posttoday
เศรษฐกิจปีหน้าเจอพายุใหญ่

เศรษฐกิจปีหน้าเจอพายุใหญ่

29 พฤศจิกายน 2553

ถึงขณะนี้แม้หน่วยงานเศรษฐกิจหลายสำนักจะพยากรณ์เศรษฐกิจปี 2553 ขยายตัวเกิน 7% และประเมินเศรษฐกิจปี 2554 ไว้ที่ 3.54.5% แต่หลังเปิดศักราชใหม่ รัฐบาลอาจต้องกุมขมับกับปัจจัยเสี่ยงที่ถาโถมเข้ามา ทั้งปัจจัยในบ้านและปัจจัยนอกบ้านเรา

ถึงขณะนี้แม้หน่วยงานเศรษฐกิจหลายสำนักจะพยากรณ์เศรษฐกิจปี 2553 ขยายตัวเกิน 7% และประเมินเศรษฐกิจปี 2554 ไว้ที่ 3.54.5% แต่หลังเปิดศักราชใหม่ รัฐบาลอาจต้องกุมขมับกับปัจจัยเสี่ยงที่ถาโถมเข้ามา ทั้งปัจจัยในบ้านและปัจจัยนอกบ้านเรา

โดย...ทีมข่าวการเงิน

 

เศรษฐกิจปีหน้าเจอพายุใหญ่

ถึงขณะนี้แม้หน่วยงานเศรษฐกิจหลายสำนักจะพยากรณ์เศรษฐกิจปี 2553 ขยายตัวเกิน 7% และประเมินเศรษฐกิจปี 2554 ไว้ที่ 3.54.5% แต่หลังเปิดศักราชใหม่ รัฐบาลอาจต้องกุมขมับกับปัจจัยเสี่ยงที่ถาโถมเข้ามา ทั้งปัจจัยในบ้านและปัจจัยนอกบ้านเรา

สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) แบ่งปัจจัยเสี่ยงปี 2554 ที่ควรพึงระวังไว้ 6 ปัจจัย ได้แก่ พายุลูกแรก สถานการณ์การเมืองและความขัดแย้งของคนในสังคมซึ่งจะมีการเลือกตั้งเกิดขึ้นในปีหน้า หากรัฐบาลยุบสภาอย่างที่นายกรัฐมนตรีเกริ่นไว้ จะส่งผลให้ประเทศเกิดภาวะสุญญากาศ นักลงทุนจะชะลอการลงทุนระยะหนึ่ง เพื่อรอดูความต่อเนื่องในนโยบายของรัฐบาล

ปีหน้าการเมืองจึงเป็นปัจจัยที่สร้างความสุ่มเสี่ยงมากที่สุด และจะเชื่อมโยงมาถึงผลทางด้านเศรษฐกิจ ฉะนั้นจึงต้องติดตามว่าระยะเวลายุบสภา เลือกตั้งใหม่จะเกิดขึ้นเมื่อใด ไม่เช่นนั้นการเบิกจ่ายเงินของรัฐบาลรักษาการจะทำได้ไม่เต็มที่ ทั้งที่ปีหน้าความหวังเศรษฐกิจขึ้นอยู่กับนโยบายการคลังเป็นหลัก เพราะนโยบายการเงินจะเข้าสู่ช่วงผ่อนคลาย และการส่งออกคงจะไม่เติบโตมากเหมือนปีนี้

อย่างไรก็ดี อีกสมมติฐานหากการเลือกตั้งผ่านพ้นในช่วงครึ่งแรกของปี 2554 ยุบสภาในช่วงต้นปี ช่วงครึ่งปีหลังก็จะเป็นช่วงที่รัฐบาลกระตุ้นเศรษฐกิจได้เต็มที่ จังหวะการเลือกตั้งจึงมีผลต่อเศรษฐกิจในปีหน้า

ทว่าก็มีการคาดการณ์เช่นกันว่า รัฐบาลอาจค้ำยันเศรษฐกิจ ไม่ยุบสภาจนกว่าจะรอให้ผ่านการจัดสรรงบประมาณในเดือน ต.ค. 2554 ไปเสียก่อน ซึ่งเท่ากับว่ารัฐบาลสามารถเร่งเบิกใช้งบประมาณที่เหลือผลักดันเศรษฐกิจ เพื่อไม่ให้ปี 2554 เกิดภาวะสุญญากาศเร็วกว่าที่คาด จึงเป็นความยากของภาคธุรกิจที่ต้องตั้งรับให้ได้

พายุลูกต่อมาการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกที่ยังเปราะบาง พายุ 2 ลูกคือ สหรัฐและสหภาพยุโรป (อียู) กำลังเผชิญเศรษฐกิจถดถอย และน่ากังวลยิ่งกับสถานการณ์หนี้ในไอร์แลนด์ ซึ่งอาจลุกลามไปยังสเปน โปรตุเกส หากทางการสหรัฐและยุโรปหมดแรงต้านเศรษฐกิจที่มีแต่จ่อลงหลุม ก็จะกระเทือนต่อเศรษฐกิจทั่วโลก และอาจฝากไข้มาอีกซีกโลก คือ เอเชีย ทั้งความผันผวนค่าเงิน การส่งออกถดถอย และกำลังซื้อของโลกหดตัว

ไม่นับรวมปัญหาฟองสบู่ในจีนที่กำลังก่อตัว แม้ว่ารัฐบาลจีนมีการแตะเบรกบ่อยครั้งเพื่อชะลอความร้อนแรงของเศรษฐกิจและกำลังควบคุมเงินเฟ้อ ก็ยิ่งทำให้ปีหน้า ประเทศในเอเชียต้องเผชิญกับความเสี่ยงจากประเทศมหาอำนาจมากขึ้น

พายุลูกที่สาม ค่าเงินบาทที่แข็งค่า การไหลเข้าออกของเงินทุน เป็นเรื่องที่แกะไม่ออกจากความผันผวนของเศรษฐกิจโลก หากสหรัฐและยุโรปอ่อนแรงมากเท่าใด ก็ยิ่งทำให้เศรษฐกิจในเอเชียมีความน่าสนใจมากขึ้นเท่านั้น ซึ่งเป็นเรื่องที่ไทยหลีกหนีไม่พ้น เงินจะเข้ามาหากำไรในประเทศ ทั้งในตลาดหุ้น และตลาดเงิน อีกทั้งปีหน้ามีความเป็นไปได้ที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จะผ่อนคลายนโยบายการเงิน ด้วยการค่อยๆ ปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบาย เพื่อให้ดอกเบี้ยกลับเข้าสู่จุดสมดุล จากปัจจุบันดอกเบี้ยที่แท้จริงติดลบ เมื่อนำไปหักลบจากเงินเฟ้อ ซึ่งการใช้นโยบายดอกเบี้ยต่ำที่นานเกินไป อาจสร้างปัญหาเรื้อรังในระยะยาว ซึ่งขณะนี้เห็นได้จากปัญหาในภาคอสังหาริมทรัพย์ เพราะดอกเบี้ยเงินฝากไม่จูงใจผู้ออม ผู้ที่มีเงินเย็นในมือจึงหักหัวลงทุนในอสังหาริมทรัพย์จนเริ่มเกิดฟองสบู่อ่อนๆ

สศช.คาดการณ์ว่า ปีหน้าเงินบาทจะยืนอยู่ที่ระดับ 29 บาทต่อเหรียญสหรัฐ ซึ่งเคยมีการคำนวณกันว่าหากเงินบาทแข็งค่าไปอยู่ที่ 29.50 บาทต่อเหรียญสหรัฐ จะส่งผลให้เศรษฐกิจหดตัว 0.1% และหากเงินบาทแข็งค่าไปอยู่ที่ 29 บาทต่อเหรียญสหรัฐ เศรษฐกิจจะหดตัว 0.2% แน่นอนว่าจะส่งผลต่อกำไรผู้ส่งออกเมื่อทอนกลับมาเป็นเงินบาท อาจทำให้ธนาคารพาณิชย์ต้องทำงานหนักจากการเข้าประคองลูกค้าส่งออกไม่ให้เป็นหนี้เสียจากรายได้ที่ลดลง โดยเฉพาะกลุ่มผู้ส่งออกรายเล็กที่สายป่านสั้น ภูมิคุ้มกันต่ำกว่าผู้ส่งออกขนาดใหญ่ที่มีส่วนผสมการผลิตจากการใช้สินค้าต่างประเทศ

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย รายงานว่า ตั้งแต่เดือน ส.ค. 2533 ราคาส่งออกของผู้ส่งออกในรูปเงินบาทเริ่มติดลบเมื่อเทียบจากช่วงเดียวกันปีก่อน สะท้อนกำไรของผู้ส่งออกไทยที่ลดลงเรื่อยๆ เนื่องจากเงินบาทแข็งค่ากว่า 9% จาก 32.33 บาทต่อเหรียญสหรัฐ มาแตะระดับสูงสุดในรอบ 13 ปีที่ 29.50 บาทต่อเหรียญสหรัฐ ในเดือน พ.ย. 2553 ฉะนั้นมูลค่าส่งออกในรูปเงินบาทอาจเริ่มมีอัตราการเติบโตติดลบในช่วงปลายปีนี้ ต่อเนื่องถึงครึ่งแรกปี 2554

ผลผลิตการเกษตรและรายได้เกษตรกรยังมีความเสี่ยงจากภูมิอากาศ เป็นพายุลูกที่สี่ หลังจากไทยเกิดอุทกภัยในช่วงที่ผ่านมา ทำให้ผลผลิตทางการเกษตรได้รับความเสียหาย ปีหน้าคนไทยจะได้ซื้อข้าวราคาแพง เนื่องจากผลผลิตไม่เพียงพอต่อความต้องการ ยังไม่นับรวมสินค้าเกษตรประเภทอื่น และสินค้าอุปโภคบริโภคที่จะถือโอกาสขยับตาม ทำให้เกิดพายุลูกที่ห้า คือ แรงกดดันจากเงินเฟ้อ ซึ่งมาจากราคาสินค้าโภคภัณฑ์ในตลาดโลกปรับตัว จากการหันไปถือครองโภคภัณฑ์ เพราะโลกไม่เชื่อมั่นเงินเหรียญสหรัฐ

ขณะเดียวกันยังมีผลจากราคาสินค้าเกษตรในไทยจากผลน้ำท่วม การปรับขึ้นค่าจ้าง และเงินเดือนข้าราชการตามที่นายกรัฐมนตรีร่ำๆ ว่าจะปรับในเดือน เม.ย. 2554 และนโยบายรัฐต่อมาตรการช่วยเหลือค่าครองชีพ หากรัฐบาลยกเลิกมาตรการอุดหนุนค่าน้ำ ค่าไฟ ค่ารถเมล์ฟรี เงินก็อาจเฟ้อมากขึ้น

การตรึงราคาพลังงานที่ต้องติดตามว่าจะเป็นไปในทิศทางใด รวมทั้งการขอความร่วมมือเอกชนในการตรึงราคาสินค้าที่จะสิ้นสุดลงในปีหน้า เชื่อได้ว่าจะเห็นเอกชนทยอยปรับขึ้นราคาสินค้าแน่ มีการคาดการณ์เงินเฟ้อพื้นฐานถึงสิ้นปีหน้าค่าเฉลี่ยระหว่างกลางจึงอยู่ที่ 3% ขณะที่เงินเฟ้อทั่วไปค่าเฉลี่ยระหว่างกลางอยู่ที่ 3.9% จึงเป็นอีกปัจจัยท้าทายรัฐบาล ธปท.และภาคธุรกิจที่มีผลโดยตรงต่อเงินในกระเป๋าของประชาชน

พายุลูกสุดท้ายกำลังซื้อในประเทศจะหดตัว เมื่อดอกเบี้ยทยอยปรับขึ้น เงินเฟ้อพุ่ง การส่งออกหดตัว ข้าวของแพง ยิ่งส่งผลทางวิทยาต่อการจับจ่ายใช้สอย

ปัจจัยทั้งหมดในปีหน้าจึงเป็นสิ่งที่รัฐบาลต้องฟันฝ่าในภาวะมรสุมการเมือง หากทำได้เศรษฐกิจโตไปถึง 4% รัฐบาลชุดนี้ก็ยังเป็นพระเอก แต่สิ่งสำคัญกว่า บรรดาผู้ประกอบการจะต้องตั้งรับกับสถานการณ์ที่กำลังก่อตัวขึ้นในปี 2554 ค้นหาจุดแข็งและกำจัดจุดอ่อนของธุรกิจ เพื่อตั้งการ์ดรับมือกับสิ่งที่กำลังมาถึง ไม่เช่นนั้นปีหน้าหลายธุรกิจอาจอยู่ไม่รอด

 

ข่าวล่าสุด

ธนาคารโลก เร่งระดมทุนภูมิอากาศ-จีน กาง 5 กุญแจสร้างการเงินสีเขียว

ธนาคารโลก เร่งระดมทุนภูมิอากาศ-จีน กาง 5 กุญแจสร้างการเงินสีเขียว