
การแก้ปัญหาน้ำท่วมอย่างมียุทธศาสตร์ (2)
.....นพ.วิชัย โชควิวัฒน์
ปัญหาน้ำท่วมปีนี้เป็นปัญหาใหญ่กว่าหลายๆ ปีที่ผ่านมา เพราะพื้นที่ครอบคลุมกว้างขวางเกือบ 40 จังหวัด และคงมิใช่ปัญหาแบบ
“เฉียบพลัน” ที่นานๆ เกิดครั้ง แต่มีโอกาสสูงที่จะลุกลามกลายเป็นปัญหาเรื้อรัง และเกิดขึ้นได้บ่อยๆ เพราะมีเหตุปัจจัยที่จะทำให้เป็นเช่นนั้นหลายประการประการแรก สาเหตุใหญ่ของปัญหาน้ำท่วมปีนี้ เกิดจากฝนตกหนักและนาน ซึ่งน่าจะเกิดจากต้นเหตุสำคัญ 2 ประการ คือ 1) ปัญหาภาวะโลกร้อน ทำให้มีน้ำระเหยขึ้นสู่บรรยากาศในปริมาณมากผิดปกติ เมื่อตกลงมาเป็นฝนจึงมีปริมาณมากผิดปกติ 2) ปัญหาจากภาวะอากาศแปรปรวน คือ พายุดีเปรสชัน ซึ่งเกิดเป็นครั้งคราวอยู่แล้ว แต่เกิดถี่ขึ้นกว่าแต่ก่อน
ประการที่สอง ปัญหาน้ำท่วมปีนี้ในหลายท้องที่เกิดจากน้ำป่า จากฝนตกหนักและนานบนเทือกเขา และเพราะปัญหาการตัดไม้ทำลายป่าที่ยังคงมีมาอย่างต่อเนื่อง ทำให้ไม่มีป่าที่จะอุ้มน้ำฝนหรือกักน้ำฝนไว้ได้ ปัญหานี้ไม่สามารถแก้ได้ในเร็ววัน แม้จะมีการรณรงค์ปลูกป่าจนเป็นข่าวออกมาเนืองๆ แต่กว่าต้นไม้จะโต และมีสภาพเป็นป่าได้ ก็ต้องใช้เวลานาน
ประการที่สาม ปัญหาน้ำท่วมปีนี้ แทบทุกแห่งเกิดจากสาเหตุสำคัญคือ เส้นทางการระบายน้ำถูกอุดกั้น โดยเฉพาะจากถนนที่ตัดเพิ่ม หรือจากสิ่งก่อสร้าง เช่น สนามกีฬา หมู่บ้านจัดสรร และการบุกรุกคูคลองหรือลำรางสาธารณะ
ถนนสมัยก่อนมักสร้างไม่สูงและไม่แข็งแรงมาก เมื่อน้ำหลากมา ถนนจึงมักไม่กั้นขวางทางน้ำมากนัก และบ่อยครั้งที่ถนนจะขาดเพราะแรงน้ำ แต่ถนนในปัจจุบันจำนวนมาก ยกระดับไว้สูงและสร้างไว้แข็งแรงมาก ทนแรงน้ำได้มาก ขาดยาก และกั้นน้ำได้ในระดับสูง สิ่งก่อสร้างหรือหมู่บ้านจัดสรรก็สามารถขวางทางน้ำได้มาก สิ่งทั้งหลายเหล่านี้ล้วนเป็นปัญหาจากการพัฒนาแบบแยกส่วน ไม่ได้มองปัญหาแบบองค์รวม
ประการที่สี่ การแก้ปัญหาที่ผ่านมาในอดีต เป็นการแก้ปัญหาแบบเฉพาะหน้า ไม่ได้แก้ปัญหาเชิงยุทธศาสตร์ระยะยาว และเป็นการแก้ปัญหาแบบแยกส่วนเพื่อคนกรุงเทพฯ เป็นหลัก ทำให้คนที่อยู่ตอนเหนือของกรุงเทพฯ ต้องเป็นผู้แบกภาระอย่างหนักหนาสาหัส จนเกิดกรณีการชุมนุมประท้วงของคนพระนครศรีอยุธยาเมื่อเร็วๆ นี้ ที่จะไม่เป็นผู้แบกภาระให้คนกรุงเทพฯ อีกต่อไป
หลายปีก่อน มีการพูดถึงการเก็บภาษีป้องกันน้ำท่วมกับคนกรุงเทพฯ เพื่อนำไปชดเชยให้แก่คนที่แบกภาระแทนคนกรุงเทพฯ แต่ไม่มีใครดำเนินการต่อจนเป็นมรรคเป็นผล เพราะไม่มีใครกล้าที่จะทำเช่นนั้นกับคนกรุงเทพฯ ที่มีเสียงดังกว่าและมีอิทธิพลต่อผู้มีอำนาจตัดสินใจได้มากกว่า
ขณะนี้มีโครงการขุดอุโมงค์เพื่อระบายน้ำเหนือให้ระบายออกสู่อ่าวไทยได้เร็วขึ้น โครงการนี้เสร็จไปบางส่วนแล้ว แต่ที่เหลือยังต้องรอเวลาอีกหลายปี และต้องใช้งบประมาณจำนวนมาก ระหว่างนี้คนที่อยู่ตอนเหนือกรุงเทพฯ อย่างคนพระนครศรีอยุธยา หรือจังหวัดข้างเคียง ก็ต้องทนรับภาระต่อไป
ใครที่เคยออกไป
“ช่วยน้ำท่วม” จะเห็นความแตกต่างของระดับน้ำสองฟากถนนจำนวนมากในบริเวณน้ำท่วม ฝั่งหนึ่งน้ำท่วมจนแทบมิดหลังคา ขณะที่อีกฟากแห้งสนิท และมีข่าวชาวบ้านฟากหนึ่งต้องเข้าเวรตรวจตราคันกั้นน้ำ ขณะที่ชาวบ้านอีกฟากหนึ่งรวมตัวประท้วงให้เปิดทางน้ำให้ระบายออกเป็นความไม่เป็นธรรม และความเหลื่อมล้ำอีกรูปแบบหนึ่งปัญหาน้ำท่วมปีนี้ เป็นสัญญาณบ่งบอกถึงขนาดและความรุนแรง ตลอดจนความเร่งด่วนของปัญหา เพราะคงจำได้ว่าปัญหาน้ำท่วมปีนี้เกิดขึ้นไม่นานหลังมีข่าวภัยแล้ง จนน้ำในเขื่อนหลายเขื่อนแห้งผาก ปรากฏเป็นภาพผืนดินท้องเขื่อนแห้งจนแตกระแหง จึงจำเป็นที่จะต้องแก้ไขอย่างมียุทธศาสตร์
ประการแรก จะต้องจัดเรื่องการแก้ปัญหาน้ำท่วมเป็นระเบียบวาระแห่งชาติ ทุกฝ่ายโดยเฉพาะทั้งฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้าน ตลอดจนภาคเอกชน และภาคประชาสังคม จะต้องเห็นความสำคัญและถือว่าปัญหานี้เป็นปัญหาของคนทั้งประเทศ
ประการที่สอง จะต้องแก้ปัญหาโดยมองภาพรวมของทั้งประเทศ ไม่เลือกที่รักมักที่ชัง ให้ความเป็นธรรม ลดความเหลื่อมล้ำ
ประการที่สาม จะต้องแก้ปัญหาที่รากฐาน ที่สำคัญคือ 1) จะต้องวางระบบการบริหารน้ำในเขื่อนอย่างมีประสิทธิภาพ 2) ปลูกป่าเพิ่มอย่างจริงจังให้บังเกิดผลอย่างแท้จริง ป้องกันและปราบปรามการตัดไม้ทำลายป่าอย่างเฉียบขาด 3) สิ่งใดที่ปิดขวางทางระบายน้ำจะต้องเปิดออกให้หมด 4) สร้างระบบการสูบระบายน้ำออกจากบริเวณที่ต้องป้องกันมิให้น้ำท่วม 5) นอกจากแก้มลิงแล้ว ควรพิจารณาการขุดลอกคูคลองหนองบึงทั่วประเทศ
ประการที่สี่ จะต้องคิดแก้ปัญหาอย่างถาวรในหลายจุดที่น้ำท่วมซ้ำซาก เหมือนอย่างหลายเมืองในต่างประเทศ มิใช่แก้ปัญหาแบบเฉพาะหน้าเป็นปีๆ อย่างที่แล้วๆ มา







