
คาราวานสร้างคน บูรณาการเก่ง-ดี ให้มีสุขแท้
สำหรับสังคมบริโภคนิยมแล้ว ทัศนคติมุมบวกที่ว่าด้วยการสร้างสุขแบบไม่พึ่งวัตถุ กระทั่งการตระหนักถึงผู้อื่นไม่น้อยกว่าตัวเองย่อมเกิดไม่เกิดขึ้นเองเป็นแน่ หากไร้แรงผลักจากทั่วทุกบริบทในสังคม
สำหรับสังคมบริโภคนิยมแล้ว ทัศนคติมุมบวกที่ว่าด้วยการสร้างสุขแบบไม่พึ่งวัตถุ กระทั่งการตระหนักถึงผู้อื่นไม่น้อยกว่าตัวเองย่อมเกิดไม่เกิดขึ้นเองเป็นแน่ หากไร้แรงผลักจากทั่วทุกบริบทในสังคม
ในวงปฐมนิเทศ “สุขแท้ด้วยปัญญา” ระยะที่3 นอกจากหลักคิด 4 ประการ (ไม่พึ่งพาวัตถุ-ไม่หวังลาภลอย-ใช้ความเพียรพยายาม-ใช้เหตุผลตัดสินใจ) ที่สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) เครือข่ายพุทธิกา ผู้ริเริ่มโครงการยังคงยึดเป็นแนวทางหลัก
มองไปในรายละเอียด คำถามง่ายๆที่ว่า“เราจะมีความสุขได้อย่างไร หากคนรอบข้างยังเป็นทุกข์” คืออีกหนึ่งโจทย์ที่ถูกตั้งไว้ให้ผู้เข้าร่วมกิจกรรมได้ขบคิดและเป็นคำเตือนมิให้ถูกมองข้าม
ธวัชชัย โตสิตระกูล ผู้จัดการโครงการสุขแท้ด้วยปัญญา ขยายความว่า ถ้อยความข้างต้นสะท้อนสังคมปัจจุบันนี้ได้ดี กล่าวคือ ทุกคนมักคิดว่าตัวเองสามารถมีความสุขได้โดยไม่เกี่ยวข้องกับผู้อื่น พร้อมจะทำอะไรก็ได้ที่ตัวเองจะมีเงินมากขึ้น หรือทำแล้วได้ผลคุ้มค่ากับตัวเอง ทั้งที่ความเป็นจริงนั้นไม่ใช่
“หลักการสร้างความสุขจึงมาพร้อมกับการมองถึงผู้อื่น เราจะสบายใจได้อย่างไร หากหันไปแล้วเจอคนอื่นมีความทุกข์อยู่ สังคมที่เป็นสุขจะถูกสร้างได้นั้นย่อมเริ่มจากคำถามที่ว่าเราคิดถึงคนรอบข้างบ้างหรือไม่”ธวัชชัยสรุปแบบสั้นๆ
เมื่อก้าวเดินไปไกลขึ้น นอกจากการขยายผลโครงการให้กว้างและยั่งยืนเรื่อยไป“สุขแท้ด้วยปัญญา” ยังชวนสังคมให้เปลี่ยนวิธีคิดโดยเริ่มจากภายในตัวเองและมุ่งเน้นที่“การให้”
ถึงเช่นนั้นแต่กับความเป็นจริงแล้ว หลายคนปฏิเสธไม่ได้ว่าในสภาวะสังคมเช่นนี้ การจะให้ความสำคัญกับคนอื่นทำได้ยาก ด้วยลำพังตัวเองก็“เยอะ”พอแล้ว
แต่ใช่ว่าผลลัพธ์ที่อยากเห็นจะเป็นไปไม่ได้ อย่างน้อยๆ“เดี่ยว”ว่าที่ร.ต.สุรวุฒิ เพ็งป่าแต้ว เจ้าของกิจกรรม“คาราวานสร้างฅน (เก่ง-ดี-มีความสุข)” ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งใน “สุขแท้ด้วยปัญญา”พยายามออกแบบโปรเจคตามแนวคิดของเขา เพื่อให้เยาวชนรุ่นใหม่ในพื้นที่จ.อุตรดิตถ์เพียบพร้อมทั้งความเก่งและความดี
เดี่ยว มองว่า การจะพัฒนาคนต้องทำไปพร้อมๆกันทุกด้าน มีความดีเป็นหลัก ขณะความเก่งต้องไม่ทิ้ง เนื่องด้วยทั้งหมดจะเกื้อหนุนกันก่อนนำไปสู่ความสุขแบบยั่งยืนได้
"เป็นคนดีหรือเก่งอย่างเดียว ไม่มีปัญหาอยู่แล้ว แต่จะดีมากแค่ไหนหากมันไปพร้อมกันได้”เขาทวนเป้าหมาย
“การพัฒนาให้เก่ง ผมเอาแนวความคิดมาจากคุณหนูดี (วนิษา เรซ) ที่บอกถึงอัจฉริยะทั้ง8ประการ อาทิ ด้านภาษาและการสื่อสาร ตรรกะคณิตศาสตร์ มิติด้านความเข้าใจในผู้อื่น ฯลฯ เราจะเน้นให้น้องๆที่ทำกิจกรรมรับรู้ถึงข้อดีของตัวเอง บางคนอาจจะเรียนไม่เก่งทำให้เขาเอาตัวเองออกจากห้องเรียน นำไปสู่การมั่วสุมอื่นๆ ทั้งที่เขาอาจจะเก่งเรื่องอื่นที่ไม่ใช่การเรียน เราต้องดึงข้อดีออกมา หาช่องทางส่งเสริมต่อยอด พร้อมไปกับสร้างกระบวนการคิดให้เขาเห็นคุณค่าของตัวเอง” เดี่ยวเริ่มอธิบาย
พร้อมกันนั้น เดี่ยว บอกว่า เมื่อส่งเสริมคนเก่งแล้ว ในมุมของความดีที่จะสร้างประโยชน์ให้สังคมนั้น “คาราวานสร้างฅน (เก่ง-ดี-มีความสุข)” มีวิธีการ “ฝึก” โดยให้ความสำคัญกับการการบำเพ็ญประโยชน์ให้ชุมชน
“วันเสาร์-อาทิตย์ พวกเราจะไปเยี่ยมผู้ป่วย ผู้สูงอายุในโรงพยาบาล ร่วมกันขนของเหลือใช้ไปให้คนด้อยโอกาส ทำนุบำรุงพระพุทธศาสนาด้วยการทำบุญไม่ก็ทำความสะอาด ทาสีกำแพงวัด”
วัดนี้ทำให้ชุมชนเองได้ประโยชน์ตัวเยาวชน หากสาระสำคัญของกิจกรรมเช่นนี้ เขา มองว่า มันลึกกว่านั้น เพราะเป้าหมายการทำกิจกรรมทั้งหมดไม่ได้จบที่การช่วยเหลือ เพราะเมื่อเยาวชนได้ลุกจากหน้าจอคอมพิวเตอร์สู่โลกภายนอก ระยะห่างระหว่างเยาวชนกับชุมชนก็จะเขยิบใกล้กันมากขึ้น
“เมื่อเด็กไปทาสีวัด มีหลวงพ่อ หลวงพี่ออกมาชวนคุย สอนศาสนา บอกถึงการทำดีโดยปริยาย เขาไปช่วยยกของในตลาด แม่ค้าที่เป็นพี่ ป้า น้าอา ก็จะมาชวนคุย ถามไถ่สารทุกข์สุขดิบ มากกว่านั้นถ้าทำเป็นกิจวัตรนั้นย่อมหมายถึงการสร้างสังคมที่เกื้อกูลกัน”เดี่ยวอธิบายความหมายที่ซ่อนในกิจกรรมและว่า ในระยะที่3 โครงการของเขาจะเน้นไปที่การฝึกแกนนำเยาวชนเพื่อให้กลุ่มคนเหล่านั้นลงไปต่อยอดเอง
“จากที่ฟังเราอบรม จากนี้ไปเยาวชนต้องสร้างวิธีการของตัวเองให้ได้ บนหลัก เก่ง-ดี-มีความสุข เสมือนขยายฐานต่อไปเรื่อยๆจากเดิมที่2ปีที่ผ่านมา มีเยาวชนเข้าร่วมกิจกรรมราว300-400คนทั่วจังหวัดแล้ว”
เมื่อถามถึงอุปสรรคในการพัฒนาคนให้เก่ง-ดี-มีสุขไปพร้อมกัน เดี่ยว เล่าอย่างน่าสนใจว่า ความยากในบริบทพื้นที่ที่พวกเขาทำงานอยู่นั้น ต้องต่อสู้กับวัตถุนิยมที่ชักจูงวัยรุ่นให้สนใจมากกว่ากิจกรรมสร้างประโยชน์ อาทิ การซิ่งรถมอเตอร์ไซค์ ร้านเกม กระทั่งถึงเรื่องยาเสพติด
เชื่อมโยงกับ “อ้น” (นามสมมติ) วัย 17ปี ที่เคยเข้าร่วม “คาราวานสร้างฅน (เก่ง-ดี-มีความสุข)”ซึ่งเล่าถึงตัวเองและกลุ่มเพื่อนว่า ก่อนร่วมโครงการฯมองการอบรมเช่นนี้ไร้สาระ น่าเบื่อ เหมือนการเข้าค่ายของเด็กประถม และช่างดู “ไม่เข้าท่า”เลยสักนิด ผิดจากนั่งรวมกลุ่มกับเพื่อนเพื่อขี่รถ เข้าร้านเกม กินเหล้า แต่กลับต้องจำยอมเข้าร่วมในครั้งแรกคือการถูกครูบังคับ
“เมื่อมาลองทำดูก็ไม่ได้เปลี่ยนตัวเองไปมาก มันก็มีน่าเบื่อบ้าง แต่ยอมรับว่าโจทย์ที่พี่ๆเขาตั้งมา มันทำอยากค้นพบความสนใจของตัวเอง พบความเก่งความถนัด ผมเองก็อยากจะเห็นคุณค่าตัวเอง ไม่อยากให้ใครมองว่าเป็นคนเกเร”
“ผมค้นพบว่าตัวเองชอบแสดงออก ชอบการแสดง ชอบการสร้างความบันเทิงให้คนอื่นได้หัวเราะ อยากเป็นที่สนใจและคนอื่นก็มีความสุขไปด้วย”
ส่วน “แป้ง” ภัคจิรา สาน้ำอ่าง นักเรียนวิทยาลัยอาชีวะศึกษาอุตรดิตถ์ บอกว่า ด้วยพื้นฐานคุยเก่งผนวกกับมีมนุษย์สัมพันธ์ที่ดี ทำให้ชอบการพบปะคนใหม่ๆ และอยากช่วยเหลือผู้อื่นที่เดือดร้อน
“หนูสนใจกิจกรรมแบบนี้ พออบรมเสร็จก็ติดต่อกับพี่ๆที่เป็นวิทยากรเรื่อยมา เมื่อเขาลงพื้นที่ไปจัดอบรมอีก หนูจึงร่วมทีมเป็นทีมงานสต๊าฟด้วย คิดว่ามันช่วยใช้เวลาว่างและสร้างประโยชน์ไปพร้อมกัน”
“ได้ทำในสิ่งที่ถนัด ได้เพื่อน และช่วยเหลือคนอื่นไปพร้อมๆกัน” เธอว่า







