
บาทอิงหยวน
....พิชัย นริพทะพันธุ์
จากข้อมูลล่าสุดของกระทรวงพาณิชย์พบว่า การส่งออกของไทยตั้งแต่เดือน ม.ค.ถึงเดือน ก.ย. ปีนี้ มีการส่งออกไปยังประเทศจีน 499.5 พันล้านบาท โดยมีการขยายตัวเพิ่มขึ้นจากช่วงระยะเวลาเดียวกันในปีที่แล้วถึง 30.91% โดยขึ้นเป็นอันดับหนึ่งแซงการส่งออกของไทยไปยังประเทศสหรัฐ ที่มีการส่งออก 479.15 พันล้านบาท โดยมีการขยายตัวเพิ่มขึ้นจากปีที่แล้วเพียง 16.95%
หากดูแนวโน้มดังกล่าวก็น่าจะคาดหมายได้ว่าภายในสิ้นปีนี้ ประเทศจีนจะแซงหน้าขึ้นเป็นประเทศที่ไทยส่งออกมากที่สุดเป็นอันดับหนึ่งเป็นปีแรก โดยทำให้ประเทสหรัฐตกลงไปอยู่อันดับสอง ตามด้วยประเทศญี่ปุ่น ฮ่องกงและมาเลเซีย และเมื่อมองย้อนหลังไปจะพบว่าการส่งออกไปยังประเทศจีนมีการเพิ่มขึ้นโดยตลอด แม้กระทั่งปีที่แล้วที่เศรษฐกิจโลกตกต่ำ ซึ่งด้วยปริมาณประชากรของจีนประกอบกับการขยายการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจที่เติบโตสูงอย่างต่อเนื่อง จึงทำให้มั่นใจได้ว่าในอนาคตประเทศจีนจะเป็นตลาดส่งออกที่ใหญ่ที่สุดของไทยต่อไปในอนาคต หากรวมฮ่องกงที่ไทยมียอดส่งออก 9 เดือน แรกที่ 294.46 พันล้านบาทเป็นส่วนหนึ่งของจีนด้วยแล้ว จะพบว่ามีสัดส่วนที่สูงถึง 17.21% ของการส่งออกทั้งหมด
เมื่อหันมาพิจารณาการนำเข้า ปรากฏว่า ญี่ปุ่นยังเป็นประเทศที่ไทยนำเข้าสินค้ามากที่สุดโดยเมื่อปีที่แล้วไทยมีการนำเข้าถึง 860.10 พันล้านบาท ตามมาด้วยประเทศจีนที่ยังถูกทิ้งห่างที่ 586.13 พันล้านบาท และมาเลเซียที่ 295.29 พันล้านบาท แต่อย่างไรก็ดีด้วยศักยภาพของประเทศจีนที่จะผลิตสินค้าต่างๆ ออกมาได้มากในราคาถูกโดยเฉพาะสินค้าทุน จะทำให้ปริมาณนำเข้าสินค้าจากประเทศจีนมายังประเทศไทยจะมีสัดส่วนเพิ่มขึ้นในอนาคต
ตัวเลขส่งออกและนำเข้าที่ปรากฏแสดงให้เห็นอย่างเด่นชัดว่า ประเทศจีนจะเป็นคู่ค้าที่สำคัญที่สุดของไทยในอนาคตอย่างแน่นอน โดยจะเป็นทั้งคู่ค้าและคู่แข่งในเวลาเดียวกัน เนื่องจากสินค้าที่ประเทศจีนผลิตได้ในหลายรายการจะตรงกับสินค้าที่ประเทศไทยผลิตได้เช่นเดียวกัน
การกำหนดค่าเงินบาทในระดับต่ำโดยอิงกับค่าเงินหยวนจึงเป็นสิ่งที่น่าพิจารณาอย่างยิ่ง เพราะหยวนจะเป็นเงินสกุลสำคัญของโลก ต่อไปในอนาคต ขนาดประธานธนาคารเอดีบี ยังเสนอให้ใช้เงินหยวนในการค้าขายระหว่างกันในเอเชีย ดังนั้นการขึ้นลงในอัตราเดียวกันจะไม่ทำให้ได้เปรียบหรือเสียเปรียบ ถ้าถูกต่างประเทศกดดัน ก็จะอ้างได้ว่าเราจะเปลี่ยนแปลงตามอัตราของเงินหยวน อีกทั้งด้วยวิธีคิดของผู้นำจีน ที่อาจจะดีใจและภูมิใจที่ประเทศไทยให้เกียรติ โดยประเทศไทยจะสามารถขอความสนับสนุนในเรื่องต่างๆ ได้อีกมาก
ค่าเงินบาทที่แข็งค่า จะเป็นปัญหาที่หนักอย่างแน่นอนเสมือนกับการเตือนว่าจะเกิดน้ำท่วมใหญ่ก่อน ที่จะเกิดอุทกภัยโดยที่รัฐบาลไม่ได้ทำ การที่ รมว.คลังออกมาพูดเหมือนยอมรับว่าเงินบาทอย่างไรต้องแข็งค่าขึ้น และให้ธุรกิจต้องปรับตัว เป็นสิ่งที่รับไม่ได้ธุรกิจส่งออกที่ไหนจะสามารถรับค่าเงินที่แข็งขึ้นถึงปีละ 12% และยิ่งหลายคนยังดีใจกับดัชนีตลาดหลักทรัพย์ที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จากการเข้ามาเก็งกำไรของกองทุนต่างชาติที่มาแสวงหากำไรทั้งมูลค่าหลักทรัพย์ที่เพิ่มขึ้น และกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนที่แข็งค่าขึ้น ทำให้รัฐบาลและผู้ที่อยู่ในวงการค้าหลักทรัพย์ไม่ได้มองภาพรวมเศรษฐกิจอย่าง ชัดเจน เพราะถ้าหากภาคการผลิตที่แท้จริงไม่สามารถรองรับกับค่าเงินบาทที่แข็งอย่างมากได้ ถึงวันนั้นภาพในอดีตเดิมที่ตลาดหลักทรัพย์ที่เคยพุ่งขึ้นถึง 1,700 จุด และต้องตกลงมาเหลือ 200 กว่าจุดอาจจะกลับมาให้เห็นใหม่
ไม่ใช่ว่าฟองสบู่จะเกิดกับทุกด้าน ดังนั้นการที่แบงก์ชาติออกมาตรการมาคุมสินเชื่อที่อยู่อาศัยต่ำกว่า 3 ล้านบาทโดยมุ่งควบคุมสินเชื่อด้านผู้ซื้อที่เป็นอุปสงค์ โดยที่อยู่อาศัยในระดับนี้น่าจะเป็นที่อยู่อาศัยตามอุปสงค์จริง ไม่น่าจะเป็นฟองสบู่อย่างที่แบงก์ชาติคิดแต่อย่างไร หากจะคุมก็น่าจะคุมไปที่ผู้ประกอบการโดยให้มีสัดส่วนในการลงทุนเพิ่มเพื่อความคุมอุปทานมากกว่าที่จะไปคุมอุปสงค์ ในอดีตที่ผ่านมาฟองสบู่จะเกิดในอสังหาริมทรัพย์ที่มีราคาสูงที่มีการเก็งกำไร ไม่ใช่ราคาต่ำกว่า 3 ล้านบาทอย่างแน่นอน การจัดให้ประชาชนมีที่อยู่อาศัยที่เหมาะสมน่าจะเป็นหน้าที่หลัก ดังนั้นจึงอยากให้พิจารณาเสียใหม่
ฟองสบู่ที่น่ากลัวสุดน่าจะเป็นฟองสบู่ในวิธีคิดและการบริหารจัดการในปัจจุบัน







