
จำคุก57ปีแก็งดาบตำรวจปลอมบัตรเครดิต
ศาลอาญาพิพากษาจำคุก 57ปี แก๊งอดีตดาบตำรวจสันติบาล-ชาวต่างชาติโรมาเนีย ร่วมกันปลอม – ใช้บัตรเครดิต – เอทีเอ็ม แต่ลงโทษทุกกระทงแล้วกฎหมายให้จำคุกได้สูงสุด 20 ปี
ศาลอาญาพิพากษาจำคุก 57ปี แก๊งอดีตดาบตำรวจสันติบาล-ชาวต่างชาติโรมาเนีย ร่วมกันปลอม – ใช้บัตรเครดิต – เอทีเอ็ม แต่ลงโทษทุกกระทงแล้วกฎหมายให้จำคุกได้สูงสุด 20 ปี
ที่ห้องพิจารณาคดี 804 ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก วันที่ 17 พ.ย.53 เวลา 10.30 น. ศาลอ่านคำพิพากษา คดีหมายเลขดำที่ อ.377/2552 ที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีพิเศษ1 เป็นโจทก์ ยื่นฟ้อง นายโยนัท บูลลาเกอร์ (IONUT BULIARCA) อายุ 30 ปีชาวโรมาเนีย , นายโรเบิร์ต โรต้ารู (ROBERT IONUT ROTARU) อายุ 31 ปีชาวโรมาเนีย , นายปราโมทย์ เปียทอง อายุ 43 ปี อดีตดาบตำรวจ ผบ.หมู่งาน4 กก.2ส.1 ,นายจิรายศ หรือกิ่ม ศิริบวรเกียรติ อายุ 45 ปี ,นายพนธกร หรือเอก ดีประเสริฐ อายุ 33 ปี จำเลยที่ 1-5 ในความผิดฐานร่วมกันมีไว้ซึ่งเครื่องมือสำหรับปลอมบัตรอิเล็กทรอนิกส์ และปลอมและใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์ปลอม
โดยอัยการ ยื่นฟ้องเมื่อวันที่ 10 ก.พ.52 ระบุความผิดสรุปว่า เมื่อวันที่ 11 – 17 เม.ย.51 จำเลยทั้งห้า กับพวกที่ยังไม่ได้ตัวมาฟ้อง ได้ร่วมกันปลอมบัตรอิเล็กทรอนิกส์เพื่อนำไปใช้ประโยชน์ในการชำระค่าสินค้า ค่าบริการแทนการชำระด้วยเงินสด หรือใช้เบิกถอนเงินสด อันเป็นการทำปลอมขึ้นทั้งฉบับ เหตุเกิดที่แขวงทุ่งสองห้อง เขตหลักสี่ กทม. ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 269
ศาลพิเคราะห์พยานหลักฐานที่โจทก์ – จำเลยนำสืบแล้ว เห็นว่า โจทก์มีพนักงานสอบสวนของกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) และมีสายลับที่เข้าแฝงตัวกับกลุ่มของจำเลยทั้ง 5 เป็นเวลาหลายเดือนเพื่อติดตามความเคลื่อนไหวของพวกเลย เบิกความสอดคล้องต้องกันว่า จำเลยที่ 1-2 ได้นำเข้าเครื่องคัดลอกข้อมูลบัตรเครดิต หรือสกริมเมอร์ จากประเทศสเปน เพื่อทำการปลอมแปลงบัตรอิเล็กทรอนิกส์ ด้วยการส่งพัสดุไปรษณีย์เมื่อปี 2551 หลังจากได้เครื่องดังกล่าวมาจำเลยที่ 1 – 2 ได้สาธิตวิธีการใช้ให้ดู
ต่อมาพวกจำเลยได้ทำการปลอมแปลงบัตรเครดิตซึ่งจะได้มีการนำข้อมูลจากบัตรเอทีเอ็มและบัตรเครดิตที่มีกลุ่มคนร้ายซึ่งเป็นสมาชิกของจำเลยส่งมาจากภาคใต้ เมื่อทำการปลอมแปลงบัตรอิเล็กทรอนิกส์จำเลยที่ 3 จะเป็นผู้โทรศัพท์ตรวจสอบกับทางธนาคารว่าบัตรมีวงเงินเท่าใด ก่อนที่พวกจำเลยจะนำไปใช้ชำระค่าซื้อสินค้าตามห้างสรรพสินค้าต่างๆ ร้านอัญมณี และสถานีบริการน้ำมัน รวมถึงเบิกถอนเงินสดจากตู้เอทีเอ็มธนาคารพาณิชย์ต่างๆ ซึ่งพยานได้ทำรายงานโดยละเอียดทั้งสถานที่ วัน-เวลา และมีการบันทึกภาพถ่าย รวมทั้งนำใบบันทึกการซื้อขายของพวกจำเลยมามอบให้กับพนักงานสอบสวนดีเอสดีรวบรวมเป็นพยานหลักฐานโดยตลอด เป็นเวลานานหลายเดือนด้วย
นอกจากนี้ยังมีภาพจากกล้องวงจรปิด ระหว่างที่พวกจำเลยนำบัตรเครดิตที่ทำปลอมขึ้นไปใช้ตามคำเบิกความของพยานซึ่งเป็นสายลับ โดยปรากฏภาพของพยานอยู่ร่วมกับพวกจำเลย จึงเชื่อว่าพยานโจทก์ทั้งสองซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ เบิกความไปตามข้อเท็จจริงที่ได้ร่วมขบวนการพวกจำเลยและรู้เห็นพฤติการณ์ของกลุ่มจำเลย มีรายละเอียดเป็นขั้นตอนว่าเดินทางไปที่ไหน อย่างไร ซึ่งมีทั้งภาพถ่ายและเอกสารมาประกอบและยืนยันคำเบิกความด้วย จึงรับฟังได้มั่นคงโดยปราศจากข้อสงสัยว่าพยานโจทก์ไม่มีเหตุเบิกความเพื่อกลั่นแกล้งพวกจำเลย ซึ่งหากพยานไม่ได้รับอยู่ร่วมกับจำเลยจริงก็ยากที่จะแต่งเรื่องขึ้น
อีกทั้ง พนักงานสอบสวนดีเอสไอที่ทำการจับกุมจำเลยที่ 1-3 เจ้าหน้าที่ที่ตรวจค้นรถของจำเลยที่ 3 และเจ้าหน้าที่ผู้ตรวจพิสูจน์ของกลาง เบิกความสอดคล้องกันว่า การจับกุมจำเลยที่ 1- 2 ได้ของกลางซึ่งเป็นเครื่องปลอมบัตรและกล้องขนาดเล็กที่สามารถนำไปติดตั้งที่เครื่องเอทีเอ็ม และจากการตรวจค้นรถเบนซ์ของจำเลยที่ 3 พบคอมพิวเตอร์โน๊ตบุ๊คซึ่งมีโปรแกรมการอ่านข้อมูลบัตรเครดิตและเครื่องปลอมบัตรเครดิต และตราอลูมิเนียมและพลาสติกที่ใช้ในการปลอมบัตร
ขณะที่ ข้อต่อสู้ของจำเลยที่ 1 - 3 และ5 เป็นการกล่าวอ้างลอยๆ ไม่มีน้ำหนักหักล้างพยานโจทก์ได้ ซึ่งพฤติการณ์ของพวกจำเลยกระทำเป็นขบวนการ แบ่งหน้าที่กันทำเพื่อประโยชน์การปลอมแปลงและใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์ปลอม จึงพิพากษาจำคุกจำเลยที่ 1-3 และ 5 ฐานนำเข้าเครื่องอิเล็กทรอนิกส์สำหรับปลอมมาในราชอาณาจักร คนละ 9 ปี และฐานปลอมและใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์ 8 กระทงๆ ละ 6 ปี รวม 48 ปี เมื่อจำคุกจำเลยทั้ง 4 ทุกกระทงแล้ว รวมเป็นเวลาทั้งสิ้น 57 ปี แต่ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 91 เมื่อลงโทษทุกกระทงให้ลงโทษสูงสุดได้ไม่เกิน 20 ปี จึงให้จำคุกจำเลยที่ 1 – 3 และ 5 คนละ 20 ปี
ส่วนจำเลยที่ 4 แม้จะมีพยานเบิกความว่าเป็นผู้ซื้อและนำเครื่องปริ้นเตอร์ไปขายและนำเงินมาแบ่งกัน แต่ไม่มีพยานหลักฐานเชื่อมโยงว่าร่วมกันปลอมบัตรด้วยและไม่มีส่วนเกี่ยวข้องในการนำเข้าเครื่องอิเล็กทรอนิกส์เข้ามาในไทย รวมทั้งไม่ปรากฏว่านำเงินไปแบ่งให้กับใครอย่างไร พยานโจทก์จึงมีข้อสงสัยตามสมควรว่าจำเลยที่ 4 ร่วมกับจำเลยที่ 1 -3 และ 5 จึงยกประโยชน์ให้ความสงสัยของจำเลย พิพากษายกฟ้อง
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับจับกุมกลุ่มนายปราโมทย์ เมื่อวันที่ 18 พ.ย.51 นั้น ดีเอสไอ ตรวจพบมูลค่าความเสียหายกว่า 50 ล้านบาท







