
โพสต์แบงก์...เงินพร้อม คนไม่พร้อม
ในที่สุดรัฐบาลก็ผลักดันธนาคารไปรษณีย์ หรือโพสต์แบงก์ ซึ่งมีเป้าหมายหลักในการช่วยให้คนยากคนจนเข้าถึงแหล่งทุนออกมาจนได้...
ในที่สุดรัฐบาลก็ผลักดันธนาคารไปรษณีย์ หรือโพสต์แบงก์ ซึ่งมีเป้าหมายหลักในการช่วยให้คนยากคนจนเข้าถึงแหล่งทุนออกมาจนได้...
โดย...ทีมข่าวการเงิน
ในที่สุดรัฐบาลก็ผลักดันธนาคารไปรษณีย์ หรือโพสต์แบงก์ ซึ่งมีเป้าหมายหลักในการช่วยให้คนยากคนจนเข้าถึงแหล่งทุนออกมาจนได้
โดยที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 8 ธ.ค. ได้อนุมัติจัดตั้งบริษัทลูกของบริษัท ไปรษณีย์ไทย มีทุนจดทะเบียน 50 ล้านบาท
ที่ต้องหมายเหตุเอาไว้คือธนาคารไปรษณีย์จะมีฐานะเป็นสถาบันการเงินเฉพาะกิจในสังกัดกระทรวงการคลัง ดำเนินงานตามนโยบายของนายกรัฐมนตรี มิใช่ธนาคารแห่งประเทศไทย
เบื้องต้น นายกรณ์ จาติกวณิช รมว.คลังผู้ริเริ่มโปรเจกต์นี้ตั้งเป้าเริ่มปล่อยกู้ได้ในเดือน ก.พ.ปีหน้า โดยจะเน้นปล่อยกู้ให้รายย่อยแบบไม่มีหลักประกัน วงเงินให้กู้ต่อรายไม่เกิน 1 หมื่นบาท
ถ้าคิดค่างวดเป็นรายเดือนแล้ว ลูกค้าจะมีภาระการผ่อนชำระเพียง 900 บาทต่อเดือนเท่านั้น
ส่วนอัตราดอกเบี้ยคาดว่าจะคิดไม่เกินกฎหมายกำหนด คือ 28% ต่อปี คาดว่าธนาคารไปรษณีย์จะครอบคลุมลูกค้ารายย่อยประมาณ 4-18 ล้านคน
งานนี้ถือว่าสอดคล้องกับบริการทางการเงินระดับฐานราก หรือ ไมโครไฟแนนซ์ ซึ่งเป็นหนึ่งในงานตามแผนพัฒนาระบบสถาบันการเงิน ระยะที่ 2 (มาสเตอร์แพลน 2) ที่ ธปท. จะนำมาใช้พัฒนาระบบสถาบันการเงินในช่วงปี 2553-2557
เป็นการ “ปิดจุดอ่อน” ให้ประชากรกลุ่มฐานรากที่ค่อนข้างมีฐานะยากจนและมีความเสี่ยงสูง ที่ยังไม่เคยใช้บริการทางการเงินใดๆ ได้มีโอกาสเข้าถึงบริการทางการเงิน
แต่ความต้องการที่ ธปท.ตั้งใจไว้ไม่สามารถบรรลุผลได้ง่ายๆ เพราะถึงฐานลูกค้าจะมีมากถึง 9.6% ของระบบครัวเรือนทั่วประเทศ แต่ธนาคารพาณิชย์ในระบบปัจจุบัน ไม่ว่ารายใหญ่ รายกลาง หรือรายเล็ก ไม่เอาด้วยกับ ธปท. ไม่สนใจที่จะมา “ชิงเค้ก” ฐานลูกค้ากลุ่มนี้
เนื่องจาก 1.ธนาคารพาณิชย์ไม่มีฐานข้อมูลของคนกลุ่มนี้ดีพอ 2. ลูกค้ากลุ่มนี้ไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกัน 3.ธนาคารพาณิชย์เองก็ขาดวิธีที่จะมาดูแลจัดการตรวจสอบระบบการปล่อยกู้ลักษณะนี้ และ 4.ปล่อยกู้ให้คนกลุ่มนี้ได้ในวงเงินที่ต่ำ ไม่คุ้มกับการดำเนินการ
ข้อจำกัดเหล่านี้ทำให้ธนาคารพาณิชย์ทั่วไปเลือกไม่ทำธุรกรรมใดๆกลับคนกลุ่มนี้ เพราะมองว่าคนกลุ่มนี้มีความเสี่ยงสูง
แน่นอน! จากคุณสมบัติของลูกค้ากลุ่มนี้ หากกระทรวงการคลังจะผลักดันให้ธนาคารไปรษณีย์ดำเนินการแทนธนาคารพาณิชย์ คงต้องเผชิญปัญหา อุปสรรค ความท้าทายไม่ต่างกัน เพียงแต่การมีรัฐบาลมาช่วยสนับสนุนน่าจะเกิดได้ง่ายกว่าการปล่อยให้กลไกตลาดทำงานตามปกติ
อย่างไรก็ตาม ถึงที่สุดนโยบายนี้ถือเป็นเรื่องดีที่ควรสนับสนุนให้เกิด เพราะอาจช่วยให้คนจนจำนวนไม่น้อย ลืมตาอ้าปากได้ จากการเข้าถึงแหล่งเงินกู้
นั่นหมายถึงการช่วยลดภาระดอกเบี้ยเงินกู้นอกระบบ ที่คิดดอกเบี้ยสูงลิ่ว 20-60% ต่อเดือนได้ ทั้งยังเป็นการช่วยสร้างโอกาสให้คนเหล่านี้ไม่ต้องถูกทวงหนี้โหดกลับมาตั้งหลักเริ่มต้นชีวิตใหม่ เริ่มประกอบสัมมาอาชีพตามปกติได้ ไม่ว่าจะเป็นการเริ่มต้นค้าขายเล็กน้อย ถือเป็นการช่วยแก้ปัญหาสังคมได้อีกช่องทางหนึ่งด้วย
สิ่งสำคัญที่ธนาคารไปรษณีย์ต้องให้ความสำคัญคือกระบวนการในการวิเคราะห์สินเชื่อว่าจะทำได้ดีขนาดไหน
เพราะอย่าลืมว่าลูกค้าที่จะมาขอกู้เงินไม่เกิน 1 หมื่นบาทนั้น คงไม่มีคุณสมบัติของลูกค้าที่ดีควรมี เพราะเป็นคนต้องหาเช้ากินค่ำเอาตัวรอดไปวันๆ อาจมีที่อยู่ไม่เป็นหลักแหล่ง เช่น มารับจ้างทำงานในกรุงเทพฯ แต่ภูมิลำเนาอยู่ในต่างจังหวัด
นอกจากนั้น ในแง่ของการแข่งขัน ลูกค้ากลุ่มที่เป็นพ่อค้า แม่ค้า แผงลอย ซึ่งพอมีแหล่งติดตามได้ มีสถานที่ขายชัดเจน ธนาคารออมสินซึ่งเป็นเจ้าตลาดด้านนี้ก็ทำอยู่แล้ว หรือในต่างจังหวัดการกู้เงินในวงเงินนี้ก็สามารถกู้ผ่านกองทุนหมู่บ้าน ซึ่งค่าชำระต่องวดต่ำและคิดดอกเบี้ยถูกได้อยู่แล้ว
หรือในกรณีที่จะไปแข่งขันกับบริษัท อิออน ธนสินทรัพย์ ซึ่งปัจจุบันเป็นเจ้าตลาดปล่อยกู้สินเชื่อบุคคลไม่มีหลักประกัน ให้ผู้มีรายได้น้อยอยู่แล้ว โดยให้กู้ขั้นต่ำตั้งแต่ 3,000 บาท คิดดอกเบี้ย 28% ส่งงวดชำระหนี้ขั้นต่ำ 8% หรือไม่น้อยกว่า 500 บาท ที่ได้รับความนิยมจากคนจำนวนมากในหลากหลายสาขาอาชีพควรจะ|ทำอย่างไร มีกลยุทธ์อะไร ควรตีโจทย์นี้ให้แตกด้วย
นายสรสิทธิ์ สุนทรเกศ ผู้ช่วยผู้ว่าการสายกำกับสถาบันการเงิน ธปท. ให้ความเห็นว่า การจัดตั้งธนาคารไปรษณีย์มีหลักการที่ดีที่ควรส่งเสริม เพราะช่วยให้กลุ่มคนที่ธนาคารพาณิชย์ทั่วไปมองข้ามเข้าถึงสินเชื่อได้เพิ่มขึ้น จึงควรช่วยกันสนับสนุน
ในเรื่องนี้ ธปท.ไม่คัดค้านอยู่แล้ว เพียงแต่อยากให้มีกระบวนการพิจารณาสินเชื่อที่ทำด้วยความเข้มงวด รัดกุม แต่ไม่ได้หมายถึงต้องเข้มงวดเหมือนกระบวนการสินเชื่อของธนาคารพาณิชย์ แต่ควรมีระบบการบริหารจัดการความเสี่ยงที่เพียงพอ เพื่อป้องกันปัญหาความเสียหายจากหนี้เสียที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคต
“หลักการดีอยู่แล้ว ช่วยปิดช่องว่างของธุรกิจปกติ และยังช่วยให้คนเข้าถึงแหล่งเงินที่จำเป็นในการใช้จ่าย ค่าเทอม ฯลฯ แต่ก็ควรมีกระบวนการพิจารณาอนุมัติที่ดี มีหลักในการวิเคราะห์ข้อมูลที่เป็นระบบ มีการติดตามหนี้ มีระบบรองรับการร้องเรียน และมีบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญด้วย” นายสรสิทธิ์ กล่าว
ไม่เพียงเท่านั้น ธนาคารไปรษณีย์ยังต้องหาที่ยืนของตัวเองให้ได้ และต้องชัดว่าจะเข้าไปทำกับลูกค้ากลุ่มใด ต้องมีคุณสมบัติแบบใด เพื่อไม่ซ้ำกับตลาดเดิมที่มีผู้เล่นอื่นครองตลาดอยู่แล้ว เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพตรงเป้าหมายในการทำงานมากที่สุด
อีกข้อที่ต้องพิจารณาให้ถ้วนถี่ คือการพิจารณาบุคลากรที่จะมาทำงาน เพราะพนักงานไปรษณีย์รู้จักที่อยู่ของลูกค้าในพื้นที่ต่างๆ ก็จริง แต่ไม่ได้รู้จักการวิเคราะห์สินเชื่อก่อนปล่อยกู้ จะไปดูแค่บ้านหลังเล็ก หลังใหญ่ก็คงไม่ได้ เพราะถ้าเกิดมีการเบี้ยวหนี้ขึ้นจริงๆ ลูกหนี้คงไม่อยู่รอให้พนักงานไปทวงหนี้ที่บ้านแน่นอน
แม้กระทรวงการคลังจะมีการให้ธนาคารออมสินและธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เข้ามาเป็นพี่เลี้ยงธนาคารไปรษณีย์ในช่วงแรก
แต่อย่าลืม!! ว่าในช่วงเวลาอันจำกัดนั้น คงไม่สามารถอบรมหรือบริหารจัดการพนักงานไปรษณีย์กว่า 2.2 หมื่นคน ให้มาทำหน้าที่ปล่อยกู้ได้แบบชั่วข้ามคืน
ช่วงแรกควรพิจารณาหาบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญการเงิน การวิเคราะห์ลูกค้ามาช่วยทำ เพราะถ้าให้พนักงานไปรษณีย์มาพิจารณาสินเชื่อตามยถากรรม รัฐบาลคงบรรลุเป้าหมายวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้ได้ยาก
อาจกลับกลายมาเป็นหนี้เสียของธนาคารเจ้าหนี้ อย่างธนาคารออมสิน และ ธ.ก.ส. ซึ่งจะเป็นผู้ให้กู้แก่ธนาคารไปรษณีย์ได้ นั่นหมายถึงรัฐบาลจะมีภาระงบประมาณเพิ่มขึ้น
สุดท้ายนี้...ธนาคารไปรษณีย์จะดำเนินการไปในแนวทางใด จะสามารถบรรลุเป้าหมายหรือไม่ ทุกสายตาคงต้องจับจ้อง เพราะการเข็นโครงการนี้ออกมาถือว่าเป็นกลยุทธ์ที่รัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ ซื้อใจประชาชนรากหญ้าได้ทั่วประเทศ สร้างคะแนนนิยมเพิ่มขึ้นไม่น้อย หากจะมีการเลือกตั้งใหม่ในปีหน้า
ถึงที่สุดเงินกู้ผ่านธนาคารไปรษณีย์ครั้งนี้จะเป็นทางรอดช่วยพลิกชีวิตประชาชน หรือจะเป็นเพียงกลยุทธ์ดึงคะแนนเสียงจากรัฐบาลต้องช่วยกันตรวจสอบ อย่ากะพริบตา!!!







