
ธนาคารกำไร ส้มหล่นจากธปท.ขึ้นดอกเบี้ยนโยบาย
การขึ้นดอกเบี้ยนโยบายจาก 1.75% เป็น 2% ของคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.)
การขึ้นดอกเบี้ยนโยบายจาก 1.75% เป็น 2% ของคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.)
โดย...ทีมข่าวการเงิน
การขึ้นดอกเบี้ยนโยบายจาก 1.75% เป็น 2% ของคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ทำให้นักธุรกิจแปลกใจ เพราะเชื่อว่า ธปท.จะยังไม่ขึ้นดอกเบี้ยนโยบายในช่วงปลาย เพราะชัดเจนว่าเศรษฐกิจในปีหน้าอาจจะขยายตัวในอัตราที่ชะลอลงจากในปีนี้ โดยนายกรัฐมนตรีเองก็คาดว่าเศรษฐกิจปีหน้าจะขยายตัวเพียง 34% การขึ้นดอกเบี้ยอาจจะเป็นปัจจัยลบต่อเศรษฐกิจ
ทันทีที่ กนง.ประกาศขึ้นดอกเบี้ย วันถัดมา 3 ธนาคารใหญ่ คือ ธนาคารกรุงไทย ธนาคารกรุงเทพ และธนาคารไทยพาณิชย์ ประกาศขึ้นอัตราดอกเบี้ย 2 ขาทันควันแบบไม่ให้ลูกหนี้ได้ตั้งตัว แม้จะขึ้นดอกเบี้ยเงินกู้น้อยกว่าดอกเบี้ยเงินฝาก แต่ผลของการขึ้นดอกเบี้ยครั้งนี้ ทำให้ธนาคารพาณิชย์รับกำไรไปเนื้อๆ โดยไม่ต้องทำอะไรเลย
ที่ว่าธนาคารได้กำไรทันทีก็เพราะการขึ้นดอกเบี้ยเงินกู้นั้นจะมีผลทันทีในการชำระหนี้งวดถัดไป แต่ดอกเบี้ยเงินฝากนั้นจะมีผลต่อเงินฝากใหม่ ส่วนเงินฝากเก่าที่ยังไม่ครบกำหนดระยะเวลารับฝากก็ใช้อัตราดอกเบี้ยเดิม ดังนั้นส่วนต่างดอกเบี้ยช่วงนี้ จึงทำให้ธนาคารได้กำไรไปก่อนทอดหนึ่ง
นอกจากนี้ ธนาคารใดที่มีสภาพคล่องเหลือและปล่อยกู้ให้กับธนาคารอื่นในตลาดกู้ยืมระหว่างธนาคาร (อินเตอร์แบงก์) ก็จะได้กำไรเพิ่มทันที 0.25% จากที่ปล่อยกู้อยู่ 1.75% ก็ปล่อยกู้ดอกเบี้ยใหม่เป็น 2% ทันที
กำไรส่วนนี้เป็นกำไรแบบส้มหล่น เพราะไม่ต้องไปออกแรงหาลูกค้าก็ได้กำไรกันถ้วนหน้า ทำให้หุ้นของกลุ่มธนาคารพาณิชย์ได้รับความนิยมจากนักลงทุนมาก เพราะยังเป็นกลุ่มธุรกิจที่มีอัตราการทำกำไรสูง โดยในไตรมาส 3 ของปีนี้ ธนาคาร 7 แห่ง คือ ธนาคารกรุงเทพ ธนาคารกรุงไทย ธนาคารไทยพาณิชย์ ธนาคารกสิกรไทย ธนาคารกรุงศรีอยุธยา ธนาคารทหารไทยและธนาคารทิสโก้ ทำกำไรรวมกันได้ 2.63 หมื่นล้านบาท โตจากไตรมาสก่อน 3.5% และจากช่วงเดียวกัน 17.2%
กำไรสุทธิที่เพิ่มขึ้นจากไตรมาสก่อนหน้า เพราะสินเชื่อที่เพิ่มสูงขึ้นและส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยก็ปรับตัวสูงขึ้นด้วย ส่วนกำไรสุทธิที่เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อนนั้นเป็นผลมาจากการเติบโตของสินเชื่อและการเพิ่มขึ้นของรายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ย โดยเฉพาะรายได้ค่าธรรมเนียมและกำไรจากเงินลงทุน ขณะที่สินเชื่อทั้งระบบไตรมาส 3/2553 เพิ่มขึ้นจากไตรมาสก่อนหน้าประมาณ 1.3% ขณะที่ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยรับและจ่ายเพิ่มขึ้น 1.4%
นายธนัท รังษีธนานนท์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ กรุงศรีอยุธยา กล่าวว่า กำไรสุทธิของธนาคารพาณิชย์ในไตรมาส 4 ปี 2553 จะอ่อนตัวจากไตรมาส 3 ปี 2553 แต่กำไรสุทธิปีนี้ของกลุ่มธนาคารพาณิชย์จะเติบโตค่อนข้างโดดเด่น 9.5 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 19% เพราะการสินเชื่อเติบโต 8% จากปีก่อน 0.5% และค่าธรรมเนียมโต 16% จากปีก่อน 12%
นายสถิตย์ ลิ่มพงศ์พันธุ์ ประธานกรรมการธนาคารกรุงไทย กล่าวว่า ในช่วงแรกธนาคารอาจจะมีรายได้จากดอกเบี้ยเพิ่มขึ้นนิดหน่อย แต่เมื่อถึงช่วงที่เงินฝากและสินเชื่อสมดุลกัน ส่วนต่างดอกเบี้ยรับและจ่ายที่ธนาคารพาณิชย์ได้รับจะแคบลง เพราะธนาคารได้ขึ้นดอกเบี้ยเงินกู้น้อยกว่าดอกเบี้ยเงินฝาก
อย่างไรก็ดี การขึ้นดอกเบี้ยนั้นเป็นการขึ้นเพื่อรักษาสภาพคล่องของธนาคารไม่ให้เงินไหลออกไปลงทุนในสินทรัพย์ประเภทอื่น ซึ่ง ธปท.เองก็คงไม่สบายใจเกรงจะเกิดฟองสบู่ จึงได้ขึ้นดอกเบี้ยกันเงินเฟ้อและฟองสบู่ไว้ก่อน ซึ่งเป็นหน้าที่ของ ธปท.ที่จะต้องส่งสัญญาณ
แหล่งข่าวจากสมาคมธนาคารไทย เปิดเผยว่า การที่ธนาคารขึ้นดอกเบี้ยเงินฝากก็เพราะส่วนหนึ่งต้องการรักษาสภาพคล่องเอาไว้ เนื่องจากเกรงว่าหากสินเชื่อปีหน้าขยายตัวสูงและดอกเบี้ยเป็นขาขึ้นจะทำให้ต้นทุนการเงินสูงขึ้น แต่ยืนยันว่าส่วนต่างดอกเบี้ยรับจ่ายเฉลี่ยของธนาคารพาณิชย์อยู่ในระดับ 3% เท่านั้นเอง
เมื่อมีรายได้ดอกเบี้ยมากจนธนาคารสามารถสะสมทุนไว้ได้เยอะจนธนาคารแข็งแรง ธปท.ก็เริ่มทำการปรับสมดุลรายได้ของธนาคาร ด้วยการเปิดฉกเจรจากับธนาคารพาณิชย์ขอให้ลดค่าธรรมเนียมเงินฝากลูกค้ารายย่อยลงมา เพื่อที่จะลดแรงกดดันจากการถูกต่อว่าปล่อยให้ธนาคารโขกกำไรจากลูกค้ารายย่อยอย่างเมามันและเกิดความไม่เป็นธรรม เพราะลูกค้ารายใหญ่กลับเสียดอกเบี้ยต่ำ ค่าธรรมเนียมก็ต่ำกว่าลูกค้ารายย่อยมาก
ทาง ธปท.เองก็ยอมรับว่าเศรษฐกิจของประเทศขณะนี้ขยายตัวดี และเริ่มมีเสถียรภาพ ทำให้ กนง.ตัดสินใจขึ้นดอกเบี้ย
น.ส.นวพร มหารักขกะ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายกลยุทธ์สถาบันการเงิน สายนโยบายสถาบันการเงิน ธปท. กล่าวว่า ขณะนี้ภาพรวมเศรษฐกิจของประเทศไทยยังดี เพราะฉะนั้นสินเชื่อแบงก์พาณิชย์ก็น่าจะเอื้อต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจ โดยความต้องการสินเชื่อยังมีอยู่อย่างต่อเนื่อง ขณะที่สภาพคล่องของธนาคารพาณิชย์ก็มีเพียงพอรองรับการปล่อยสินเชื่อได้ เนื่องจากระบบธนาคารพาณิชย์ได้มีการเร่งระดมเงินทุนผ่านเงินฝากและตั๋วแลกเงิน (บี/อี) ในช่วงที่ผ่านมา
สินเชื่อของระบบธนาคารพาณิชย์ไตรมาส 3 ปี 2553 ขยายตัวจากระยะเดียวกันปีก่อน 7.8% ซึ่งเพิ่มขึ้นจากที่ขยายตัว 5.3% ในไตรมาสก่อน โดยเป็นการเร่งตัวขึ้นของทั้งสินเชื่อภาคธุรกิจและสินเชื่ออุปโภคบริโภค
ทั้งนี้ ในส่วนสินเชื่อที่อยู่อาศัยในไตรมาส 3 ชะลอลงเล็กน้อย เนื่องจากมาตรการกระตุ้นตลาดอสังหาริมทรัพย์ได้สิ้นสุดลงในเดือน มิ.ย. 2553 ส่วนแนวโน้มของสินเชื่ออสังหาริมทรัพย์ในไตรมาส 4 ยังต้องติดตามดูต่อไปเพราะต้องพิจารณาหลายๆ ปัจจัยทั้งภาพรวมเศรษฐกิจ แนวโน้มของกลุ่มอุตสาหกรรมนั้นๆ รวมถึงนโยบายการปล่อยสินเชื่อของธนาคารพาณิชย์ด้วย
ดังนั้น การส่งสัญญาณควบคุมการปล่อยกู้ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์จึงเกิดขึ้น
อย่างไรก็ดี ปริมาณหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้หรือเอ็นพีแอลของธนาคารกลับลดลง โดยในสิ้นไตรมาส 3 ที่ผ่านมามียอดคงค้างอยู่ที่ 3.47 แสนล้านบาท ลดลง 9,400 ล้านบาท จากไตรมาสก่อนหน้า โดยเป็นผลจากการชำระคืนหนี้ การปรับปรุงโครงสร้างหนี้ และการขายหนี้
ด้านอัตราส่วนเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยงและอัตราส่วนเงินกองทุนชั้นที่ 1 ต่อสินทรัพย์เสี่ยง สิ้นไตรมาส 3 ทรงตัวจากไตรมาสก่อนหน้า โดยอยู่ที่ 16.9% และ 13% ตามลำดับ
และหากรวมผลประกอบการของธนาคารในไตรมาส 4 ก็น่าจะเห็นว่าธนาคารยังเป็นกลุ่มธุรกิจที่มีกำไรมากมายทั้งจากดอกเบี้ยและค่าธรรมเนียม
ดังนั้น หน้าที่ของ ธปท. ก็ต้องติดตามต่อไปว่าธนาคารพาณิชย์จะเป็นภาคอุตสาหกรรมเดียวหรือเปล่าที่ได้ประโยชน์ทั้งขึ้นทั้งล่องจากการที่เศรษฐกิจเป็นขาขึ้น และปล่อยกู้อย่างเพลิดเพลินจนสร้างหนี้เสียเหมือนในช่วงต้มยำกุ้งหรือเปล่า
แต่การที่ธนาคารจะได้กำไรดอกเบี้ยเพิ่มจากการตัดสินใจขึ้นดอกเบี้ยทุกครั้งของ กนง.นั้น เหมือนเป็นเรื่องที่ช่วยไม่ได้ แต่เรื่องที่ช่วยได้ก็คือ ธปท.ต้องพยายามไม่ให้ธนาคารเอาเปรียบลูกค้ามากเกินไป และทำให้คำว่า เสือนอนกินหายไปจากสารบบธนาคารพาณิชย์ไทย







