posttoday
กองทุนความมั่นคงด้านพลังงานของไทย(Energy Security Fund)ตอนจบ

กองทุนความมั่นคงด้านพลังงานของไทย(Energy Security Fund)ตอนจบ

07 ธันวาคม 2553

.....โชติชัย สุวรรณาภรณ์ 

.....โชติชัย สุวรรณาภรณ์ 

ฉบับที่แล้วผมชวนคุณผู้อ่านให้ช่วยกันขบคิดว่าเราจะทำอะไรในช่วงที่ค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้นมา

ผมได้ตั้งประเด็นให้ขบคิดกันว่า ค่าเงินบาทที่ยังคงแข็งค่าอยู่นั้น ไทยเราควรใช้วิกฤตนี้ให้เป็นโอกาสได้อย่างไร โดยยกเรื่องประเทศจีนที่สามารถสะสมทุนสำรองในรูปเงินตราต่างประเทศได้ถึงวันละ 1,000 ล้านเหรียญสหรัฐ จนทำให้ตัวเลขทุนสำรองระหว่างประเทศของจีนในปี 2552 สูงถึง 2.13 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ เมื่อมีเงินตราต่างประเทศปริมาณมหาศาลเช่นนี้ แทนที่ทางการจีนจะใช้จ่ายในประเทศตนเองเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนชาวจีน แต่ก็กลับทำเช่นนั้นไม่ได้

ทางการจีนเลือกวิธีใช้เงิน โดยการไปลงทุนในสินทรัพย์จำพวกพันธบัตรรัฐบาล อสังหาริมทรัพย์ และธุรกิจในต่างประเทศที่น่าสนใจ ผมทิ้งประเด็นไว้แค่นี้ วันนี้เรามาต่อกันนะครับ

นโยบายการลงทุนในช่วงที่ผ่านมาก็น่าสนใจเป็นอย่างมาก กล่าวคือ ประเทศจีนเข้าใจตนเองอย่างถ่องแท้ว่าในยุคต่อไปเงื่อนไขในการพัฒนาประเทศในระยะยาวจะขึ้นอยู่กับความสามารถในการแสวงหาวัตถุดิบและพลังงานมาป้อนประเทศอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งการแสวงหาเทคโนโลยีการผลิตที่ดีและมีประสิทธิภาพ การลงทุนของจีนจึงมุ่งเน้นไปที่กลุ่มอุตสาหกรรมแท้จริงมากกว่าการทำกำไรระยะสั้นจากตราสารทางการเงิน ดังนั้นกลุ่มธุรกิจที่กองทุนเหล่านี้เข้าไปลงทุนจะได้แก่ กลุ่มอุตสาหกรรมเหมืองแร่ การเกษตร อาหาร และพลังงาน ทั้งนี้เพื่อเป็นหลักประกันอนาคตของประเทศในการเจริญเติบโตที่ยั่งยืนและต่อเนื่อง จากข้อมูลล่าสุดการลงทุนของกองทุนทั้งสองในบริษัทน้ำมันและบริษัทพลังงานทดแทน พบว่ามีการตกลงซื้อขายหุ้น (IPO) จากกลุ่มหลงหยวน ที่เป็นแนวหน้าอันดับ 5 ของโลก และอันดับ 1 ของเอเชียในอุตสาหกรรมการผลิตเครื่องกำเนิดไฟฟ้าจากพลังงานลม คิดเป็นเม็ดเงินประมาณ 2,200 ล้านเหรียญสหรัฐ และการเข้าถือครองหุ้นประมาณ 20% ในบริษัท GLCPoly Energy Holdings ซึ่งเน้นการพัฒนาอุตสาหกรรมผลิตเซลล์แสงอาทิตย์ ซึ่งมีมูลค่าประมาณ 710 ล้านเหรียญสหรัฐ และการเข้าถือหุ้นอีก 45% ของบริษัทน้ำมันโนเอล กรุ๊ป ที่มีฐานการผลิตในรัสเซียด้วยเงินลงทุนราว 300 ล้านเหรียญสหรัฐ และการลงทุนซื้อหุ้นจากคาซัคแก๊สอีกราว 939 ล้านเหรียญสหรัฐ รวมถึงล่าสุดได้มีการเข้าไปเจรจากับอินโดนีเซียเพื่อขอลงทุนในอุตสาหกรรมโครงสร้างพื้นฐานและทรัพยากรธรรมชาติ เหล่านี้ล้วนเป็นตัวอย่างของการใช้เงินของจีนที่จะเกิดประโยชน์ต่อประเทศสูงสุดในระยะยาว

ในขณะที่เรากำลังมีเงินตราต่างประเทศล้นประเทศอยู่ในขณะนี้ หากรัฐบาลจะลองมาหาวิธีใช้เงินเหล่านี้ให้เป็นประโยชน์น่าจะเป็นเรื่องดี เพราะหากใช้วิธีคิดแบบเดิมด้วยการพยายามแทรกแซงค่าเงินให้มีเสถียรภาพแค่ในระยะสั้นนั้น ประโยชน์ที่ได้รับมันน้อยนักเมื่อเทียบกับเงินที่ต้องหมดไป ผมอยากจะลองเสนออย่างนี้ว่า ประเทศไทยเราได้เคยพูดถึงนโยบายการสำรองน้ำมันไว้ใช้ในยามฉุกเฉิน (Strategic Petroleum Reserve) ซึ่งแนวคิดดังกล่าวจำเป็นต้องมีการลงทุนในการสร้างสถานที่จัดเก็บ ไม่ว่าจะเป็นถังเก็บบนดิน หรือจะเก็บไว้ใต้ดินก็ตามที รวมทั้งการซื้อหาน้ำมันมาเติมลงในที่จัดเก็บให้ได้ตามเป้าที่ตั้งไว้ แต่กว่าจะสร้างที่จัดเก็บเสร็จราคาน้ำมันก็วิ่งไปไกลแล้ว ทำไมเราไม่มองวิธีการง่ายๆ เช่นจีน ด้วยการทำการจัดตั้งกองทุนความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศ (Energy Security Fund) แล้วเอาไปลงทุนซื้อหุ้นของกิจการก๊าซและน้ำมันในต่างประเทศในขณะนี้ที่ราคายังไม่สูงเกินไปนัก และเงินบาทเราก็แข็งค่าเช่นนี้ เม็ดเงินที่ใช้อาจจะไม่ได้มากมายเหมือนจีน แต่เราก็สามารถเลือกลงทุนให้เหมาะสมกับประเทศไทยเราได้ วิธีการเช่นนี้ก็อาจจะเป็นหลักประกันความมั่นคงด้านพลังงานสำหรับประเทศเราในระยะยาวได้อีกทางหนึ่ง เพราะการสำรองน้ำมันนั้นไม่จำเป็นว่าจะต้องสำรองไว้แต่ในประเทศเพียงอย่างเดียว สำรองนอกประเทศเหมือนอย่างที่เรามีทุนสำรองเงินตราต่างประเทศที่กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) แล้วค่อยนำมาใช้ยามจำเป็นก็ได้ครับ

วันนี้ก็ขอฝากให้ลองช่วยกันคิดนะครับ เผื่อจะเป็นประโยชน์ในการหาทางออกของประเทศร่วมกัน

ข่าวล่าสุด

Microsoft เลือกไทยประเทศแรก ปั้นคนไทยสู่เศรษฐกิจ AI เชื่อมทักษะทำงาน

Microsoft เลือกไทยประเทศแรก ปั้นคนไทยสู่เศรษฐกิจ AI เชื่อมทักษะทำงาน