posttoday
แก้รธน.ไม่ง่าย ด่านใหญ่ สว.-พท.

แก้รธน.ไม่ง่าย ด่านใหญ่ สว.-พท.

18 พฤศจิกายน 2553

การแก้ไขรัฐธรรมนูญเริ่มเข้าด้ายเข้าเข็มมากขึ้น เมื่อคณะรัฐมนตรีเห็นชอบให้นำร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม 2 ประเด็นเข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภา

การแก้ไขรัฐธรรมนูญเริ่มเข้าด้ายเข้าเข็มมากขึ้น เมื่อคณะรัฐมนตรีเห็นชอบให้นำร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม 2 ประเด็นเข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภา

โดย...ทีมข่าวการเมือง

 

แก้รธน.ไม่ง่าย ด่านใหญ่ สว.-พท.

การแก้ไขรัฐธรรมนูญเริ่มเข้าด้ายเข้าเข็มมากขึ้น เมื่อคณะรัฐมนตรีเห็นชอบให้นำร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม 2 ประเด็นเข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภา

เป็น 2 จาก 6 ประเด็นที่คณะกรรมการพิจารณาศึกษาการแก้ไขรัฐธรรมนูญฯ ชุด ศ.สมบัติ ธำรงธัญวงศ์ เป็นประธาน ได้สรุปเสนอผลต่อรัฐบาล ได้แก่ มาตรา 190 การลงนามในสนธิสัญญากับต่างประเทศที่ต้องผ่านความเห็นชอบจากรัฐสภา และมาตรา 93-98 การเปลี่ยนระบบเลือกตั้ง สส. จากเขตใหญ่เป็นเขตเล็ก และเปลี่ยนระบบ สส.สัดส่วน 80 คน มาเป็นระบบปาร์ตี้ลิสต์ 100-125 คน

ที่ผ่านมา อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ซื้อเวลาในการแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตลอดด้วยการตั้งคณะกรรมการชุด ศ.สมบัติ มาศึกษาผลสรุปของคณะกรรมการสมานฉันท์ฯ ชุด “ดิเรก ถึงฝั่ง” เป็นประธาน แต่เมื่อคณะกรรมการฯ มีผลสรุปออกมาให้แก้ไขรัฐธรรมนูญจึงยื้อเวลาออกไปอีกไม่ไหว

เพราะนอกจากต้องการทำให้เห็นว่าเคารพกับบรรดาคณาจารย์ที่รัฐบาลแต่งตั้งให้ทำภารกิจศึกษาการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ที่สำคัญกว่านั้นคือ แรงกดดันจากพรรคร่วมรัฐบาลที่มีต่อพรรคประชาธิปัตย์อย่างหนักหน่วงนับแต่เริ่มเป็นรัฐบาล ทำให้อภิสิทธิ์จำต้องยอมปล่อย “ลูกบอลรัฐธรรมนูญ” เข้าสู่การต่อเวลาสุดท้ายในช่วง 120 นาที

ตามมติวิปรัฐบาลกำหนดว่า จะนำเสนอญัตติร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขใน 2 ประเด็นนี้เข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภา วันที่ 23-24 พ.ย. ซึ่งเป็นสัปดาห์สุดท้ายก่อนปิดสมัยประชุมสามัญนิติบัญญัติ

แม้ดูเหมือนเริ่มนับหนึ่งทันทีที่รัฐสภารับหลักการร่างรัฐธรรมนูญฉบับแก้ไข 2 ประเด็นนี้ แต่อย่างน้อยพรรคร่วมรัฐบาลก็ชื่นใจได้ว่า กระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญได้เริ่มเข้าสู่ระบบรัฐสภาอย่างเป็นทางการ

เมื่อดูขั้นตอนการแก้ไขรัฐธรรมนูญระบุว่า การพิจารณาแบ่งออกเป็น 3 วาระ วาระแรกรับหลักการ ซึ่งการออกเสียงจะใช้วิธีเรียกชื่อและลงคะแนนโดยเปิดเผย โดยต้องมีคะแนนเห็นชอบไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกทั้งหมดที่มีอยู่ของสองสภา

 

แก้รธน.ไม่ง่าย ด่านใหญ่ สว.-พท.

จากนั้นก็เข้าสู่การตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาการแก้ไขรัฐธรรมนูญในสองประเด็น เมื่อเสนอผลการพิจารณาเข้าสู่ที่ประชุมรัฐสภาในวาระสอง ให้ถือเสียงข้างมากในการให้ความเห็นชอบ และต้องทิ้งเวลา 15 วัน ก่อนที่จะมีการออกเสียงสามวาระสามขั้นสุดท้าย ซึ่งต้องใช้เสียงมากกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกสภาถึงจะเห็นชอบสำเร็จ

ระยะเวลาในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2 ประเด็นนี้อยู่ที่คณะกรรมาธิการวิสามัญฯ และที่ประชุมรัฐสภา จะเป็นผู้กำหนดว่าจะ 30 หรือ 45 วัน แต่เมื่อเป็นการแก้เพียง 2 ประเด็น และไม่สลับซับซ้อนมากนัก ก็เชื่อว่าอาจใช้เวลาไม่นาน ขณะที่แรงกดดันจากพรรคร่วมรัฐบาลก็ต้องการให้การแก้ไขรัฐธรรมนูญสำเร็จโดยเร็ว

ซึ่งเมื่อนับจากวันปิดสมัยประชุมวันที่ 28 พ.ย. จนถึงเปิดสมัยประชุมสภาในวันที่ 21 ม.ค. 2554 รวม 60 วัน ดังนั้น เมื่อเปิดประชุมสภาต้นปีหน้าก็เชื่อว่าคณะกรรมาธิการวิสามัญฯ คงพิจารณาเสร็จพร้อมเสนอเข้าที่ประชุมรัฐสภาให้พิจารณาวาระ 2-3 ได้ทัน

เมื่อนั้น บรรหาร ศิลปอาชา สมศักดิ์ปริศนานันทกุล เนวิน ชิดชอบ ผู้มีบารมีนอกรัฐธรรมนูญของพรรคร่วมรัฐบาล ก็คงสมใจอยาก

แต่ใช่ว่าทุกอย่างจะง่ายเหมือนปอกกล้วย แม้ว่าพรรคประชาธิปัตย์จะกัดฟันยอมตามพรรคร่วมรัฐบาลแก้เป็นเขตเดียวคนเดียวเพื่อให้พรรคร่วมรัฐบาลใช้เจาะยางพรรคเพื่อไทย

หากแต่กระแสคัดค้านยังระอุอยู่จากฟากฝ่ายค้านและวุฒิสภา

สำหรับพรรคเพื่อไทยไม่ว่าจะใช้ระบบเลือกตั้งแบบเขตเล็ก หรือเขตใหญ่ ก็ไม่หวั่น เพราะชนะเป็นพรรคอันดับหนึ่งมาแล้ว

แต่ถ้าให้พรรคร่วมรัฐบาล ซึ่งเป็นคู่แข่งของพรรคเสื้อแดงเปลี่ยนระบบเลือกตั้งที่เอื้อประโยชน์กับตัวเองมาใช้เป็นอาวุธทำลายพรรคเพื่อไทย แล้วพรรคเพื่อไทยจะยอมทำไม...

พรรคเพื่อไทยจึงมีมติว่า จะไม่ร่วมสังฆกรรมในการแก้ไขรัฐธรรมนูญทุกรูปแบบ ปล่อยให้เป็นเรื่องภายในครอบครัวของรัฐบาล เพราะจุดยืนของพรรคเพื่อไทยคือ ต้องการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับ คมช.ทั้งฉบับ โดยรอหลังได้เป็นรัฐบาลใหม่

อยู่นิ่งๆ ให้เรื่องแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นชนวนแตกแยกกันเองระหว่างพรรคร่วมรัฐบาล พรรคประชาธิปัตย์ และกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ที่ตั้งท่าออกมาคัดค้าน

อย่าลืมว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญจะสำเร็จได้หรือไม่ ต้องใช้เสียงเกินกึ่งหนึ่งในการให้ความเห็นชอบวาระ 3 หรือคร่าวๆ ประมาณ 310 เสียงขึ้นไป รัฐบาลมีเสียงประมาณ 260 เสียง จึงต้องอาศัยเสียงพรรคฝ่ายค้านด้วย แต่ถ้าพรรคเพื่อไทยไม่ลงคะแนนให้ ก็ต้องหวังให้สมาชิกวุฒิสภา หรือ สว. ลงคะแนนให้มากๆ หรือประมาณ 50 เสียงขึ้นไปจากที่มีอยู่เกือบ 150 เสียง

ตัวแปรจึงอยู่ที่พรรคเพื่อไทย และวุฒิสภา...

แต่ก่อนจะมองไปถึงปลายทางในวาระ 3 ต้องดูสัปดาห์หน้าวันอังคารที่ 23 พ.ย.นี้ ก่อนที่จะนำร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมเข้าสภาว่าม็อบเหลืองจะออกมาต่อต้านหรือไม่ และที่ประชุมรัฐสภาจะรับหลักการสตาร์ตเครื่องได้หรือไม่ เพราะปัญหาใหญ่ในการประชุมรัฐสภาแทบทุกครั้งมักมีปัญหาองค์ประชุมตลอด แม้ว่าพรรคร่วมจะเกณฑ์ สส.พร้อมเสบียงกรังไม่ให้ออกจากอาณาเขตรัฐสภาก็ตาม แต่ถ้าตอนลงมติ ฝ่ายค้านวอล์กเอาต์ หรืองดออกเสียง ส่วนวุฒิสภาถ้าไม่ร่วมด้วย การแก้ไขรัฐธรรมนูญก็แท้งแน่

เมื่อผ่าโครงสร้างในวุฒิสภา ดูใช่ว่า สว.จะเห็นด้วยกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญหมด

โดยเฉพาะกลุ่ม 40 สว. และกลุ่มไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใดประมาณ 4050 คน ที่ยังคัดค้านอยู่ เพราะเห็นว่าการแก้เพียง 2 ประเด็นนี้ไม่เกี่ยวกับการปฏิรูปการเมืองและเป็นเรื่องผลประโยชน์ของนักการเมืองล้วนๆ

นี่เป็นด่านแรกที่พรรคร่วมรัฐบาลต้องล็อบบี้กันสุดพลัง

 

ข่าวล่าสุด

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ