
บทปรารภอภิสิทธิ์ - ชวนเผยความกดดันคดียุบปชป.
ช่วงเวลานี้หนีไม่พ้นที่จะต้องนั่งจับตาศาลรัฐธรรมนูญที่จะพิจารณาวินิจฉัย คดียุบพรรคประชาธิปัตย์ กรณีการใช้จ่ายเงินกองทุนเพื่อพัฒนาพรรคการเมืองจำนวน 29 ล้านบาทผิดวัตถุประสงค์ ในวันที่ 29 พ.ย.นี้ อย่างใกล้ชิดแบบติดจอทีวีกันเลยทีเดียว
ช่วงเวลานี้หนีไม่พ้นที่จะต้องนั่งจับตาศาลรัฐธรรมนูญที่จะพิจารณาวินิจฉัย คดียุบพรรคประชาธิปัตย์ กรณีการใช้จ่ายเงินกองทุนเพื่อพัฒนาพรรคการเมืองจำนวน 29 ล้านบาทผิดวัตถุประสงค์ ในวันที่ 29 พ.ย.นี้ อย่างใกล้ชิดแบบติดจอทีวีกันเลยทีเดียว
โดย...นายนิติพันธุ์ สุขอรุณ
ซึ่งหากถอยหลังออกมามองในมุมกว่างของเรื่องนี้ จะเห็นได้อย่างชัดเจนว่า พรรคประชาธิปัตย์สู้ยิบตา ดิ้นสุดฤทธิ์ ถึงแม้ว่าจะมีคลิปวีดีโอที่จงใจแอบถ่าย “พยายามแบล็คเมล์” เพื่อให้ดิ้นไม่หลุด แต่ท้ายที่สุดแล้วคลิปวีดีโอกลับไม่ได้ช่วยให้ฝ่ายใดได้เปรียบมากขึ้นเลย
เรื่อง “ความจริงสู้อธรรม” คำแถลงการณ์ปิดคดีพรรคประชาธิปัตย์ 2553 โดยเนื้อหาภายในหนังสือเล่มนี้ ได้ลงลึกไปยังรายละเอียด เพื่อชี้แจงปมข้อกล่าวหาการใช้เงินจำนวน 29 ล้านบาท และเบื้องหลังปฏิบัติการทำลายล้าง พรรคประชาธิปัตย์ รวมถึงเปิดโปงขบวนการข่มขู่กดดัน คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)
อ่านไปอ่านมาก็สะดุดสายตาอยู่ที่หน้าบทปรารภของ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ในฐานะหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ โดยเขียนบรรยายความรู้สึกส่วนตัวว่า
“ผมและพรรคประชาธิปัตย์ ยืนยันมาตลอดว่า เราพร้อมพิสูจน์ข้อเท็จจริงทั้งหลายเกี่ยวกับคดี และต่อสู้ตามกระบวนการยุติธรรม โดยให้ความร่วมมือและความเคารพต่อคณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ อย่างเต็มที่ นอกจากนี้ เราได้พยายามเผยแพร่ข้อเท็จจริงในคดีต่อสาธารณะ เพื่อให้เกิดความเข้าใจที่ดีและเพื่อให้ประวัติศาสตร์ไม่ถูกบิดเบือน....”
“ผมและพรรคประชาธิปัตย์ ไม่มีแนวคิดในการจะไปต่อสู้ด้วยวิธีอื่น นอกเหนือจากที่เรายึดมั่นมาตลอด คือ การต่อสู้ด้วยความจริง”
“สุดท้ายนี้ผมไม่อยากให้ใครหวั่นไหวไปกับการสร้างกระแส หาเหตุผลที่ว่า ทำไมต้องยุบประชาธิปัตย์ เพราะเราต้องยึดมั่นและเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรม หลักการง่ายๆ หลักการเดียวที่สังคมควรยอมรับ คือใครผิดต้องรับผิดชอบ ใครบริสุทธิ์ ใครไม่ผิด ต้องไม่ถูกลงโทษหรือกลั่นแกล้ง มิฉะนั้น บ้านเมืองจะมีปัญหา ไม่จบไม่สิ้นเหมือนที่ผ่านมาทุกครั้งที่เราขาดนิติธรรม ผมเชื่อว่าคณะตุลาการรัฐธรรมนูญ จะมีความเป็นธรรมเพราะตลอดระยะเวลาการไต่สวน ท่านได้แสดงออกอย่างชัดเจนว่าได้ศึกษาข้อเท็จจริงของคดีซึ่งมีเอกสารนับพันหน้าอย่างละเอียด
“ผมและพรรคประชาธิปัตย์ จะต้องมาเผชิญกับสถานการณ์ที่เหมือนกับการฉายหนังซ้ำ โดยปัญหาการสร้างกระแสกดดันครั้งนี้อาจจะรุนแรงกว่า ตั้งแต่เหตุการณ์ล้อมข่มขู่ กกต. จนถึงการเดินหน้าลดความเชื่อถือของศาลตุลาการรัฐธรรมนูญ แนวทางของผมและพรรคไม่เปลี่ยนแปลง” นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรค
ด้านบทปรารภของ นายชวน หลีกภัย ได้ถ่ายทอดความรู้สึกออกมาเป็นตัวหนังสือว่า “พรรคประชาธิปัตย์ไม่ได้กระทำความผิดตามที่คณะกรรมการเลือกตั้ง โดยนายทะเบียนพรรคการเมือง ผู้ร้องได้ตั้งข้อกล่าวหา และขอให้ศาลรัฐธรรมนูญมีคั่งยุบพรรคประชาธิปัตย์ แม้จะเป็นเรื่องยากที่พวกเราแต่ละคนจะตรวจสอบเอกสารในคดีประมาณ 15,000 แผ่นได้ทั้งหมด แต่การแบ่งหน้าที่กันศึกษาเอกสารแต่ละชุด ประกอบกับผลจากการติดตามถึงพฤติกรรมของบุคคลที่เกี่ยวข้อง ทำให้ได้รับรู้เบื้องหลังอันเป็นที่มาของคดีนี้ชัดเจนขึ้น และผลจากการที่คดีนี้มีพยานเอกสารประกอบการพิจารณาจำนวนมากมายเช่นนี้ จึงยากที่บุคคลจะตรวจสอบได้
การให้ความเห็นของบุคคลภายนอกจึงคลาดเคลื่อน ทั้งข้อเท็จจริงและข้อกฏหมาย ก่อให้เกิดความสับสนกับประชาชน ประสบการณ์จากคดีนี้ทำให้พวกเราได้เห็นว่า การคุกคามของกลุ่มบุคคลบางกลุ่ม มีผลต่อการตัดสินใจขององค์กรตามรัฐธรรมนูญเพียงใดและย้ำให้เห็นความเชื่อที่ว่า แม้กฏหมายจะกำหนดบทบาทขององค์กรต่างๆไว้ ชัดเจนแล้ว
อย่างไรก็ตาม คุณสมบัติพิเศษของตัวบุคคลในองค์กรก็มีความสำคัญควบคู่กันไปเสมอ และการที่ประเทศชาติจะมีความมั่นคงอยู่ได้ภายใต้การปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข องค์กรต่างๆ ตามรัฐธรรมนูญ จะต้องเป็นหลักให้กับบ้านเมืองอย่างแท้จริง”
หากนำบทปรารภของ “อภิสิทธิ์” และ “ชวน” มาวิเคราะห์ ก็จะสัมผัสได้ถึงความกดดันของบุคลทั้ง 2 อย่างชัดเจน แต่เป็นข้อแท้จริงและแน่นอนว่า เมื่อเดินเข้าไปถาม “นักการเมือง” ว่ามั่นใจในเรื่องใดหรือไม่นั้น ก็ต้องได้ยินคำตอบว่า “มั่นใจครับ” เป็นแน่แท้
อย่างไรก็ตาม สุดท้ายแล้วไม่ว่าผลจะออกมาเป็นเช่นไร ทุกๆฝ่ายก็จะต้องยอมรับในคำตัดสินโดยเคารพ พรรคประชาธิปัตย์ จะอยู่ต่อไป หรือจะเป็นลมหายใจสุดท้าย ช่วงเวลานี้ต้องติดตามอย่างใกล้ชิดแบบติดจอทีวีกันเลยจริงๆ







