
คุณภาพสังคมกับคุณภาพประชาธิปไตยไทย
....วุฒิสาร ตันไชย
สืบเนื่องจากที่สถาบันพระปกเกล้า จัดประชุมวิชาการสถาบันพระปกเกล้าครั้งที่ 12 ประจำปี 2553 เรื่อง
“คุณภาพสังคมกับคุณภาพประชาธิปไตยไทย” ระหว่างวันที่ 4–6 พ.ย. 2553 ณ ศูนย์ประชุมสหประชาชาติ ถนนราชดำเนินนอก กรุงเทพมหานคร ทั้งนี้ กิจกรรมในงานประกอบไปด้วยหลายส่วน ได้แก่ การจัดปาฐกถาโดยผู้ทรงคุณวุฒิ การจัดการอภิปรายประสบการณ์จากต่างประเทศและประเทศไทย การจัดประชุมกลุ่มย่อย ทั้งนี้ในส่วนของการจัดประชุมกลุ่มย่อยได้จัดให้มีการประชุมระดมสมองใน 5 กลุ่ม ประกอบด้วยการปฏิรูประบบโครงสร้างสถาบันการเมืองกับการเสริมสร้างพลังทางสังคม
ประชาธิปไตยเชิงกระบวนการกับความสมานฉันท์ในสังคม
การสร้างค่านิยมประชาธิปไตยกับสังคมที่มีคุณภาพ
ประสิทธิผลของประชาธิปไตย : ความมั่นคงทางเศรษฐกิจ สังคม และการเสริมพลังทางกฎหมายของคนจน
นวัตกรรมประชาธิปไตยเพื่อคุณภาพสังคมไทย
และจากผลการประชุมกลุ่มย่อย สามารถสรุปเป็นข้อเสนอแนะเพื่อการพัฒนาประชาธิปไตยและการพัฒนาคุณภาพสังคมได้เป็น 7 แนวทาง ได้แก่ แนวทางที่หนึ่ง : สังคมไทยควรจะมีการปรับปรุงโครงสร้างการเมืองการปกครองเพื่อให้เกิดเสถียรภาพทางการเมืองการปกครอง และเพื่อให้สถาบันทางการเมืองต่างๆ มีศักยภาพ อาทิ การแยกอำนาจของฝ่ายนิติบัญญัติ ฝ่ายตุลาการ และฝ่ายบริหารออกจากกันอย่างชัดเจน การพัฒนาให้พรรคการเมืองเป็นสถาบันทางการเมือง การสร้างระบบการตรวจสอบที่มีศักยภาพโดยองค์กรอิสระและป้องกันการแทรกแซงการทำงานขององค์กรอิสระโดยการเมือง และการพัฒนาระบบการเลือกตั้งให้สอดคล้องกับเจตนารมณ์ของประชาชนและประชาธิปไตย
แนวทางที่สอง : การสร้างความสมานฉันท์ในสังคมไทยต้องอาศัยองค์ประกอบหลัก 3 ส่วน ได้แก่ องค์ประกอบที่หนึ่ง การพัฒนาโครงสร้างส่วนบนให้เอื้อต่อการสร้างประชาธิปไตยเชิงสมานฉันท์ อาทิ การวางระบบการเลือกตั้งที่สุจริตและเป็นธรรม การพัฒนาเศรษฐกิจระดับฐานรากให้เข้มแข็งและมุ่งการกระจายรายได้ที่เป็นธรรม การจัดระบบความสัมพันธ์ทางอำนาจระหว่างสถาบันทางการเมืองและกลุ่มผลประโยชน์ต่างๆ และสร้างกระบวนการติดตามการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ
องค์ประกอบที่สอง การสร้างความไว้วางใจซึ่งกันและกันของสมาชิกในสังคม โดยการจัดให้มีช่องทางในการสื่อสารระหว่างกลุ่มทางสังคม องค์กร และประชาชน
องค์ประกอบที่สาม การสร้างการมีส่วนร่วมของประชาชนและภาคพลเมืองเพื่อให้มีส่วนในการขับเคลื่อนการเมืองให้มีความเข้มแข็งและเป็นฐานรากที่สำคัญของการพัฒนาประชาธิปไตย
แนวทางที่สาม : การสร้างความรู้ความเข้าใจใน
“ประชาธิปไตย” และเร่งให้ประชาชนตระหนักและยึดมั่นในค่านิยมหลักของประชาธิปไตย อาทิ สิทธิ เสรีภาพ ความเสมอภาค การเคารพในความแตกต่าง เคารพในศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ เป็นต้นแนวทางที่สี่ : การสร้างความเท่าเทียมกันในโอกาสทางเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง อาทิ เน้นการกระจายอำนาจสู่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น การทำให้สื่อมวลชนมีเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นและทำหน้าที่เป็นสื่อกลางของสังคม การจัดหาและพัฒนาระบบสวัสดิการของรัฐให้พอเพียง ทั่วถึง และเป็นธรรม
แนวทางที่ห้า : เปิดโอกาสให้ประชาชน ชุมชน ภาคประชาชนและทุกภาคส่วนได้มีส่วนร่วมในการกำหนดนโยบายสาธารณะ รวมทั้งมีส่วนร่วมในการติดตาม และประเมินผลนโยบายสาธารณะ
แนวทางที่หก : การเพิ่มอำนาจภาคประชาชน ประชาสังคม ภาคพลเมืองให้มีอำนาจในการต่อรอง และสามารถริเริ่มกิจกรรมเพื่อการพัฒนาสังคม เศรษฐกิจ และการเมือง
แนวทางที่เจ็ด : การบูรณาการการทำงานร่วมกันในลักษณะเครือข่าย หรือภาคีหุ้นส่วนระหว่างภาคประชาชน ชุมชน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ส่วนราชการ ภาคธุรกิจเอกชน และสถาบันการศึกษา เพื่อลดปัญหาความขัดแย้งและเพื่อสร้างความชอบธรรมในการทำงานเพื่อการพัฒนาประเทศไทยร่วมกัน
แนวทางทั้ง 7 ประการจะบรรลุผลได้สำเร็จต้องอาศัยความร่วมมือของทุกภาคส่วน โดยเบื้องแรกทุกฝ่าย ทุกภาคส่วนต้องเปิดใจกว้างและยอมรับในสภาพการณ์ที่เป็นจริงในปัจจุบัน และพิจารณาเหตุแห่งปัญหาและอุปสรรคทั้งปวงด้วยความเป็นกลาง ปลอดจากอคติ และมุ่งแก้ไขปัญหาโดยยึดมั่นใน
“ผลประโยชน์ของประชาชนและประเทศชาติ” เป็นสำคัญ ซึ่งหากสามารถดำเนินการได้ก็จะนำพาสังคมไทยไปสู่การเป็นสังคมคุณภาพ และสังคมประชาธิปไตย






