"จตุพร" แนะม็อบปลดแอกยึด3ข้อเรียกร้อง2จุดยืน เชื่อนำไปสู่ชัยชนะ
"จตุพร"ขอคณะประชาชนปลดแอก ขบวนการหนุ่มสาวยึดแนวทาง 3 ข้อ 2 จุดยืน เชื่อเป็นวิธีฉลาดเกิดพลานุภาพยิ่งใหญ่ นำไปสู่ชัยชนะ ได้ประชาธิปไตย เตือนอย่าเกินเลยระวังเจอรัฐประหารอีกรอบ
เมื่อ 16 ส.ค. 2563 นายจตุพร พรหมพันธุ์ ประธานแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) กล่าวถึงสถานการณ์การเมืองว่า ตลอดเวลาที่ผ่านมา ตนได้อธิบายประวัติศาสตร์การเมือง อีกทั้งเน้นถึงหลักอุดมการณ์ของ นปช.ว่า ยึดมั่นในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุข ดังนั้นจึงขอเน้นให้ขบวนการคนหนุ่มสาวยืนหยัด 3 ข้อเรียกร้อง คือ เลิกคุกคามประชาชน, ร่าง รธน.ใหม่ และยุบสภา อีกทั้ง 2 จุดยืนไม่เอารัฐประหาร และรัฐบาลแห่งชาติ
“ผมเชื่อว่า ถ้าคณะประชาชนปลดแอกได้ประกาศยืนยันทั้ง 3 ข้อ 2 จุดยืนแล้ว กลุ่มที่ออกมาต่อต้านไม่มีทางดำนินการอะไรได้เลย เพราะขบวนการต่อสู้นั้น อุดมการณ์และข้อเรียกร้องหลักต้องดำรงความมุ่งหมาย มีความชอบธรรมชัดเจน”นายจตุพรกล่าว
นอกจากนี้ ตนประกาศมาตลอดว่า กว่า 10 ปีที่ผ่านมา ไม่เคยเห็นขบวนการคนหนุ่มสาวลุกขึ้นมาเรียกร้องประชาธิปไตย เมื่อลุกขึ้นมาและมีข้อเรียกร้องชอบธรรม จึงได้รับขานรับจากทุกฝ่าย ทั้ง ประชาชน รัฐบาล ฝ่ายค้าน และพรรคการเมือง ถ้าดำรงความมุ่งหมาย 3 ข้อ 2 จุดยืนไว้แล้ว ปลายทางจะได้ประชาธิปไตย ถ้ายังนอกเหนือก้าวไปถึง 10 ข้อแล้ว คงหนีไม่พ้นได้เผด็จการ หรือรัฐประหาร
“ผมเชื่อว่า วันนี้คณะผู้จัดงานคงได้ประเมินว่า อะไรจะได้ชัยชนะ อะไรจะได้ประชาธิปไตย อะไรคือเผด็จการ เพราะขบวนการทั้งสองฝ่ายที่มาชุมนุมนั้น ฝ่ายประชาธิปไตยมาร่วมจำนวนมาก บอกถึงจุดยืนประชาธิปไตยเป็นอุดมการณ์ที่ไม่มีวันเปลี่ยนแปลง ดังนั้น ถ้าขบวนการต่อสู้บริหารเวทีกันดีๆ แล้วชี้ให้สังคมไทยเห็นว่า ประเทศไทยประสบความหายนะทางเศรษฐกิจ สังคม และการเมืองนั้น จะต้องได้รับการแก้ไข”นายจตุพรกล่าว
นายจตุพรกล่าวว่า ช่วงที่ผ่านมาที่ตนพยายามอธิบายการต่อสู้ด้วยการยึดมั่นข้อเรียกร้อง 3 ข้อนั้น ก็ได้รับการประชดประชัน แดกดัน ซึ่งอยากถามกลับว่า ไม่รู้จักตนหรือ เพราะขบวนการต่อสู้ เราต้องสนับสนุนอะไร ตนบอกได้ว่า ตนสนับสนุนแนวทาง 3 ข้อ 2 จุดยืน เพราะเป็นความชอบธรรม แต่ถ้าเสนอแนวทางทะลุเพดานแล้วจะหาหนทางชนะไม่เจอ
นายจตุพร กล่าวว่า ประวัติศาสตร์อธิบายไว้ชัดว่า เมื่อเกิดต่อสู้ทะลุเพดานแล้ว มีคนจัดการให้ไม่ใช่จัดการกันเอง เหตุการณ์ 6 ตุลา 19 มีการแต่งภาพแสดงละครล้อเลียนการแขวนคอตาย แล้วถูกปลุกพลังอีกฝ่ายหนึ่งว่า นศ.ที่ชุมนุมธรรมศาสตร์เป็นคอมมิวนิสต์ โค่นล้มสถาบัน พร้อมเอาภาพการแต่งหน้าให้เป็นองค์รัชทายาทมาเป็นใบเสร็จ เพื่อปลุกให้เกิดความชิงชังกันทั้งสิ้น และนั่นคือการยืนกันระหว่างธรรมศาสตร์กับลานพระบรมรูปทรงม้า แต่วันนี้ทั้งสองฝ่ายยืนอยู่คนละฝั่งถนนราชดำเนินกัน
“ผมเชื่อในศักยภาพคนหนุ่มสาว ว่า วันนี้ถือธงนำใน 3 ข้อ 2 จุดยืน และกลุ่มที่มาต่อต้านทั้งหลายจะเป็นเหมือนถูกกฎหมายปิดปาก ดังนั้นในการต่อสู้ยุทธวิธี ยุทธศาสตร์จะเป็นของคู่กัน แต่สิ่งสำคัญคือการดำรงความมุ่งหมาย และผมเชื่อว่าวันนี้จะผ่านกันไปได้ แต่ถ้านอกเหนือข้อเรียกร้องและจุดยืนแล้ว ที่เห็นมันไม่น่ากลัว ที่น่ากลัวคือไม่เห็น อีกทั้งจุดจบก็อยู่ภายในรุ่งสางก็แอ่นแอ๊นกันไป”
ถ้าขบวนการคนหนุ่มสาววันนี้รู้เท่าทันสถานการณ์ ตัดไฟตั้งแต่ต้นลม ใช้ข้อเรียกร้องที่มีเหตุผลพอประมาณ ตนเชื่อว่าจะได้รับชัยชนะยิ่งใหญ่ที่สุดในวันสันติภาพไทย รวมทั้งถ้าปรับยุทธวิธีแล้วคงไม่มีใครจะทำการอะไรได้เลย
เมื่อต้องการให้คนหนุ่มสาวลุกขึ้นมาต่อสู้ประสบชัยชนะและการต่อสู้ด้วยอารมณ์สะใจไม่มีวันชนะ ขบวนการต่อสู้เดินมาไกลขณะนี้ เป็นการต่อสู้ทางการเมือง ไม่ใช่ต่อสู้ทางการทหาร แต่ถ้าแพ้ก็เป็นแค่แพ้ทางการทหาร แต่เราชนะทางการเมือง เพราะหลังจากนั้น การเลือกตั้งจะชนะอย่างถล่มทลายม้วนเดียวจบ แต่เรารักษาชัยชนะไว้ไม่นานเหมือน 14 ตุลา 16 แล้วถูกแยกสลายในเวลาต่อมาอีกไม่นาน เพื่อโดดเดียวนักศึกษา
คนที่รักชาติบ้านเมืองนั้น รู้ว่าชัยชนะอยู่ตรงไหน ดังนั้นในการต่อสู้ต้องประชุมหารือ และเลือกวิธีต่อสู้อย่างฉลาด แม้ นปช.เคยแพ้ในการต่อสู้ ซึ่งเป็นแค่การแพ้ทางการทหาร แต่ชนะทางการเมือง
นายจตุพร กล่าวอีกว่า สิ่งสำคัญที่สุดนั้น วันนี้ต้องไม่เกิดการปะทะกัน หวังว่าคนหนุ่มสาวคงมีวิธีคิดในการต่อสู้ เพราะประชาชนห่วงใย และหวังว่าตำรวจต้องป้องกันอย่างเต็มที่


