posttoday
กระพือคุมเงินทุนไหลเข้า ลากสถานการฑ์สร้างกำไร

กระพือคุมเงินทุนไหลเข้า ลากสถานการฑ์สร้างกำไร

18 พฤศจิกายน 2553

ในที่สุดตลาดหุ้นไทยก็ตกอยู่ในภาวะกระต่ายตื่นตูม กับข่าวคราวของ “โลกภายนอก” และ “ข่าวลือภายใน” จนดัชนีหลุดไปแตะ 990.13 จุด ในวันที่ 17 พ.ย. หรือลดลง 10.60 จุด ร่วงหลุดระดับ 1,000 จุดจนได้

ในที่สุดตลาดหุ้นไทยก็ตกอยู่ในภาวะกระต่ายตื่นตูม กับข่าวคราวของ “โลกภายนอก” และ “ข่าวลือภายใน” จนดัชนีหลุดไปแตะ 990.13 จุด ในวันที่ 17 พ.ย. หรือลดลง 10.60 จุด ร่วงหลุดระดับ 1,000 จุดจนได้

โดย...ทีมข่าวการเงิน

 

 

กระพือคุมเงินทุนไหลเข้า ลากสถานการฑ์สร้างกำไร

ในที่สุดตลาดหุ้นไทยก็ตกอยู่ในภาวะกระต่ายตื่นตูม กับข่าวคราวของ “โลกภายนอก” และ “ข่าวลือภายใน” จนดัชนีหลุดไปแตะ 990.13 จุด ในวันที่ 17 พ.ย. หรือลดลง 10.60 จุด ร่วงหลุดระดับ 1,000 จุดจนได้

ก่อนหน้านี้ เมื่อวันศุกร์ที่ 12 พ.ย. ตลาดหุ้นก็ร่วงลงมายืนอยู่ในระดับ 999.48 จุด หรือลดลงร่วม 30 จุด เพราะวิตกกังวลกับมาตรการคุมเข้มอสังหาริมทรัพย์ที่มีการปล่อยข่าวลือกันทั้งกระดานหุ้นว่า ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จะออกมาตรการมาควบคุมการไหลเข้า แต่เมื่อมีความชัดเจนในช่วงปลายตลาดหุ้นก็สามารถพลิกกลับมาปิดที่ 1,018.86 จุดได้

สถานการณ์ในห้วงเวลาดังกล่าว มีคนได้และคนเสียจำนวนมาก ไม่ใช่แค่ร้อยล้าน แต่เป็นพันล้านบาท!

บรรยากาศในตลาดหุ้น ตลาดทุน ตลาดตราสารหนี้ของไทยในห้วงปลายปี จึงเปี่ยมไปด้วยสีสันแห่งน้ำตาและข่าวลือที่กระพือไปทั่ว

อังคารที่ 16 พ.ย.ที่ผ่านมา ก็เป็นตัวอย่างหนึ่งของการตื่นตระหนกจากสงครามค่าเงินและมาตรการควบคุมความร้อนแรงของเศรษฐกิจจีนจนดัชนีหุ้นปรับตัวลดลงหนัก 28.41 จุด

จะเห็นว่าดัชนีหุ้นไทยในช่วงนี้ ส่วนหนึ่งเป็นการปรับตัวลงตามทิศทางตลาดหุ้นทั่วโลก

แต่อีกปัจจัยหนึ่งที่ตามมาหลอกหลอนนักลงทุนในตลาดหุ้น ตลาดเงินและตลาดตราสารหนี้คือ “กระบวนการสร้างข่าวลือ” เพื่อทำมาหาได้ของมือดี ที่มากด้วยคอนเน็กชันทั้งฝรั่งหัวดำและหัวขาว

ปัจจัยสุดท้ายมาจากการทำธุรกิจล้วนๆ ของบรรดาเงินนอกที่เข้ามาเก็งกำไรจากค่าเงิน และการทำกำไรระยะสั้นจากตราสารหนี้ หุ้น เมื่อได้กำไรตามประสงค์ก็เป็นห้วงเวลาของการ“ขายทิ้ง” เพื่อส่งกำไรไปปิดบัญชีรับโบนัสปลายปี

ทั้ง 3 ปัจจัยนำมาซึ่งการสร้างข่าว เพื่อกดดันราคา สร้างกำไร ก่อนไปจากเมืองไทย...

ข่าวที่สามารถสร้างราคาทำกำไรไม่มีอะไรดีไปกว่า “การควบคุมเงินทุนไหลเข้า” หรือการเก็บภาษีเงินไหลเข้าได้อีกแล้ว เพราะถือว่ามีฤทธิ์เดชในตลาดหุ้น ตลาดทุนยิ่งกว่าระเบิดนาปาล์ม

ตลอด 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา การปล่อยข่าวในตลาดทุน ตลาดเงิน ว่าด้วยการเก็บภาษีเงินไหลเข้า เพื่อพยุงเงินบาทไม่ให้ผันผวนของ “มืออาชีพ” จึงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง โยนลูกกันเป็นจังหวะจะโคน

รายใหญ่ที่เข้าถึงข้อมูลก็คว้ากำไรไป แต่รายย่อยที่เป็นแมลงเม่าล้วนบินเข้ากองไฟกันทั่วทั้งเมือง

เพียงเพราะมือดีลากสถานการณ์ของเศรษฐกิจโลก กับมาตรการของประเทศต่างๆ ที่ตื่นตระหนกจากปัญหาเงินทุนเคลื่อนย้ายที่ไวยิ่งกว่าแสงมาสร้างรายได้อย่างถูกจังหวะ

ทั้งๆ ที่หากพิจารณาจากข้อมูลเงินทุนเคลื่อนย้ายจะพบว่า ความรุนแรงเริ่มลดลง แม้ว่าสหรัฐอเมริกาจะงัดมาตรการผ่อนคลายทางการเงิน QE2 มาใช้ แต่แนวโน้มเงินทุนไหลเข้าในปลายปีอาจไม่ร้ายแรงอย่างที่หลายคนวิตก

ข้อมูลวิเคราะห์เพื่อการตัดสินใจ ที่กระทรวงการคลังสรุปน่าจะเห็นภาพชัดว่า ไตรมาส 3 ปี 2553 ดุลบัญชีเงินทุนเกินดุล 8,128 ล้านเหรียญสหรัฐ และดุลบัญชีเดินสะพัดเกินดุล 2,047 ล้านเหรียญสหรัฐ ส่งผลให้ดุลการชำระเงินเกินดุล 9,271 ล้านเหรียญสหรัฐ ถือว่าเป็นการเกินดุลสูงสุดในรอบ 2 ปี และน่าจะมากที่สุดที่ไทยเคยเผชิญ

การลงทุนในหลักทรัพย์สุทธิในไตรมาส 3 ปี 2553 มีเงินทุนไหลเข้ามูลค่า 3,700 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อนที่มีเงินทุนไหลออกมูลค่า 2,496 ล้านเหรียญสหรัฐ

ส่วนการลงทุนในตราสารทุนมีเงินทุนไหลเข้ามูลค่า 1,500 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 19.4%

ขณะที่การลงทุนในตราสารหนี้จากต่างประเทศ มีเงินทุนไหลเข้า 2,200 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 97.9%

ด้านการลงทุนโดยตรงสุทธิในไตรมาส 3 ปี 2553 มีมูลค่า 1,668 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้นถึง 194.7% จากช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน

ปริมาณที่มากมายมหาศาลเช่นนี้ ถ้าทางการจะออกมาตรการสกัดเงินร้อนจากต่างชาติก็น่าจะทำตั้งแต่ตอนนั้น เพราะค่าเงินบาทแข็งขึ้นมากว่า 11% จนเกิดเสียงด่ากันทั่วเมือง

แต่ในไตรมาส 4 นี้ มีการประเมินและสุ่มตรวจแล้วพบว่า เงินทุนต่างชาติเริ่มไหลออก ทั้งจากตลาดทุน และตลาดตราสารหนี้เดือนเดียวร่วม 2 หมื่นล้านบาทแล้ว

จนกระทรวงการคลังที่จมอยู่กับตัวเลขและเสียงก่นด่าว่าไม่มีมาตรการใดมาควบคุม มั่นใจว่าในไตรมาส 4 ปี 2553 ดุลบัญชีเงินทุนเกินดุลอยู่แค่ 3,800 ล้านเหรียญสหรัฐ ลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 43.3% และลดลงจากไตรมาส 3 ซึ่งมีการเกินดุลสูงสุดในรอบ 2 ปี สาเหตุสำคัญมาจากการลงทุนในตลาดตราสารทุนและตราสารหนี้ของนักลงทุนต่างชาติลดลง เมื่อเทียบกับไตรมาส 3 ที่มีการซื้อสุทธิในระดับสูง

พร้อมกับวิเคราะห์ว่า การลงทุนโดยตรงสุทธิไตรมาส 4 ปี 2553 มีมูลค่าแค่ 1,300 ล้านเหรียญสหรัฐ

ขณะที่การลงทุนในตราสารทุนของชาวต่างชาติในไตรมาส 4 ปี 2553 น่าจะมีมูลค่าเงินทุนไหลเข้าแค่ 700 ล้านเหรียญสหรัฐ

สำหรับการลงทุนอื่นๆ คาดว่ามีการไหลเข้า 1,800 ล้านเหรียญสหรัฐ ลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 62.7% เนื่องจากการลดการถือครองสินทรัพย์ต่างประเทศ

ข้อมูลเช่นนี้ทำให้ผู้ที่อยู่กับข้อมูลและขาใหญ่บอกเหมือนกันว่า รัฐบาลไทยปิดประตูที่จะควบคุมเงินทุนไหลเข้าจากต่างประเทศในปีนี้แน่

แม้ว่าประเทศต่างๆ จะพยายามออกมาตรการมาสกัดกั้นการไหลบ่าของเงินทุนนอกที่เข้ามาหากำไรจากส่วนต่าง เพราะความร้อนแรงเริ่มลดลง และเงินบาทที่เคยแข็งค่ามาตลอดกลับอ่อนค่าลงไปจนแทบจะยืนในระดับ 30 บาทต่อเหรียญสหรัฐในไม่ช้าแล้ว

ยิ่งเมื่อผนวกกับการออกมาให้ข่าวของ ดอน นาครทรรพ ผู้บริหาร ธปท. ที่แบไต๋ออกมาว่า ในปีหน้านี้คาดว่า ธปท.จะประกาศแผนเงินทุนเสรีในการนำเงินออกไปลงทุนในต่างประเทศ เพื่อสร้างสมดุลระหว่างเงินทุนเข้าออกให้มีมากขึ้น

ยิ่งสะท้อนว่า ความจำเป็นของไทยในการ ออกมาตรการควบคุมเงินทุนไหลเข้า (Capital Control) ยิ่งลดลง จนไม่น่าจะเป็นแรงกดดันให้กังวลกันอีกต่อไป

เชื่อหรือไม่เวลาจะเป็นเครื่องพิสูจน์

 

ข่าวล่าสุด

ทรู โชว์วิสัยทัศน์ผสาน AI ครบวงจร ดันไทยสู่ฮับดิจิทัลระดับภูมิภาค

ทรู โชว์วิสัยทัศน์ผสาน AI ครบวงจร ดันไทยสู่ฮับดิจิทัลระดับภูมิภาค