นายกฯชูอนาคต“ไทยฮับแห่งอาเซียน”ศักยภาพแข็งแกร่งทุกด้าน
นายกฯชูอนาคต“ไทยฮับแห่งอาเซียน”ทางผ่านแห่งการค้า การลงทุน ศักยภาพแข็งแกร่งทุกด้าน มั่นใจ ไฮสปีดเทรน เชื่อม 3 สนามบิน จุดเปลี่ยนเศรษฐกิจไทย
นายกฯชูอนาคต“ไทยฮับแห่งอาเซียน”ทางผ่านแห่งการค้า การลงทุน ศักยภาพแข็งแกร่งทุกด้าน มั่นใจ ไฮสปีดเทรน เชื่อม 3 สนามบิน จุดเปลี่ยนเศรษฐกิจไทย
เมื่อวันที่ 25 ต.ค.2562 ในรายการ Government Weekly จัดขึ้นทุกวันศุกร์ เวลา 15.00 น. ผ่านทาง เพจ “ไทยคู่ฟ้า” สัปดาห์นี้ ในช่วง “PM Talk” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เปิดโอกาสให้นักเรียนนักศึกษา และ คนไทยในประเทศญี่ปุ่น มาพูดคุยและซักถามถึง “แนวทางการพัฒนาประเทศไทยในรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จะเป็นอย่างไรในอนาคต” โดยมี ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีเป็นผู้ดำเนินรายการ
พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่าประเทศไทยถือเป็นศูนย์กลางด้านการค้าการลงทุนแห่งอาเซียน หรือ “ฮับของอาเซียน” ทุกประเทศต้องใช้ประเทศไทยเป็นทางผ่าน ดังนั้นจึงต้องใช้ศักยภาพตรงนี้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด โดยเฉพาะ “ภาคเกษตรกรรม” ถือว่าเป็น “จุดแข็ง” ของประเทศที่ต้องสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจให้มีสัดส่วนรายได้ต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ หรือ จีดีพี ให้สูงขึ้น จากเดิมสัดส่วนรายได้ต่อจีดีพีกระจุกตัวอยู่ในภาคอุตสาหกรรมและภาคบริการ ยิ่งประเทศไทยก้าวเข้าสู่ศตวรรษที่ 21 ต้องเร่งพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ให้เท่าทันต่อการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีแบบก้าวกระโดด หรือ Disruptive Technology การพัฒนาศักยภาพด้านการแข่งขันและขีดความสามารถเป็นสิ่งสำคัญ เพราะอนาคตเทคโนโลยีจะเข้ามาทดแทน คน ดังนั้นการพัฒนาการศึกษาจึงมีความสำคัญ แม้แต่แรงงานปัจจุบันจำเป็นต้อง Re - skill เพื่อเตรียมตัวรับมือกับการเข้ามาของเทคโนโลยี
ทั้งนี้รัฐบาลให้ความสำคัญกับ “การปฏิรูปการศึกษา” ครู และ โรงเรียน โดยเฉพาะหลักสูตร “นักโภชนาการ” ในสถานศึกษา ถือเป็นข้อเสนอที่ดีจากนักเรียนไทยในประเทศญี่ปุ่น ว่าควรบรรจุหลักสูตรดังกล่าวเข้าไปในระบบการศึกษาด้วย ซึ่งต้องได้รับความร่วมมือจากองค์การปกครองส่วนท้องถิ่น เพราะกระทรวงศึกษาธิการดำเนินเพียงลำพังไม่ได้ เช่นเดียวกับการส่งเสริมและพัฒนาศักยภาพธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม(เอสเอ็มอี) หรือ อาชีวะ ต้องตอบสนองความต้องการในระดับพื้นที่ โดยมีภาคธุรกิจหรือภาคเอกชนร่วมสนับสนุนด้านการฝึกงานระหว่างเรียน หรือ ตำแหน่งงานในอนาคต เช่นเดียกับโครงการ หรือ นโยบายการร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน หรือ พีพีพี ที่ลำพังภาครัฐลงทุนเองไม่ได้ เพราะอาจจะก่อหนี้ที่สูงเกินไป จึงต้องดึงภาคเอกชนมาร่วมแบกรับความรับผิดชอบ การแบ่งปันผลประโยชน์หรือสิทธิประโยชน์ต่างๆร่วมกันบนหลักการความยุติธรรมปราศจากการเอารัดเอาเปรียบ
นายกรัฐมนตรี กล่าวว่าการพัฒนาประเทศในวันนี้ดำเนินการใน 2 ส่วน คือ การดูแลผู้มีรายได้น้อยที่มีกว่า 10 ล้านคน ในกลุ่มที่มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ซึ่งมีความจำเป็นต้องมีรายได้เพื่อการดำรงชีพด้านอุปโภคบริโภคขั้นพื้นฐานพร้อมกับการปรับเปลี่ยนอาชีพหรือให้ความรู้และเสริมทักษะ เปรียบได้กับ การให้เงิน 500 บาท เหมือนกับการให้ “ปลา” พร้อมกับฝึกทักษะความรู้เหมือนให้ “เบ็ด” ทางรัฐบาลมิได้ แจกเงิน หรือ ให้ปลาเพียงอย่างเดียวแต่สอนวิธีหาปลาด้วยซึ่งสอดคล้องแนวพระราชดำริ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร หรือ ในหลวงรัชกาลที่ 9
ไฮสปีดเทรนเชื่อม 3 สนามบินจุดเปลี่ยนเศรษฐกิจไทย
นอกจากนี้ ต้องพัฒนาประเทศในระยะกลางและยาวผ่าน โครงการลงทุนขนาดใหญ่ของรัฐ โดยเฉพาะ โครงการเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) เป็นแผนยุทธศาสตร์ภายใต้ ไทยแลนด์ 4.0 เป้าหมาย คือ ต้องหารายได้เพิ่มเข้ามาพัฒนาประเทศผ่านโครงการลงทุนจากในและต่างประเทศ แม้ต้องใช้เวลานาน 3-4 ปีกว่าจะเกิดการลงทุนจริงที่จะสามารถเรียกเก็บภาษี หรือ สิ่งตอบแทนต่างๆ แต่เป็นการดำเนินการเพื่ออนาคตของประเทศถือเป็นการปฏิรูปเศรษฐกิจ เป้าหมายสูงสุด คือ สร้างรายได้ประชาชนและเศรษฐกิจของประเทศให้เติบโตขึ้น ดังนั้นโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน คือ จุดเริ่มต้นในการทำให้การเดินทางและการคมนาคมขนส่งสะดวกรวดเร็ว เช่นเดียวกับโครงการรถไฟรางคู่ที่กำลังเร่งดำเนินการอยู่ในขณะนี้
นายกรัฐมนตรี กล่าวว่าขณะนี้โครงการ อีอีซี มีความต้องการจ้างงานสูงกว่า 6 หมื่นตำแหน่ง เพราะจะมีเศรษฐกิจใหม่เกิดขึ้น 12 อุตสาหกรรมเป้าหมาย จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งในการพัฒนาทักษะใหม่ทั้งนักเรียนนักศึกษาที่กำลังเรียนจบ หรือ คนทำงานอยู่แล้ว ต้องสามารถทำงานร่วมกับเครื่องจักรและเทคโนโลยี เพราะอนาคตจะมีการสนับสนุนการพัฒนาเขตนวัตกรรมระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EECi) โครงการพัฒนาเขตส่งเสริมอุตสาหกรรมและนวัตกรรมดิจิทัล (EECd) หรือ เขตเศรษฐกิจพิเศษชายแดน 6 แห่ง ย่อมมีความต้องการแรงงานมีทักษะเป็นจำนวนมาก ที่สำคัญเศรษฐกิจโลกกำลังเผชิญกับสงครามทางการค้า ย่อมเกิดการย้ายฐานการผลิตมาประเทศไทย
“อยากให้พี่น้องประชาชนในประเทศร่วมกันสร้างบรรยากาศที่ดีอย่าทะเลาะหรือขัดแย้งกันเอง รวมถึงประชาชนคนไทยในต่างประเทศต้องช่วยกันสร้างการรับรู้ว่า ประเทศไทยสงบมีเสถียรภาพและความพร้อมที่จะเป็นศูนย์กลางด้านการค้าการลงทุนแห่งอาเซียน” พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว
นายกฯย้ำระบบเตือนภัยพิบัติไทยไม่แพ้ญี่ปุ่น
พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่าการบริหารจัดการและเตือนภัยพิบัติของไทยกับญี่ปุ่นมีเป้าหมายเหมือนกัน คือ การดูแลชีวิตและทรัพย์สินของพี่น้องประชาชน พร้อมกับลดผลกระทบและความสูญเสียที่จะเกิดขึ้นให้น้อยที่สุด ทั้งปัญหาน้ำท่วม หรือ ภัยแล้ง เช่น ประเทศไทยปัญหาน้ำท่วมที่เกิดขึ้นในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา เช่น จังหวัดอุบลราชธานี สาเหตุมาจากฝนตกติดต่อกันหลายวันเกินกว่า 500 มิลลิเมตร ประกอบเป็นพื้นที่ลุ่มต่ำปริมาณน้ำสะสมสูงไม่สามารถระบายลงสู่แม่น้ำตามธรรมชาติ คือ มูล และ ชี ได้เนื่องจากลำน้ำโขงปริมาณน้ำยังล้นตลิ่ง แม้จะพยายามทำแก้มลิง แต่บางพื้นที่ส่วนใหญ่ติดปัญหาเป็นพื้นที่เกษตร บ้านเรือนที่อยู่อาศัย และ พื้นที่ป่า แนวทางระยะสั้น คือ ดูแลเยียวยาอย่างเต็มที่พร้อมกับชักชวนให้เปลี่ยนอาชีพที่เข้ากับลักษณะพื้นที่ที่เป็นพื้นที่รับน้ำ หรือ แก้มลิงถาวร
“สิ่งสำคัญในการรับมือภัยพิบัติ คือ การเตรียมความพร้อมและการแจ้งเตือน พร้อมจัดสถานที่อพยพในภาวะฉุกเฉินโดยทางภาครัฐได้จัดเตรียมสถานที่พักพิงชั่วคราวไว้แล้ว แต่ด้วยนิสัยของคนไทยที่รักและเป็นห่วงบ้าน จึงไม่ค่อยออกจากบ้าน หรือ จะพักอาศัยบริเวณใกล้ๆบ้านเพื่อง่ายต่อการเดินทาง แต่พอเกิดสถานการณ์รุนแรงจึงตั้งตัวไม่ทัน ดังนั้นเมื่อเกิดภัยพิบัติที่รุนแรงภาคประชาชนต้องให้ความเชื่อมั่นในระบบแจ้งเตือนของภาครัฐ เช่นกรณี 'ฮากิบิส' ญี่ปุ่น น่ายกย่องเป็นอย่างมาก เพราะประชาชนชาวญี่ปุ่นมีระเบียบวินัยให้ความเชื่อมั่นและร่วมมือกับการประกาศแจ้งเตือนของรัฐบาลเป็นอย่างดี จนสามารถลดความสูญเสียได้อย่างมากประเทศไทยจึงควรนำมาเป็นแบบอย่าง” นายกรัฐมนตรี กล่าว
ภาพ เพจไทยคู่ฟ้า


