
ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยอะไร
...สมผล ตระกูลรุ่ง
มีหลายคนมึนงงกับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญเมื่อวันที่ 29 พ.ย.ที่ผ่านมา ผู้คนส่วนใหญ่เข้าใจว่า เหตุผลหลักที่ไม่ยุบพรรคประชาธิปัตย์ คือนายทะเบียนพรรคการเมืองไม่ยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญภายใน 15 วัน ทำให้เกิดคำถามตามมามากมาย จนศาลรัฐธรรมนูญอยู่เฉยไม่ได้ ต้องออกเอกสารชี้แจงถึงเหตุผลที่ยกคำร้อง
การทำความเข้าใจกับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ จะต้องเข้าใจระบบการทำคำวินิจฉัยของศาลเสียก่อนว่า ตุลาการแต่ละท่านจะทำคำวินิจฉัยส่วนตน แล้วนำมาลงมติกันว่า ความเห็นใดเป็นเสียงข้างมาก ก็ถือว่าเป็นคำวินิจฉัยชี้ขาดในคดี โดยจะใช้ความเห็นส่วนตนของตุลาการท่านใดท่านหนึ่ง เป็นหลักในการทำคำวินิจฉัยกลาง และปรับปรุงเพิ่มเติมเนื้อหาให้ครอบคลุมถึงเหตุผลของแต่ละท่าน
เมื่ออ่านคำวินิจฉัยของศาลให้ดี จะเห็นได้ว่า ตุลาการที่เห็นว่า กระบวนการนำเรื่องขึ้นสู่ศาลรัฐธรรมนูญของนายทะเบียนพรรคการเมือง ถูกต้องแล้ว มี 2 ท่าน ส่วนตุลาการอีก 4 ท่าน มีความเห็นว่า กระบวนการนำคดีขึ้นสู่ศาลไม่ชอบด้วยกฎหมาย
ในความเห็นเสียงข้างมากของตุลาการ 4 ท่าน มีความเห็นตรงกันในส่วนของผลคือกระบวนการไม่ชอบ แต่เหตุผลที่อธิบายมี 2 เหตุผล ซึ่งได้อธิบายไว้อย่างชัดเจนในคำวินิจฉัยกลาง
เหตุผลที่หนึ่งเป็นเสียงข้างมาก 3 เสียง ซึ่งถือเป็นเหตุผลหลัก คือ ศาลท่านเห็นว่า นายทะเบียนพรรคการเมืองจะต้องมีความเห็นก่อนว่า พรรคการเมืองทำความผิด แล้วจึงเสนอขอความเห็นชอบจากคณะกรรมการการเลือกตั้งที่จะยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญขอให้มีคำสั่งยุบพรรค เพื่อให้คณะกรรมการการเลือกตั้งกลั่นกรองให้รอบคอบ เนื่องจากมาตรา 93 พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง บัญญัติว่า เมื่อความปรากฏต่อนายทะเบียน ให้นายทะเบียนขอความเห็นชอบจาก กกต. ฉะนั้น หากนายทะเบียนเห็นว่า พรรคการเมืองไม่ได้ทำผิดกฎหมาย จะถือว่าความปรากฏต่อนายทะเบียนได้อย่างไร
ไม่ว่าคณะกรรมการการเลือกตั้งอีก 4 ท่านจะเห็นว่าผิด แต่ถ้านายทะเบียนเห็นว่าไม่ผิด ก็ไม่อาจถือได้ว่าความปรากฏต่อนายทะเบียน ศาลท่านจึงเห็นว่า เมื่อนายทะเบียนไม่ได้มีความเห็นให้ยุบพรรค คณะกรรมการการเลือกตั้งก็ไม่มีอำนาจสั่งหรือให้นายทะเบียนดำเนินการได้ กระบวนการยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญจึงไม่ชอบ
อีกความเห็นหนึ่งซึ่งมี 1 เสียง เป็นความเห็นเสริม เนื่องจากในคำวินิจฉัยกลางใช้คำว่า
“อนึ่ง มีเหตุผลในการวินิจฉัยอีกว่า” ซึ่งเท่ากับเป็นเหตุผลที่สนับสนุนเหตุผลหลัก โดยให้เหตุผลว่า นายทะเบียนยื่นคำร้องเกินกำหนดเวลาในมาตรา 93 ที่ให้นายทะเบียนพรรคการเมืองยื่นคำร้องภายใน 15 วัน นับแต่วันที่ความปรากฏต่อนายทะเบียนแต่ปรากฏว่า คนส่วนใหญ่กลับไม่พูดถึงเหตุผลหลัก แต่ไปถือเอาเหตุผลเสริมมาวิพากษ์วิจารณ์ และถือเป็นเหตุผลเดียวในการยกคำร้อง ซึ่งเป็นการเข้าใจผิดอย่างร้ายแรง
ที่เลวร้ายกว่านั้น คือ นำเหตุผลเสริมนี้ไปคาดเดาผลคดี 258 ล้านบาทที่รอการวินิจฉัยจากศาลอยู่
ในทางวิชาการแล้ว ปัญหาที่นักกฎหมายน่าจะถกเถียงกันคือ จะถือเหตุผลใดเป็นบรรทัดฐานของศาลรัฐธรรมนูญในการพิจารณาคดีต่อไป เพราะทั้งสองเหตุผลไม่ได้ไปในทิศทางเดียวกัน
ประเด็นดังกล่าว ขอให้รอคำวินิจฉัยส่วนตนของตุลาการแต่ละท่านก่อนว่า มีรายละเอียดอย่างไร เหตุผลใดเป็นเสียงข้างมาก แล้วค่อยมาวิพากษ์วิจารณ์กัน
นอกจากนี้ ประเด็นที่ผู้คนถามกันมากจนเป็นทอล์กออฟเดอะทาวน์ คือ ทำไมศาลไม่พิจารณาเนื้อหาว่าพรรคประชาธิปัตย์ใช้เงินผิดจริงหรือไม่
ประเด็นนี้เป็นประเด็นเทคนิคในทางกฎหมาย ตามที่พูดกันว่า ชนะฟาวล์ ซึ่งผู้ที่เป็นนักกฎหมายย่อมทราบดีกว่า กฎหมายแบ่งได้เป็น 2 ประเภท คือกฎหมายสารบัญญัติ และกฎหมายวิธีสบัญญัติ ถ้าถามว่า กฎหมายใดสำคัญกว่ากัน ก็คงตอบได้ว่า สำคัญเท่าๆ กัน
กฎหมายสารบัญญัติ เป็นกฎหมายที่กำหนดว่า การกระทำอย่างใดเป็นความผิด เช่น ถ้าจ่ายเช็คไม่มีเงิน เป็นความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค ส่วนกฎหมายวิธีสบัญญัติ เป็นกฎหมายที่กำหนดวิธีการเพื่อให้สามารถบังคับใช้กฎหมายให้เป็นไปตามบัญญัติไว้ในกฎหมายสารบัญญัติ เช่น กำหนดวิธีการสอบสวนของตำรวจว่า จะต้องสอบสวนอย่างไร จะใช้ไฟฟ้าชอร์ตหรือจะใช้วิธีทรมานผู้ต้องหาให้รับสารภาพไม่ได้
หลักเกณฑ์ดังกล่าว นักกฎหมายโดยเฉพาะผู้ที่เรียนจบจากต่างประเทศจะทราบดี เว้นแต่จะแกล้งไม่รู้ หรือตั้งใจที่จะไม่รู้
ถ้ายังจำคดีของ O.J.Simson นักบาสเกตบอลที่ฆ่าภรรยา การแสวงหาพยานหลักฐานของตำรวจ ไม่เป็นไปตามกฎหมาย อันเป็นกฎหมายในส่วนวิธีสบัญญัติ จึงรับฟังไม่ได้ แม้รู้อยู่ว่าทำผิดจริง ก็ต้องยกฟ้อง
กฎหมายวิธีสบัญญัติ จึงมีความสำคัญที่จะให้ความเห็นธรรมกับผู้ถูกกล่าวหา ไม่ให้ถูกเจ้าหน้าที่รวบรัดสรุปสำนวน
หากไม่เคร่งครัดกฎหมายวิธีสบัญญัติ ยอมรับให้เจ้าหน้าที่จะสอบสวนโดยวิธีการใดก็ได้ ผู้ที่จะเดือดร้อนก็คือประชาชน เพราะตำรวจบ้านเราเขาถือคติว่า ถ้าจับแล้วต้องผิด ฉะนั้น ตำรวจไทยจึงใช้ทุกวิธีการที่ให้ผู้ต้องหาผิดให้ได้ ไม่ว่าจะเป็นวิธีที่ถูกกฎหมายหรือไม่
คดียุบพรรคก็ทำนองเดียวกัน หากยอมให้นายทะเบียนพรรคการเมืองหรือ กกต.ทำอะไรได้ตามใจชอบ ไม่ต้องปฏิบัติตามกฎหมายก็ได้ ถ้า กกต.ไม่เป็นธรรม หรือปอดแหก หรือไม่รู้หรือแกล้งไม่รู้กฎหมาย พรรคการเมืองจะเดือดร้อน
คณะกรรมการการเลือกตั้งทั้งคณะซึ่งรวมถึงหมวกของนายทะเบียนพรรคการเมือง ทราบประเด็นข้อกฎหมายที่ศาลยกขึ้นวินิจฉัยเป็นอย่างดี เพราะได้หยิบยกประเด็นนี้ขึ้นพิจารณามาแล้วในองค์กรของ กกต.เอง
หากศาลไม่วินิจฉัยประเด็นการทำหน้าที่ของ กกต.จะกลายเป็นว่า กกต.อยู่เหนือกฎหมาย ไม่ต้องปฏิบัติตามกฎหมายก็ได้ ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง
การที่ศาลท่านเห็นว่า กกต.ทำผิดขั้นตอน แล้วยกคำร้อง จึงเป็นไปตามหลักกฎหมายที่ทั่วโลกเขาปฏิบัติกัน นักกฎหมายไทยก็รู้ประเด็นนี้ดี
อีกประเด็นหนึ่งที่มีการพูดกันมาก คือ ทำไมปล่อยให้สืบพยานเป็นปี แล้วยกคำร้องด้วยเหตุผล ยื่นคำร้องเกินกำหนดเวลา ทำไมไม่ยกคำร้องเสียแต่แรก
ประการแรก คดีนี้นายทะเบียนยื่นคำร้องเมื่อปลายเดือน เม.ย.ปีนี้ ศาลใช้เวลาพิจารณาเพียง 7 เดือน ไม่ได้เป็นปีตามที่พูดเอามันกัน
ประการที่สอง เหตุผลที่ศาลยกคำร้อง มิใช่เรื่องระยะเวลาเพียงเรื่องเดียว แต่เหตุผลหลักคือ นายทะเบียนไม่ได้พิจารณาให้ความเห็นก่อน ตามที่ได้อธิบายข้างต้น
ประการที่สาม การยื่นคำร้องของนายทะเบียนไม่ได้มีข้อเท็จจริงทั้งหมด การที่จะพิจารณาข้อกฎหมายได้ว่า นายทะเบียนมีความเห็นก่อนหรือไม่ ก็ดี หรือยื่นเกินเวลาหรือไม่ ก็ดี ศาลย่อมต้องฟังข้อเท็จจริงจากการสืบพยานของทั้งสองฝ่ายเสียก่อน หากไม่ไต่สวน ศาลจะรู้ได้อย่างไรว่านายทะเบียนหรือคณะกรรมการการเลือกตั้งทำอะไรมาบ้าง ข้อเท็จจริงเป็นมาอย่างไร และจะวินิจฉัยได้อย่างไรว่า นายทะเบียนมีความเห็นหรือไม่ หรือยื่นเกินกำหนดเวลาหรือไม่
หรือจะให้ศาลนั่งเทียนเขียนคำวินิจฉัยเอาเองโดยไม่ฟังข้อเท็จจริงจากการไต่สวน
การวิพากษ์วิจารณ์คำวินิจฉัยของศาล เป็นสิทธิที่ทำได้ แต่ต้องเข้าใจกระบวนการ และต้องวิพากษ์วิจารณ์ความสุจริต ไม่ใช่พูดเอามัน
เรื่องประเด็นทางกฎหมายแม้เป็นเรื่องที่คนทั่วไปอาจเข้าใจยาก แต่สามารถทำความเข้าใจได้ เพียงแต่เปิดใจให้กว้าง ดูเหตุผลในคำวินิจฉัย และขอให้รอดูคำวินิจฉัยส่วนตนของตุลาการแต่ละท่าน อ่านทุกบรรทัดอย่างตั้งใจ ท่านก็จะทราบว่า ตุลาการที่วินิจฉัยแต่ละท่าน ให้เหตุผลที่รับฟังได้หรือไม่
ศาลรัฐธรรมนูญท่านจบหน้าที่ของท่านแล้ว ต่อไปก็เป็นหน้าที่ของนักวิชาการที่จะวิพากษ์วิจารณ์ตามหลักเกณฑ์อย่างตรงไปตรงมา และประเด็นที่นักกฎหมายควรจะหยิบยกขึ้นวิพากษ์วิจารณ์กันคือ หลักกฎหมายที่ศาลท่านวางไว้ว่า นายทะเบียนต้องมีความเห็นก่อนเสนอขอความเห็นชอบจาก กกต.นั้น เป็นไปตามบทบัญญัติของกฎหมายหรือไม่ และข้อเท็จจริง นายทะเบียนไม่ยอมทำความเห็นหรือไม่
อย่าพูดเพียงเพื่อเอามัน ตามกระแสของคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งที่ตั้งธงเอาไว้แล้ว
โดยเฉพาะนักกฎหมายที่จะต้องใช้หลักนิติศาสตร์ในการวิพากษ์วิจารณ์







