
โอกาสที่ BIMSTEC
....พวงรัตน์ อัศวพิศิษฐ์
BIMSTEC หรือมีชื่อเต็มๆ เป็นภาษาอังกฤษว่า Bay of Bengal Initiative for MultiSectoral Technical and Economic Cooperation หรือแปลเป็นไทยได้ยาวพอๆ กันว่า ความริเริ่มแห่งอ่าวเบงกอลว่าด้วยความร่วมมือในหลายสาขาทางวิชาการและเศรษฐกิจ
เห็นจะเป็นเพราะชื่อที่แสนจะยาวนี่เอง ก็เลยนิยมเรียกกันสั้นๆ ว่า บิมสเท็ก (BIMSTEC) และมีสมาชิกรวมทั้งสิ้นในปัจจุบัน 7 ประเทศ ได้แก่ บังกลาเทศ ภูฏาน อินเดีย พม่า เนปาล ศรีลังกา และไทย
ที่จริง BIMSTEC มีรากเดิมมาจาก 4 ประเทศ ที่ตกลงร่วมมือกันทางเศรษฐกิจได้แก่ บังกลาเทศ อินเดีย ศรีลังกา และไทย ตั้งแต่ปี 2540 สมัยที่เกิดวิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจ ที่เรียกกันว่า
“ต้มยำกุ้ง” แล้วต่อมาเมื่อถึงสมัยที่ประเทศไทย และเอเชียใต้เริ่มหันมามองกันไปมองกันมา เพราะเริ่มจะรู้แล้วว่า ฝรั่งนั้นเป็นตลาดเปิดก็จริง ขายได้ขายดีในยามที่เศรษฐกิจดี แต่เมื่อเกิดปัญหา เขาก็ไม่ช่วยเรา ปล่อยให้เป็นเรื่องของตัวใครตัวมัน ก็เลยหันมามองกันเอง เอาไว้เป็นตัวสำรอง เผื่อเลือกบ้าง ยามเกิดเหตุการณ์คับขัน ไทยก็เลยมีนโยบายมองตะวันตก (Look West Policy) ขณะที่เอเชียใต้ก็มีนโยบายมองตะวันออก (Look East Policy) เพื่อมุ่งหาพันธมิตรทางเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง ก็เลยสบตากัน “ปิ๊งๆ” พอดี ทำให้เกิด BIMSTEC ขึ้นในปี 2547 เมื่อมีอีก 3 ประเทศเข้าร่วมเป็นสมาชิกคือ พม่า (ปี 2540) เนปาล และภูฏาน (ปี 2547)ความร่วมมือที่ BIMSTEC ตกลงจัดทำกันนั้น มีถึง 14 สาขาสมกับชื่อและความตั้งใจให้มีหลายสาขา โดยมีทั้งสาขาการค้าและการลงทุน การคมนาคม และการสื่อสาร พลังงาน การท่องเที่ยว เทคโนโลยี ประมง เกษตร สาธารณสุข การลดความยากจน การต่อต้านการก่อการร้าย และอาชญากรรมข้ามชาติ การจัดการสิ่งแวดล้อมและภัยพิบัติ วัฒนธรรม ปฏิสัมพันธ์ในระดับประชาชน และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เรียกว่า แทบจะครอบคลุมกันตั้งแต่ไม้จิ้มฟันยันเรือรบ หรือครอบจักรวาลกันเลยทีเดียว
แต่ที่จริงสิ่งสำคัญที่ยังขาดไป ทั้งๆ ที่เป็นทรัพยากรที่ประเทศในกลุ่ม BIMSTEC รวมทั้งไทยมีกันอย่างอุดมสมบูรณ์ และน่าจะทำประโยชน์ได้หากมีความร่วมมือกัน และมีความตกลงตลอดจนหลักเกณฑ์ที่ชัดเจน นั่นก็คือ ความหลากหลายทางชีวภาพ ประเทศไทยเองก็มีความหลากหลายทางชีวภาพสูง ประเทศอื่นๆ ใน BIMSTEC เช่น ศรีลังกา มีป่าเขตร้อนชื้นที่เป็นมรดกโลก ซึ่งป่านี้มีความหลากหลายทางชีวภาพสูงมากเช่นกัน อินเดียก็เป็นประเทศที่มีเทคโนโลยีในเรื่องยาในระดับหนึ่ง ที่สามารถผลิตตัวยาเองได้หลายชนิด หากมีความร่วมมือกันในระหว่างประเทศสมาชิกในสาขาที่จะใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติที่มีกันอยู่อย่างเหลือเฟือ ที่เป็นทรัพย์ในดินสินในน้ำได้ย่างดี โดยให้มีความร่วมมือกันให้เป็นรูปธรรมในด้านการวิจัยและพัฒนาที่เป็นรูปธรรม รวมถึงให้มีการทำความตกลงในเรื่องการแบ่งปันผลประโยชน์ไว้ให้ชัดเจน
อย่างไรก็ตาม สาขาความร่วมมือในเรื่องนี้น่าจะเป็นแค่ความฝัน เพราะประเทศกำลังพัฒนาทั้งหลายต่างก็หวงทรัพย์ในดินสินในน้ำเหล่านี้กันทั้งสิ้น อย่าว่าแต่ประเทศไทยเลย ประเภททรัพย์ของข้าใครอย่าแตะ มาคุยกันในเรื่องที่ทำท่าว่าจะเป็นไปได้มาก และค่อนข้างจะมีความก้าวหน้าไปแล้วดีกว่า
ซึ่งสาขาที่มีความก้าวหน้าไปเป็นรูปธรรมชัดเจนสาขาหนึ่ง ก็คือเรื่องของการเปิดเสรีทางการค้า หรือ BIMSTEC FTA
ดังได้กล่าวไว้ในฉบับที่แล้ว ว่าได้มีการตกลงแบ่งกลุ่มสินค้าที่จะลดภาษีเป็นกลุ่มสินค้าเร่งลดภาษี กลุ่มสินค้าลดภาษีตามปกติ และกลุ่มสินค้าที่ประเทศต้องการจะเก็บไว้ไม่นำมาลดภาษีภายใต้เขตการค้าเสรี ตลอดจนมีการกำหนดรูปแบบ หรือวิธีการลดภาษีไปแล้ว เหลือก็แต่การยื่นรายการสินค้ากันและการเจรจาต่อรองเท่านั้น
รายละเอียดเพิ่มเติมที่ควรทราบก็คือ กลุ่มสินค้าเร่งลดภาษีนี้เขาจะลดภาษีนำเข้าเหลือ 0 เปอร์เซ็นต์ สำหรับสินค้าประมาณ 10 เปอร์เซ็นต์ของพิกัดศุลกากรในระดับ 6 หลักในระบบภาษีศุลกากรที่เรียกกันว่า HS ปี 2007 พูดเช่นนี้ ท่านผู้อ่านคงจะเข้าใจยาก เอาเป็นว่า สินค้าที่ไทยส่งออกนำเข้ามีรายการใหญ่อยู่ 6,0008,000 กว่ารายการ ก็เลือกมาสัก 10 เปอร์เซ็นต์แล้วลดภาษีให้เหลือ 0 เปอร์เซ็นต์
กลุ่มสินค้าลดภาษีปกติ จะลดภาษีเหลือ 0 เปอร์เซ็นต์ สำหรับสินค้าอีก 50 เปอร์เซ็นต์ของพิกัด 6 หลักในระบบ HS 2007 และลดภาษีนำเข้าเหลือ 1
–5 เปอร์เซ็นต์สำหรับสินค้าอีก 21 เปอร์เซ็นต์ของพิกัดฯ 6 หลักในระบบ HS 2007 ซึ่งก็มีความหมายเช่นเดียวกันว่าสินค้าประมาณ 50 เปอร์เซ็นต์ของ 6,0008,000 กว่ารายการจะต้องลดภาษีนำเข้าลงเหลือ 0 เปอร์เซ็นต์ ส่วนอีก 21 เปอร์เซ็นต์ ลดภาษีนำเข้าลงเหลือ 1–5 เปอร์เซ็นต์นอกจากนี้ อีกประมาณ 19 เปอร์เซ็นต์ของสินค้านำเข้าจะไม่มีการลดภาษีเลย สินค้าของใครที่กลัวว่าจะลดภาษีแล้วจะสู้เขาไม่ได้ก็รีบๆ ส่งเสียงให้เป็นที่ทราบกัน แต่ควรจะมีเหตุผลทางเศรษฐกิจที่ชัดเจนด้วยนะ หรือใครอยากจะนำวัตถุดิบเข้าจากประเทศสมาชิก BIMSTEC ก็ออกแรงผลักดันให้รัฐบาลลดภาษีนำเข้าเป็น 0 ไปเลย ส่วนเรื่องผู้สนใจส่งออก นั้น คงต้องให้ข้อมูลแก่รัฐบาลและติดตามการเจรจาอย่างใกล้ชิด เพื่อผลักดันให้ประเทศสมาชิก BIMSTEC อื่นๆ เขาลดภาษีนำเข้าให้ และที่สำคัญต้องให้เขายินยอมมานั่งโต๊ะเจรจากับเราต่อไปด้วย เพราะขณะนี้ก็ได้ข่าวว่าเขายังอิดออดอยู่ยังไงไม่ทราบ
นอกจากเรื่องของอัตราภาษีนำเข้าว่าจะลดกันเป็นเท่าไรแล้ว ยังมีเรื่องของระยะเวลาและวิธีการคิดว่า สินค้าผลิตกันอย่างไรถึงจะถือเป็นสินค้าของกลุ่มประเทศสมาชิก 7 ประเทศนี้ด้วย เพราะจะมีแค่ 7 ประเทศนี้เท่านั้นที่จะได้รับประโยชน์จากการลดภาษี หากผลิตนอกกลุ่มประเทศสมาชิกก็จะไม่ได้รับการลดหรือยกเลิกภาษีเป็นพิเศษตามหลักเกณฑ์ที่ตกลงกันนี้ แต่ต้องไปใช้หลักเกณฑ์อื่นๆ แทน ขึ้นอยู่กับว่าเป็นสมาชิกของกลุ่มไหน ข้อเสียของการเปิดเสรีการค้ากันเป็นกลุ่มๆ ก็คงเป็นเรื่องของกฎเกณฑ์ที่ยุ่งเหยิงพันกันอีนุงตุงนังนี่แหละ ฝรั่งเขาเรียกว่า
“สปาเกตตีโบลด์” คนไทยก็คงเรียกได้เหมือนกันว่า เป็นชามก๋วยเตี๋ยว แถมอาจเป็นเส้นหมี่ด้วยผู้เขียนคงต้องจบไว้แค่นี้ก่อน เพราะยังมีเรื่องของการค้า บริการ และการลงทุนอีกที่จะต้องพูดถึง เพื่อให้เห็นกันในภาพรวมว่าเราควรจะทำอย่างไรกันต่อไปดี







