posttoday
คุณภาพสังคมกับคุณภาพประชาธิปไตยไทย

คุณภาพสังคมกับคุณภาพประชาธิปไตยไทย

17 พฤศจิกายน 2553

....วุฒิสาร ตันไชย

สืบเนื่องจากที่สถาบันพระปกเกล้า จัดประชุมวิชาการสถาบันพระปกเกล้าครั้งที่ 12 ประจำปี 2553 เรื่อง “คุณภาพสังคมกับคุณภาพประชาธิปไตยไทย” ระหว่างวันที่ 4–6 พ.ย. 2553 ณ ศูนย์ประชุมสหประชาชาติ ถนนราชดำเนินนอก กรุงเทพมหานคร ทั้งนี้ กิจกรรมในงานประกอบไปด้วยหลายส่วน ได้แก่ การจัดปาฐกถาโดยผู้ทรงคุณวุฒิ การจัดการอภิปรายประสบการณ์จากต่างประเทศและประเทศไทย การจัดประชุมกลุ่มย่อย ทั้งนี้ในส่วนของการจัดประชุมกลุ่มย่อยได้จัดให้มีการประชุมระดมสมองใน 5 กลุ่ม ประกอบด้วย

การปฏิรูประบบโครงสร้างสถาบันการเมืองกับการเสริมสร้างพลังทางสังคม

ประชาธิปไตยเชิงกระบวนการกับความสมานฉันท์ในสังคม

การสร้างค่านิยมประชาธิปไตยกับสังคมที่มีคุณภาพ

ประสิทธิผลของประชาธิปไตย : ความมั่นคงทางเศรษฐกิจ สังคม และการเสริมพลังทางกฎหมายของคนจน

นวัตกรรมประชาธิปไตยเพื่อคุณภาพสังคมไทย

และจากผลการประชุมกลุ่มย่อย สามารถสรุปเป็นข้อเสนอแนะเพื่อการพัฒนาประชาธิปไตยและการพัฒนาคุณภาพสังคมได้เป็น 7 แนวทาง ได้แก่ แนวทางที่หนึ่ง : สังคมไทยควรจะมีการปรับปรุงโครงสร้างการเมืองการปกครองเพื่อให้เกิดเสถียรภาพทางการเมืองการปกครอง และเพื่อให้สถาบันทางการเมืองต่างๆ มีศักยภาพ อาทิ การแยกอำนาจของฝ่ายนิติบัญญัติ ฝ่ายตุลาการ และฝ่ายบริหารออกจากกันอย่างชัดเจน การพัฒนาให้พรรคการเมืองเป็นสถาบันทางการเมือง การสร้างระบบการตรวจสอบที่มีศักยภาพโดยองค์กรอิสระและป้องกันการแทรกแซงการทำงานขององค์กรอิสระโดยการเมือง และการพัฒนาระบบการเลือกตั้งให้สอดคล้องกับเจตนารมณ์ของประชาชนและประชาธิปไตย

แนวทางที่สอง : การสร้างความสมานฉันท์ในสังคมไทยต้องอาศัยองค์ประกอบหลัก 3 ส่วน ได้แก่ องค์ประกอบที่หนึ่ง การพัฒนาโครงสร้างส่วนบนให้เอื้อต่อการสร้างประชาธิปไตยเชิงสมานฉันท์ อาทิ การวางระบบการเลือกตั้งที่สุจริตและเป็นธรรม การพัฒนาเศรษฐกิจระดับฐานรากให้เข้มแข็งและมุ่งการกระจายรายได้ที่เป็นธรรม การจัดระบบความสัมพันธ์ทางอำนาจระหว่างสถาบันทางการเมืองและกลุ่มผลประโยชน์ต่างๆ และสร้างกระบวนการติดตามการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ

องค์ประกอบที่สอง การสร้างความไว้วางใจซึ่งกันและกันของสมาชิกในสังคม โดยการจัดให้มีช่องทางในการสื่อสารระหว่างกลุ่มทางสังคม องค์กร และประชาชน

องค์ประกอบที่สาม การสร้างการมีส่วนร่วมของประชาชนและภาคพลเมืองเพื่อให้มีส่วนในการขับเคลื่อนการเมืองให้มีความเข้มแข็งและเป็นฐานรากที่สำคัญของการพัฒนาประชาธิปไตย

แนวทางที่สาม : การสร้างความรู้ความเข้าใจใน “ประชาธิปไตย” และเร่งให้ประชาชนตระหนักและยึดมั่นในค่านิยมหลักของประชาธิปไตย อาทิ สิทธิ เสรีภาพ ความเสมอภาค การเคารพในความแตกต่าง เคารพในศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ เป็นต้น

แนวทางที่สี่ : การสร้างความเท่าเทียมกันในโอกาสทางเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง อาทิ เน้นการกระจายอำนาจสู่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น การทำให้สื่อมวลชนมีเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นและทำหน้าที่เป็นสื่อกลางของสังคม การจัดหาและพัฒนาระบบสวัสดิการของรัฐให้พอเพียง ทั่วถึง และเป็นธรรม

แนวทางที่ห้า : เปิดโอกาสให้ประชาชน ชุมชน ภาคประชาชนและทุกภาคส่วนได้มีส่วนร่วมในการกำหนดนโยบายสาธารณะ รวมทั้งมีส่วนร่วมในการติดตาม และประเมินผลนโยบายสาธารณะ

แนวทางที่หก : การเพิ่มอำนาจภาคประชาชน ประชาสังคม ภาคพลเมืองให้มีอำนาจในการต่อรอง และสามารถริเริ่มกิจกรรมเพื่อการพัฒนาสังคม เศรษฐกิจ และการเมือง

แนวทางที่เจ็ด : การบูรณาการการทำงานร่วมกันในลักษณะเครือข่าย หรือภาคีหุ้นส่วนระหว่างภาคประชาชน ชุมชน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ส่วนราชการ ภาคธุรกิจเอกชน และสถาบันการศึกษา เพื่อลดปัญหาความขัดแย้งและเพื่อสร้างความชอบธรรมในการทำงานเพื่อการพัฒนาประเทศไทยร่วมกัน

แนวทางทั้ง 7 ประการจะบรรลุผลได้สำเร็จต้องอาศัยความร่วมมือของทุกภาคส่วน โดยเบื้องแรกทุกฝ่าย ทุกภาคส่วนต้องเปิดใจกว้างและยอมรับในสภาพการณ์ที่เป็นจริงในปัจจุบัน และพิจารณาเหตุแห่งปัญหาและอุปสรรคทั้งปวงด้วยความเป็นกลาง ปลอดจากอคติ และมุ่งแก้ไขปัญหาโดยยึดมั่นใน “ผลประโยชน์ของประชาชนและประเทศชาติ” เป็นสำคัญ ซึ่งหากสามารถดำเนินการได้ก็จะนำพาสังคมไทยไปสู่การเป็นสังคมคุณภาพ และสังคมประชาธิปไตย

ข่าวล่าสุด

Microsoft เลือกไทยประเทศแรก ปั้นคนไทยสู่เศรษฐกิจ AI เชื่อมทักษะทำงาน

Microsoft เลือกไทยประเทศแรก ปั้นคนไทยสู่เศรษฐกิจ AI เชื่อมทักษะทำงาน