
สถานการณ์วิกฤตเศรษฐกิจไอร์แลนด์
....เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ
ปัญหาเศรษฐกิจพื้นฐานของไอร์แลนด์ เกิดขึ้นจากวิกฤตแฝด Twin Crises จาก
(1) วิกฤตสถาบันการเงิน (Banking Crisis) ที่ระบบธนาคารปล่อยสินเชื่ออย่างรวดเร็วและไม่ระมัดระวังในอดีต เกิดหนี้เสียจำนวนมาก โดยเฉพาะในภาคอสังหาริมทรัพย์ จนรัฐบาลต้องเข้ามาเพิ่มทุนให้ธนาคารเอกชนและยึดเป็นกิจการของรัฐ
(2) วิกฤตการคลัง (Fiscal Crisis) ที่เกิดจากรัฐบาลขาดดุลจำนวนมากและความจำเป็นที่รัฐบาลต้องเข้าไปอุ้มสถาบันการเงิน ส่งผลให้งบประมาณของไอร์แลนด์ในปี 2553 คาดว่าจะขาดดุลเพิ่มขึ้นสูงมากถึงประมาณ 33% ของ GDP (ซึ่งเป็นประเทศที่ขาดดุลการคลังสูงที่สุดในยูโรโซน) และเป็นเหตุให้ตลาดการเงินขาดความมั่นใจในความสามารถชำระหนี้ของรัฐบาล
ความเสียหายของสถาบันการเงินที่มากกว่ารัฐบาลคาดการณ์ไว้ ทำให้เกิดการแห่ถอนเงินฝากของผู้ฝากเงินในช่วงปลายเดือน ต.ค. 2553 จนส่งผลให้สถาบันการเงินในไอร์แลนด์หลายแห่งขาดสภาพคล่องจำนวนมาก และต้องกู้เงินฉุกเฉินจากธนาคารกลางยุโรปเป็นจำนวนถึงประมาณ 1.3 แสนล้านยูโร
ปัญหาของวิกฤตไอร์แลนด์ ถูกซ้ำเติมด้วยข้อเสนอการประชุมระดับผู้นำ EU Summit ณ กรุง Brussels ประเทศ Belgium เมื่อช่วงปลายเดือน ต.ค. 2553 โดยรัฐบาลของประเทศ Germany และ France เสนอให้แก้ไขสนธิสัญญาของประเทศสมาชิก EU ให้มีกฎเกณฑ์การช่วยเหลือประเทศที่ประสบปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจให้เป็นการถาวร (Permanent Crisis Resolution) โดยต้องการให้ภาคเอกชนที่ลงทุนในพันธบัตรรัฐบาลของประเทศที่ประสบปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจเข้ามามีส่วนรับผิดชอบในความเสียหายที่เกิดขึ้น เช่น การยอมรับการปรับโครงสร้างหนี้ และการยอมตัดหนี้สูญ (Hair Cut) จากการลงทุนในพันธบัตรรัฐบาล
ข่าวเรื่องการเพิ่มกฎเกณฑ์ Permanent Crisis Resolution ประกอบกับข่าวเรื่องความเสียหายของสถาบันการเงินในไอร์แลนด์ที่สูงกว่าคาดการณ์ ในช่วงสัปดาห์แรกของเดือน พ.ย. 2553 ได้ส่งผลให้นักลงทุนที่ถือพันธบัตรของไอร์แลนด์ ขาดความมั่นใจในความสามารถชำระหนี้ของรัฐบาลไอร์แลนด์และเร่งเทขายพันธบัตรรัฐบาล จนเป็นเหตุให้ต้นทุนการกู้เงินของรัฐบาลไอร์แลนด์ ซึ่งสะท้อนได้จากความเสี่ยงในการผิดนัดชำระหนี้ของรัฐบาลไอร์แลนด์ หรือ Credit Default Swap (CDS) ปรับตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็วถึง 6% (600 Basis Points) เพียงในช่วงสัปดาห์แรกของเดือน พ.ย.
ในวันที่ 1617 พ.ย. 2553 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังในยุโรป ได้ประกาศความพร้อมที่จะช่วยเหลือรัฐบาลไอร์แลนด์ ผ่านกลไกความช่วยเหลือทางการเงินของยุโรป European Stabilisation Mechanism ในวงเงิน 6 หมื่นล้านยูโร และ European Financial Stabilisation Facility ในวงเงิน 4.4 แสนล้านยูโร ส่งผลให้ต้นทุนความเสี่ยงในการชำระหนี้ของรัฐบาลไอร์แลนด์ หรือ Credit Default Swap ปรับลดลงเล็กน้อยเหลือประมาณ 5.05.5% (500550 Basis Points)
แม้ว่าสถานการณ์ความเชื่อมั่นของรัฐบาลไอร์แลนด์จะปรับตัวดีขึ้น แต่สถานการณ์เศรษฐกิจยังมีความเสี่ยงจากการลุกลามของปัญหา (Contagion) ไปยังประเทศที่มีลักษณะของปัญหาพื้นฐานเศรษฐกิจที่อ่อนแอคล้ายกับไอร์แลนด์ เช่น กรีซ โปรตุเกส และสเปน ดั่งจะเห็นได้จากค่าความเสี่ยงจากการผิดนัดชำระหนี้ Credit Default Swap (CDS) ของรัฐบาลกรีซ โปรตุเกส และสเปน อยู่ในระดับที่สูงมาก อย่างไรก็ดี ตลาดการเงินยังมองว่าความเสี่ยงของวิกฤตการเงินในไอร์แลนด์จะลุกลามมายังประเทศไทยและประเทศในแถบเอเชียมีค่อนข้างน้อย โดยต้นทุนความเสี่ยงจาก CDS ของไทยและหลายประเทศในเอเชีย ยังอยู่ต่ำกว่ากลุ่มประเทศ PIGS ค่อนข้างมาก
นอกจากนั้น วิกฤตไอร์แลนด์ยังสามารถส่งผลกระทบต่อประเทศอื่นๆ ได้ ในกรณีที่รัฐบาลไอร์แลนด์ไม่สามารถชำระหนี้คืนเจ้าหนี้สถาบันการเงินที่ถือพันธบัตรไอร์แลนด์ได้ (ซึ่งมีโอกาสน้อย เนื่องจากยุโรปมีกลไกความช่วยเหลือทางการเงินของยุโรปคอยรองรับให้กู้ฉุกเฉินอยู่แล้ว) โดยประเทศที่เป็นเจ้าหนี้รายใหญ่ของรัฐบาลไอร์แลนด์ ได้แก่ อังกฤษ เยอรมนี สหรัฐ และฝรั่งเศส
ผลกระทบทางอ้อมของวิกฤตการเงินในไอร์แลนด์ต่อประเทศไทยอาจมีบ้าง ผ่านช่องทางการไหลออกของเงินทุนอย่างรวดเร็ว (Capital Flight) อันเป็นผลจากการที่นักลงทุนต่างชาติถอนเงินกลับไปลงทุนในสินทรัพย์ที่ปลอดภัย (Safe Haven) โดยเฉพาะพันธบัตรสหรัฐ ซึ่งจะส่งผลทางอ้อมให้ค่าเงินบาทอ่อนลงเมื่อเทียบกับค่าเงินดอลลาร์สหรัฐ (หลังจากเกิดวิกฤตไอร์แลนด์ในช่วงเดือนที่ผ่านมา ค่าเงินบาทได้อ่อนค่าลง 0.43%)
เสถียรภาพเศรษฐกิจของไทยในปัจจุบันอยู่ในฐานะมั่นคงมาก และค่อนข้างแตกต่างจากประเทศที่มีปัญหาวิกฤตในยุโรปในขณะนี้ ดังจะเห็นได้จากความแข็งแกร่งของเครื่องชี้เสถียรภาพเศรษฐกิจไทยล่าสุด ดังนี้
* ทุนสำรองระหว่างประเทศของไทย ณ วันที่ 5 พ.ย. 2553 มีอยู่สูงถึง 1.72 แสนล้านเหรียญสหรัฐ (ซึ่งสูงกว่าหนี้ต่างประเทศระยะสั้นถึงประมาณ 4 เท่า)
* หนี้สาธารณะของประเทศไทย ณ สิ้นไตรมาส 3 ของปี 2553 อยู่ในระดับต่ำที่ 42.3% ของ GDP (ซึ่งต่ำกว่ามาตรฐานสากลและมาตรฐานยุโรปที่ 60% ของ GDP ค่อนข้างมาก)
* สถาบันการเงินของไทยค่อนข้างเข้มแข็ง โดยสัดส่วนหนี้เสีย NPL สุทธิของสถาบันการเงินไทยต่อสินเชื่อรวม ณ สิ้นไตรมาส 3 มีอยู่เพียง 2.28% และสัดส่วนเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยงของสถาบันการเงินไทย ณ สิ้นไตรมาส 3 มีอยู่สูงถึง 16.84% (ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์สากลที่ 8% ค่อนข้างมาก)
กล่าวโดยสรุป เสถียรภาพเศรษฐกิจไทยในปัจจุบันที่แข็งแกร่ง น่าจะช่วยให้เศรษฐกิจไทยสามารถรองรับความผันผวนทางการเงินจากวิกฤตไอร์แลนด์ได้ แต่ประเทศไทยยังไม่ควรประมาท ยังคงจำเป็นต้องติดตามสถานการณ์วิกฤตการเงินโลกอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะจากความผันผวนของการเคลื่อนย้ายเงินทุนระหว่างประเทศ







