความสามารถในการจ่ายและย้อนกลับมากระทบถึงตัวผู้ใช้แรงงานในภายหลัง
นายปัณณพงศ์ อิทธิ์อรรถนนท์ กรรมการค่าจ้างกลางฝ่ายนายจ้าง กล่าวว่าสถานการณ์การจ่ายของนายจ้างสามารถจ่ายได้เต็มที่แค่นี้สำหรับปีนี้ หากรัฐต้องการให้ถึงเป้าหมาย 250 บาท ควรจะช่วยเหลือด้วยการจัดสรรเงินงบประมาณของรัฐอุดหนุนเข้าไปให้แรงงานที่มีรายได้น้อยได้รับประโยชน์อย่างแท้จริง รวมทั้งขอให้รัฐควบคุมราคาสินค้า อย่าให้ขึ้นตามอัตราค่าจ้างขั้นต่ำ ไม่เช่นนั้นเท่ากับผู้ใช้แรงงานจะไม่ได้ประโยชน์จากเงินที่เพิ่มขึ้นเลย
นายมนัส โกศล ประธานองค์การแรงงานแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ค่อนข้างพอใจ แต่ก็อยากให้คณะกรรมการทบทวนจังหวัดที่ได้ขึ้นน้อยกว่า 10 บาททั้งหมดเพราะค่าคุณภาพชีวิตยังต่ำกว่าความเป็นจริงอยู่มาก







