
ระวังเก็งค่าเงินสินค้าโภคภัณฑ์ นาทีนี้มีแต่ขายทิ้ง
ยิ่งเศรษฐกิจโลกยังผันผวน เต็มไปด้วยปัจจัยลบและความไม่แน่นอนมากเท่าไร คนทั่วไปก็ยิ่งฉีกวิธีหาเงินจากการค้าขายแบบเดิมๆ หันเข้าสู่การเก็งกำไรสินทรัพย์ต่างๆ กันมากขึ้น โดยเฉพาะสินค้าโภคภัณฑ์ทั้งทองคำและสินค้าเกษตรที่มาแรงอย่างต่อเนื่องตลอดช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา
ยิ่งเศรษฐกิจโลกยังผันผวน เต็มไปด้วยปัจจัยลบและความไม่แน่นอนมากเท่าไร คนทั่วไปก็ยิ่งฉีกวิธีหาเงินจากการค้าขายแบบเดิมๆ หันเข้าสู่การเก็งกำไรสินทรัพย์ต่างๆ กันมากขึ้น โดยเฉพาะสินค้าโภคภัณฑ์ทั้งทองคำและสินค้าเกษตรที่มาแรงอย่างต่อเนื่องตลอดช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา
โดย...ทีมข่าวต่างประเทศ
ยิ่งเศรษฐกิจโลกยังผันผวน เต็มไปด้วยปัจจัยลบและความไม่แน่นอนมากเท่าไร คนทั่วไปก็ยิ่งฉีกวิธีหาเงินจากการค้าขายแบบเดิมๆ หันเข้าสู่การเก็งกำไรสินทรัพย์ต่างๆ กันมากขึ้น โดยเฉพาะสินค้าโภคภัณฑ์ทั้งทองคำและสินค้าเกษตรที่มาแรงอย่างต่อเนื่องตลอดช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา
ทว่า สำหรับ “สกุลเงินสินค้าโภคภัณฑ์” (Commodity Currency) อาจยังไม่คุ้นหูสำหรับคนทั่วไปนัก จะมีก็เพียงคนในแวดวงและนักเก็งกำไรค่าเงินที่คุ้นเคยดี และอาจทำกำไรกันได้อย่างหนาตาในปีนี้
สกุลเงินสินค้าโภคภัณฑ์ คือ สกุลเงินต่างประเทศที่อิงกับสินค้าโภคภัณฑ์เป็นหลัก อาทิ เงินเหรียญออสเตรเลีย เงินเหรียญนิวซีแลนด์ และเงินเหรียญแคนาดา ซึ่งทั้งสามชาตินี้ต่างก็มีอุตสาหกรรมเหมืองแร่และการเกษตรเป็นสินค้าส่งออกหลักที่สร้างรายได้ให้ประเทศ ดังนั้นสกุลเงินของ 3 ประเทศนี้จึงผันผวนสูงต่อราคาสินค้าโภคภัณฑ์โลก และเมื่อเก็งกำไรในสินค้าโภคภัณฑ์แล้ว หลายคนก็ไม่พลาดที่จะเก็งกำไรค่าเงินอีกต่อด้วย
แต่ปัจจุบันสัญญาณแห่งความมั่งคั่งนี้กำลังเริ่มแปรเปลี่ยนเป็นสัญญาณอันตราย
และเป็นสัญญาณอันตรายที่ไปด้วยกันกับปัจจัยฟองสบู่และเงินเฟ้อของจีน
บรรดานักวิเคราะห์ต่างมองว่า สกุลเงินสินค้าโภคภัณฑ์ที่แข็งค่าขึ้นอย่างต่อเนื่องในปีนี้ สุ่มเสี่ยงที่จะถูกเทขายอย่างหนักภายในสิ้นปี เนื่องจากมีความกังวลกันว่าความร้อนแรงของตลาดเกิดใหม่ในเอเชียจะเริ่มลดลง โดยเฉพาะตลาดจีนที่ประกาศเอาจริงในการต่อสู้กับภาวะเงินเฟ้อและความเสี่ยงฟองสบู่สินทรัพย์
ปัจจัยดังกล่าวส่งผลให้สกุลเงินเหรียญออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ และแคนาดา เริ่มดิ่งลงทันที ขณะเดียวกันการเริ่มกังวลต่อความเสี่ยงของนักลงทุน (Risk Aversion) ก็เป็นอีกปัจจัยลบต่อทั้งสามสกุลเงินดังกล่าวเช่นกัน แม้ว่าหลังปีใหม่อาจมีแรงซื้อจากนักลงทุนกลับมาอีกครั้ง เนื่องจากปัจจัยความกังวลต่อค่าเงินยูโร ทว่าภายในปีนี้จนกว่าจะสิ้นสุดปีการเก็งกำไรในสกุลเงินสินค้าโภคภัณฑ์นั้น นับเป็นความเสี่ยงที่น่าจับตาอย่างยิ่ง
รอยเตอร์ส ระบุว่า เงินเหรียญออสเตรเลีย (AUD) นับเป็นสกุลเงินที่เผชิญความเสี่ยงมากที่สุดในอีกหนึ่งเดือนที่เหลือนี้ หลังจากที่เพิ่งทะยานขึ้นทำสถิติสูงสุดในรอบ 28 ปี หรือดีดตัวขึ้นถึง 16% ไปทะลุ 1.0183 เหรียญออสเตรเลียต่อเหรียญสหรัฐ เมื่อวันที่ 5 พ.ย.ที่ผ่านมา ก่อนจะเริ่มดิ่งลงอย่างต่อเนื่อง
“เป็นที่ชัดเจนว่าเงินเหรียญออสเตรเลียที่แข็งค่าขึ้นมาตลอดก่อนหน้านี้ ถูกเทขายอย่างหนักในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่งนับเป็นสัญญาณชี้ชัดว่านักลงทุนที่ถือเงินเหรียญออสเตรเลียกำลังหาจังหวะเหมาะที่จะเทขายกันอยู่” ไมเคิล เดิร์กส์ นักวิเคราะห์ค่าเงินจากบริษัทค้าเงินรายใหญ่ เอฟเอ็กซ์โปร กล่าวกับรอยเตอร์ส
เป็นที่คาดว่าเงินออสซีนั้นอาจร่วงลงไปถึง 0.95 เหรียญออสเตรเลียต่อเหรียญสหรัฐเลยทีเดียว หากนักลงทุนพากันเทขายทำกำไรอย่างหนักในเดือนหน้า ก่อนที่อาจจะดีดตัวกลับขึ้นมาได้ในฟ้าใหม่ปีหน้า
อีกปัจจัยที่ฉุดให้เงินเหรียญออสเตรเลียมีความเสี่ยงที่สุดในบรรดา 3 สกุลเงินสินค้าโภคภัณฑ์ เป็นเพราะการทำแคร์รีเทรด การกู้เงินดอกเบี้ยต่ำไปเก็งกำไรเงินและพันธบัตรดอกเบี้ยสูงที่ทะลักกลับมาอีกครั้ง หลังจากที่ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ดำเนินนโยบายผ่อนคลายทางการเงินรอบใหม่กับการปั๊มเงินเข้าระบบ (QE2) อีก 6 แสนล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 18 ล้านล้านบาท)
จากเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำในสหรัฐที่อัตรา 00.25% เห็นได้ชัดว่านักลงทุนจะได้กำไรมหาศาลจากการเก็งกำไรบนส่วนต่างอัตราดอกเบี้ย 4.75% ในออสเตรเลีย เมื่อเทียบกับสกุลเงินอื่นๆ ที่มีอัตราดอกเบี้ยต่ำกว่า และตลาดยังคาดว่าธนาคารกลางออสเตรเลียจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีกอย่างน้อย 0.25% ในปีหน้า
อย่างไรก็ตาม ปัจจัยคุมเงินเฟ้อจากฟากรัฐบาลกรุงปักกิ่งนั้น ต้องเรียกว่าเป็นปัจจัยสำคัญที่สุดที่ฉุดทั้งแรงซื้อสินค้าโภคภัณฑ์และสกุลเงินสินค้าโภคภัณฑ์ให้อ่อนแรงลง เนื่องจากจีนเป็นทั้งผู้ซื้อและผู้ขายสินค้าโภคภัณฑ์รายใหญ่ที่สุดของโลกในวันนี้
การเป็นคู่ค้ารายใหญ่กับออสเตรเลีย โดยมีสายสัมพันธ์การค้าอันเหนียวแน่นระหว่างกัน โดยเฉพาะอุตสาหกรรมเหมืองแร่นั้น ทำให้ไม่ใช่เรื่องแปลกแต่อย่างใดที่นักลงทุนจะมองออสเตรเลียเป็นตัวแทนของการเติบโตทางเศรษฐกิจจีนและเอเชีย
ขณะที่สกุลเงินอื่นๆ อย่างเงินเหรียญแคนาดา (CAD) นั้น ก็คาดว่าจะได้รับผลกระทบเช่นเดียวกัน ทว่าในวงจำกัดน้อยกว่า เนื่องจากคาดว่าแคนาดาจะได้ประโยชน์จากการขยายตัวทางเศรษฐกิจสหรัฐหลังมาตรการ QE2 ไปด้วย และที่ผ่านมาในช่วงขาขึ้นระหว่างเดือน ส.ค. ถึงเดือนต้น พ.ย. เงินเหรียญแคนาดาก็ร้อนแรงน้อยกว่าเงินออสซีด้วย ขณะที่ปัจจัยพยุงสุดท้าย เป็นเพราะการคาดหมายว่าธนาคารกลางแคนาดาอาจชะลอการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยรอบใหม่ออกไปก่อน
ไซมอน เดอร์ริก นักวิเคราะห์ค่าเงินจากแบงก์ ออฟ นิวยอร์ก เมลลอน กล่าวว่า การคุมเงินเฟ้อในจีนเป็นปัจจัยสำคัญอย่างยิ่งที่มีผลต่อสกุลเงินสินค้าโภคภัณฑ์ และเห็นได้ชัดว่าจีนในวันนี้ดูจะเป็นกังวลกับภาวะเงินเฟ้อ ยิ่งกว่าการขยายตัวทางเศรษฐกิจที่ชะลอตัวลง
เพราะจากเป้าเงินเฟ้อตลอดทั้งปี 2553 ที่ 3% อัตราเงินเฟ้อเดือน ต.ค. ของจีนกลับทะลุไปแล้วถึง 4.4% โดยเฉพาะเงินเฟ้อในสินค้ากลุ่มอาหารที่ทะยานขึ้นเลข 2 หลักไปแตะระดับ 10.1%
ทางการกรุงปักกิ่งจึงประกาศมาตรการที่เอาจริงอีกครั้ง กับการประกาศให้ธนาคารพาณิชย์ทั่วประเทศเพิ่มทุนสำรองครั้งใหม่เมื่อวันที่ 19 พ.ย.ที่ผ่านมา ซึ่งนับเป็นครั้งที่ 2 ติดต่อกันในรอบไม่กี่สัปดาห์ หลังจากที่เพิ่งประกาศขึ้นอัตราดอกเบี้ยไปเมื่อเดือนก่อน 19 ต.ค. ท่ามกลางการคาดหมายว่าจะมีมาตรการคุมเงินเฟ้อทยอยออกมาอีกอย่างต่อเนื่อง
จึงไม่น่าแปลกใจที่นักลงทุนจะเลือกเทขายทั้งเงินและสินค้าโภคภัณฑ์กันอย่างหนักในช่วงนี้ ที่ยังพอทำกำไรกันได้
ปีหน้าฟ้าใหม่ค่อยกลับมาว่า (เก็ง) กันใหม่อีกครั้ง...







