
ประเด็นร้อน22พ.ย.
เรื่องร้อนๆ ในสัปดาห์นี้ ถ้าเป็นประเด็นเศรษฐกิจ คงไม่มีเรื่องไหนจะร้อนเท่าเรื่องการปรับโครงสร้างภาษีทั้งระบบของกระทรวงการคลัง โดยมีเป้าไปสู่การคลังสมดุลในอีก 5 ปีข้างหน้า
เรื่องร้อนๆ ในสัปดาห์นี้ ถ้าเป็นประเด็นเศรษฐกิจ คงไม่มีเรื่องไหนจะร้อนเท่าเรื่องการปรับโครงสร้างภาษีทั้งระบบของกระทรวงการคลัง โดยมีเป้าไปสู่การคลังสมดุลในอีก 5 ปีข้างหน้า
1.ต้องติดตามผลการประชุมระหว่างรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กับผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงการคลังและกรมที่เกี่ยวข้องกับการจัดเก็บภาษี ที่ไปร่วมหารือกันที่พัทยา จ.ชลบุรี เพื่อหาข้อสรุปว่าจะปรับโครงสร้างภาษีอย่างไร โดยเฉพาะเรื่องการขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่มและลดประโยชน์ของภาษีการลงทุนที่ได้บีโอไอ ก่อนที่จะนำเสนอต่อคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อพิจารณา
2.เรื่องที่ต้องติดตามดู คือ การปรับปรุงหลักเกณฑ์ของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ที่ประกาศให้ธนาคารพาณิชย์สามารถแต่งตั้งตัวแทน (Banking Agent) มาให้บริการทางการเงินแก่ลูกค้าแทนตัวเองได้ในหลากหลายธุรกรรมมากขึ้น เช่น รับฝากเงิน ถอนเงิน โอนเงิน ฯลฯ โดยธนาคารพาณิชย์สามารถเลือกบริษัทอย่าง บริษัท ไปรษณีย์ไทย ร้านเซเว่น อีเลฟเว่น ฯลฯ มาให้บริการแทนธนาคารได้ในทุกพื้นที่ทั่วประเทศ ช่วยให้ลูกค้าได้รับความสะดวกมากขึ้น แต่สิ่งที่ต้องจับตาดูในระยะต่อไปคือการที่ธปท.เปิดให้ธนาคารพาณิชย์แต่งตั้งตัวแทนมาทำธุกรรมทางการเงินได้มากขึ้นเช่นนี้ จะส่งผลต่อธุรกิจธนาคารพาณิชย์ พนักงานธนาคาร ในระยะต่อไปอย่างไรหรือไม่ เพราะต่อไปธุรกิจธนาคารอาจไม่จำเป็นต้องพึ่งสาขาทีทำการก็ได้
3.นอกจากนี้แวดวงการเงิน ยังต้องติดตามการเคลื่อนไหวของค่าเงินบาทที่อาจจะส่งผลกระทบต่อภาคการส่งออกไทยเพิ่มขึ้นได้ เพราะในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาเคลื่อนไหวค่อนข้างผันผวน โดยในวันศุกร์ที่ 19พ.ย.ที่ผ่านมาปิดตลาดที่ระดับ 29.92 บาทต่อเหรียญสหรัฐ อ่อนค่าลงใกล้แตะระดับ 30 บาทต่อเหรียญสหรัฐ เทียบกับระดับ 29.81 บาทต่อเหรียญสหรัฐในวันศุกร์ก่อนหน้า ซึ่งต้องจับตาดูมาตรการการดูแลของ ธปท. รวมถึงปัจจัยในประเทศและต่างประเทศอย่างใกล้ชิด ไม่ว่าข้อมูลเศรษฐกิจของสหรัฐ ปัญหาในไอร์แลนด์ อย่างไรก็ตามในสัปดาห์นี้ (2226 พ.ย.) ศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาดว่า เงินบาทในประเทศอาจเคลื่อนไหวในกรอบประมาณ 29.6029.90 บาทต่อเหรียญสหรัฐ โดยแนะนำให้ต้องจับตาดูประกาศข้อมูลผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ(จีดีพี) ไตรมาส 3 ปีนี้ ของสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ดูกระแสเงินทุนเคลื่อนย้ายระหว่างประเทศ และทิศทางของสกุลเงินและตลาดหุ้นในภูมิภาค รวมถึงทิศทางของเงินเหรียญสหรัฐด้วย .
4.ด้านการลงทุนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยสัปดาห์นี้ก็น่าสนใจไม่แพ้กัน เพราะดัชนีกลับมาปิดเหนือ 1,000 จุดได้ แต่จะไปได้ไกลแค่ไหนต้องติดตาม หลังจากสัปดาห์ที่ผ่านมาดัชนีปิดไปที่ 1,008.77 จุด ปรับตัวลดลง 0.99% จากสัปดาห์ก่อนหน้าที่ 1,018.86 จุด มีมูลค่าการซื้อขายรวมทั้งสัปดาห์ลดลง 17.03% จาก 232,147.70 ล้านบาท ในสัปดาห์ก่อนหน้า มาอยู่ที่ 192,623.36 ล้านบาท โดยนักลงทุนสถาบันยังซื้อสุทธิที่ 2,850.74 ล้านบาท ขณะที่บริษัทหลักทรัพย์ นักลงทุนต่างชาติ และนักลงทุนรายย่อยยังขายสุทธิที่ 1,022.40 ล้านบาท 949.79 ล้านบาท และ 878.55 ล้านบาท ตามลำดับ
ซึ่งแนวโน้มในสัปดาห์นี้ บริษัทหลักทรัพย์กสิกรไทยและบริษัทศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดว่า ดัชนีน่าจะมีแนวรับที่ 978 และ 952 จุด และมีแนวต้านอยู่ที่ 1,021 1,031 และ 1,055 จุด โดยดัชนีน่าจะผันผวนในกรอบแคบ แต่มีโอกาสปรับตัวจากแรงหนุนของเงินจากกองทุน LTF/RMF แนะจับตาปัจจัยรายงานตัวเลขจีดีพีของสศช. การตัดสินคดียุบพรรคประชาธิปัตย์ในวันที่ 29 พ.ย. ตลอดจนการรายงานตัวเลขเศรษฐกิจของสหรัฐฯ และความคืบหน้าการแก้ปัญหาหนี้ของไอร์แลนด์







