
มติศาลรธน. 4:2 "ปชป."ชนะฟาล์ว
สรุปคำวินิจฉัย คณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ที่มีมติ 4 ต่อ 2 ให้ยกคำร้องที่นายทะเบียนพรรคการเมืองขอให้ศาลรัฐธรรมนูญยุบพรรคประชาธิปัตย์เนื่องจากใช้เงินสนับสนุนพรรคการเมืองของผู้ถูกร้องไม่เป็นไปตามกฎหมาย
สรุปคำวินิจฉัย คณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ที่มีมติ 4 ต่อ 2 ให้ยกคำร้องที่นายทะเบียนพรรคการเมืองขอให้ศาลรัฐธรรมนูญยุบพรรคประชาธิปัตย์เนื่องจากใช้เงินสนับสนุนพรรคการเมืองของผู้ถูกร้องไม่เป็นไปตามกฎหมาย
โดย....ธนพล บางยี่ขัน และไพบูลย์ กระจ่างวุฒิชัย
หมายเหตุ : คณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัย 4 ต่อ 2 ให้ยกคำร้องที่นายทะเบียนพรรคการเมือง(ผู้ร้อง)ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญยุบพรรคประชาธิปัตย์(ผู้ถูกร้อง)เนื่องจากใช้เงินสนับสนุนพรรคการเมืองของผู้ถูกร้องไม่เป็นไปตามกฎหมายและรายงานการใช้เงินไม่ตรงตามความเป็นจริง โดยสรุปได้ดังนี้
การกระทำของผู้ถูกร้องตามคำร้องอยู่ในบังคับพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมืองพ.ศ.2541 หรือพ.ศ.2550 หรือไม่
การยื่นคำร้องให้ศาลรัฐธรรมนูญยุบพรรคการเมืองตามมาตรา 93 กำหนดหลักเกณฑ์เอาไว้ว่า ให้นายทะเบียนตามความเห็นชอบของกกต.ยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญภายใน 15 วันนับแต่วันที่ความปรากฎต่อนายทะเบียน เมื่อความปรากฏต่อนายทะเบียนไม่ว่าจะทราบเองหรือบุคคลใดแจ้งให้ทราบ นายทะเบียนเป็นผู้มีอำนาจหน้าที่ในการพิจารณาเบื้องต้นก่อนว่าการกระทำที่ทราบมานั้นเป็นเหตุให้พรรคการเมืองต้องถูกยุบหรือไม่
เห็นว่าถึงแม้ว่าพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมืองพ.ศ.2550 มาตรา 6 วรรค 1 จะบัญญัติให้ประธานกกต.เป็นนายทะเบียนพรรคการเมือง แต่พ.ร.บ.ดังกล่าวก็บัญญัติแยกอำนาจหน้าที่ของกกต.และนายทะเบียนพรรคการเมืองเอาไว้ต่างหากจากกัน และบางกรณีจะบัญญัติให้กกต.และนายทะเบียนพรรคการเมืองใช้อำนาจหน้าที่ในลักษณะร่วมมือหรือถ่วงดุลกัน
สำหรับกรณีบัญญัติให้กกต.และนายทะเบียนพรรคการเมืองมีลักษณะร่วมกันหรือถ่วงดุลกันเช่นตามมาตรา92 ให้อำนาจนายทะเบียนพรรคการเมืองดำเนินการสอบสวนข้อเท็จจริงกรณีพรรคการเมืองมีเหตุต้องเลิก หากเห็นว่ามีเหตุดังกล่าวเกิดขึ้นกับพรรคการเมืองจริง ให้นายทะเบียนพรรคการเมืองโดยความเห็นชอบของกกต. สั่งเลิกพรรคการเมืองนั้นหรือตามมาตรา 93 วรรค 2 กรณียื่นคำร้องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งยุบพรรคการเมืองเนื่องจากพรรคการเมืองไม่ดำเนินการตามมาตรา 42 วรรค 2 หรือ มาตรา 82 เป็นต้น
การที่กฎหมายบัญญัติให้นายทะเบียนพรรคการเมืองเป็นผู้วินิจฉัยว่ามีการกระทำความผิดตามมาตรา 82 แห่งพ.ร.บ. ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2550 หรือไม่ ก็เนื่องจากนายทะเบียนพรรคการเมืองมีหน้าที่ดูแลการปฏิบัติของพรรคการเมืองตามที่กฎหมายกำหนดและเป็นผู้ที่ทราบรายละเอียดการปฏิบัติของพรรคการเมืองเป็นอย่างดี ส่วนประธานกกต.และกกต. มิได้มีหน้าที่ควบคุมดูแลการปฏิบัติหน้าที่ของพรรคการเมือง คงมีหน้าที่เพียงตรวจสอบว่าความเห็นของนายทะเบียนพรรคการเมืองมีเหตุสมควรหรือไม่
อนึ่งมีเหตุผลในการวินิจฉัยอีกว่า เนื่องจากเจตนารมณ์ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2550 มุ่งประสงค์ให้การปฏิบัติหน้าที่ของนายทะเบียนพรรคการเมืองถูกตรวจสอบโดยกกต. ซึ่งเป็นการตรวจสอบภายในองค์กรด้วยกันเอง กกต. จึงมีอำนาจควบคุมกำกับดูแลนายทะเบียนพรรคการเมืองได้ ซึ่งนายทะเบียนพรรคการเมืองจะต้องปฏิบัติให้เป็นไปตามมติของกกต.และนายทะเบียนพรรคการเมืองต้องยื่นคำร้องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งยุบพรรคการเมือง ตามขั้นตอนและระยะเวลาที่กำหนดเป็นกระบวนการไว้
ต่อมา 17 ธ.ค. 2552 ในการประชุมกกต.ครั้งที่ 144/2552 ได้พิจารณารายงานคณะกรรมการสืบสวนทั้ง2 ข้อกล่าวหา แล้วมีมติด้วยคะแนนเสียงข้างมากส่งเรื่องให้ผู้ร้องพิจารณาดำเนินการตาม พ.ร.บ.พรรคการเมือง 2550 มาตรา 95 ทั้ง 2 ข้อกล่าวหา โดยประธานกกต. ได้ร่วมลงมติเป็นความเห็นเสียงข้างน้อยให้ยกคำร้องให้ยุบพรรคผู้ถูกร้องสองข้อกล่าวหา เพราะไม่พบการกระทำผิด
ถือได้ว่าคดีนี้ความได้ปรากฏต่อนายทะเบียนว่า พรรคผู้ถูกร้องมีกรณีตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ.2550 มาตรา 93 วรรค 1 และ กกต.เห็นชอบให้ยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญได้แล้วระยะเวลา ที่ต้องยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ ภาย15 วัน จึงต้องเริ่มนับตั้งแต่วันที่ 17 ธ.ค. 2552 อันเป็นวันที่ กกต. มีมติดังกล่าว
การที่ผู้ร้องมีคำสั่ง ที่ 9/2552 ลงวันที่ 29 ธ.ค.2552 แต่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบเพื่อตรวจสอบสำนวนการสอบสวนของคณะกรรมการชุดนายอิศระ หลิมศิริวงษ์ เป็นประธาน อีก และผู้ร้องเสนอโดยมิได้มีความเห็นให้ยุบพรรคผู้ถูกร้องหรือไม่ประการใดเช่นเดิม แม้ต่อมาวันที่21 เม.ย. 2553 กกต. จะมีมติเป็นเอกฉันท์ในการประชุมครั้งที่ 43/2553 เห็นชอบให้ผู้ร้องในฐานะนายทะเบียนพรรคการเมืองยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ ให้ยุบพรรค
กระบวนการดังกล่าวเป็นการตรวจสอบภายในองค์กร และเป็นการปรับบทบังคับใช้กฏหมายใช้ชัดเจนในองค์กร ที่ต้องอยู่ในบังคับตามระยะเวลาที่พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ.2550 มาตรา 93 วรรค 2 กำหนดเป็นกรณีต้องยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญภายใน 15 วันนับจากวันที่ 17 ธ.ค. 2552 อันเป็นวันที่ กกต. มีมติเสียงข้างมาพิจารณารายงานคณะกรรมการชุด นายอิศระ หลิมศิริวงษ์ เป็นประธาน ถือเป็นวันที่ความปรากฏต่อผู้ร้องในฐานะนายทะเบียนพรรคการเมืองด้วย
เมื่อผู้ร้องยื่นคำร้องในคดี นี้ในวันที่ 26 เม.ย. 2553 จึงพ้นระยะเวลา 15 วันตามที่กฎหมายกำหนด กระบวนการยื่นคำร้องขอให้ยุบพรรคผู้ถูกร้องจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย และไม่ชอบที่ศาลรัฐธรรมนูญจะพิจารณาวินิจฉัยคำร้องในประเด็นอื่นอีกต่อไป ศาลรัฐธรรมนูญ จึงวินิจฉัยด้วยเสียงข้างมาก 4 ต่อ 2 ว่ากระบวนการยื่นคำร้องขอให้ยุบพรรคผู้ถูกร้องไม่ชอบด้วยกฎหมาย ไม่จำต้องวินิจฉัยในกรณีอื่นอีกต่อไป ให้ยกคำร้อง







