posttoday
แก้รธน.เขย่าปชป. สะเทือนเก้าอี้ อภิสิทธิ์

แก้รธน.เขย่าปชป. สะเทือนเก้าอี้ อภิสิทธิ์

16 พฤศจิกายน 2553

จัดเป็น “ของร้อน” ที่จับต้องแต่ละครั้งก็ต้องมีเรื่องให้ “เดือดร้อน” สร้างความ “ขัดแย้ง” ให้เกิดขึ้นทุกครั้งไป ครั้นจะไม่หยิบจับขึ้นมาพิจารณาก็ยังกลายเป็นปัญหาถูกรุมเร้าจากหลายฝ่าย จนทำให้การแก้รัฐธรรมนูญคาราคาซังมาจนถึงปัจจุบัน

จัดเป็น “ของร้อน” ที่จับต้องแต่ละครั้งก็ต้องมีเรื่องให้ “เดือดร้อน” สร้างความ “ขัดแย้ง” ให้เกิดขึ้นทุกครั้งไป ครั้นจะไม่หยิบจับขึ้นมาพิจารณาก็ยังกลายเป็นปัญหาถูกรุมเร้าจากหลายฝ่าย จนทำให้การแก้รัฐธรรมนูญคาราคาซังมาจนถึงปัจจุบัน

โดย...ทีมข่าวการเมือง

 

แก้รธน.เขย่าปชป. สะเทือนเก้าอี้ อภิสิทธิ์

จัดเป็น “ของร้อน” ที่จับต้องแต่ละครั้งก็ต้องมีเรื่องให้ “เดือดร้อน” สร้างความ “ขัดแย้ง” ให้เกิดขึ้นทุกครั้งไป ครั้นจะไม่หยิบจับขึ้นมาพิจารณาก็ยังกลายเป็นปัญหาถูกรุมเร้าจากหลายฝ่าย จนทำให้การแก้รัฐธรรมนูญคาราคาซังมาจนถึงปัจจุบัน

ทว่าสัญญาณการเดินหน้าแก้รัฐธรรมนูญเต็มสูบจาก อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี หลังจาก ครม. เห็นชอบเบื้องต้นให้แก้ไข 2 มาตรา จาก 6 มาตรา ตามข้อสรุปของ “คณะกรรมการศึกษาแนวทางแก้ไขรัฐธรรมนูญและกฎหมาย” ซึ่งอาจารย์สมบัติ ธำรงธัญวงศ์ เป็นประธาน

กำลังจะกลายเป็นระเบิดเวลาลูกสำคัญสำหรับประชาธิปัตย์ ที่ได้แต่เดินเกมยื้อ แม้พรรคร่วมรัฐบาล “บีบคั้น” แค่ไหนก็ตาม

แต่ “สัญญาใจ” ที่ สุเทพ เทือกสุบรรณ ผู้จัดการรัฐบาลเคยตกปากรับคำพรรคขนาดกลางขนาดเล็กให้ “พลิกขั้ว” หนุนประชาธิปัตย์ตั้งรัฐบาล กลับไม่สามารถฝ่า “เสียงค้าน” เดินหน้าแก้เขตเลือกตั้งให้เป็นเขตเดียวเบอร์เดียวได้สักครั้ง

จนสถานการณ์เริ่มเย็นลงทั้งจากเรื่องวิกฤตเศรษฐกิจ วิกฤตความขัดแย้ง ปัญหา “เสื้อแดง” ที่รัฐบาลคุมสภาพได้

งานนี้ยัง “สุกงอม” พอที่จะเตรียมหาทางลงของรัฐบาลและก้าวสู่สนามเลือกตั้ง การจะผนึกกำลังต่อสู้กับกระแสทักษิณ เพื่อสกัดการกลับมาของ “เพื่อไทย” จำเป็นที่จะต้องยอมแก้รัฐธรรมนูญให้กลับไปใช้ระบบเขตเดียวเบอร์เดียวให้พรรคร่วมรัฐบาลมีโอกาสแทรกตัวชิงเก้าอี้ในพื้นที่สีแดง

แต่ไม่ใช่เรื่องง่ายกับ “จุดยืน” ของประชาธิปัตย์ ที่ยืนหยัดไม่แก้ไขรัฐธรรมนูญมาตั้งแต่สมัยเป็นฝ่ายค้าน จนถึงปัจจุบัน

ไม่ว่าจะหยิบยกเรื่องแก้ไขรัฐธรรมนูญขึ้นมาหารือแต่ละครั้งล้วนแต่ถูกกระแสคัดค้านภายในพรรคตีตกไปทุกครั้ง

นอกจากจะเรื่อง “จุดยืน” สนับสนุนระบบเขตใหญ่เรียงเบอร์ที่ใช้ปัจจุบัน เพื่อป้องกันการซื้อเสียงให้ทำได้ยากขึ้น อีกประเด็นที่เป็นห่วงคือ ปัญหาเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อเอื้อประโยชน์ให้กับตัวเอง อันสุ่มเสี่ยงจะถูกฟ้องร้องหลุดจากตำแหน่ง

ยิ่งหากเป็นการแก้ไขจากแรงบีบของพรรคร่วมรัฐบาลอื่นๆ ด้วยแล้ว ย่อมทำให้ภาพลักษณ์ของประชาธิปัตย์เสียหาย กับข้อครหาเรื่องการเปลี่ยน “จุดยืน” เพื่อแลกกับเสถียรภาพการเมือง

การนำเข้าสู่การพิจารณาของที่ประชุม 2 ครั้งใหญ่ที่ผ่านมา จึงไม่สามารถเดินหน้าต่อไปได้

ครั้งแรก 26 ม.ค. ในช่วงหน้าสิ่วหน้าขวานต่อสถานการณ์การเมือง ที่ประชุม สส.ประชาธิปัตย์ มีมติไม่เห็นด้วยกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ จากการลงคะแนนลับด้วยคะแนน 82 ต่อ 48 งดออกเสียง 2 เสียง

นั่นเป็นความพยายามระลอกแรกภายในพรรคซึ่ง “สุเทพ” ในฐานะที่รับปากพรรคร่วมรัฐบาลไว้แล้ว แม้จะไม่สำเร็จ แต่ก็สามารถล็อบบี้หว่านล้อม สส. ให้ร่วมโหวตแก้รัฐธรรมนูญได้48 คน ซึ่งถือว่าจำนวนไม่น้อย

 

ในวันที่สายแข็งอย่าง อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ บัญญัติ บรรทัดฐาน ชวน หลีกภัย ประกาศตัวค้านหัวชนฝา ยืนหยัดหลักการของพรรค

ครั้งนั้น “สุเทพ” งัดไม้ตายมาเรียกคะแนนสงสารด้วยการพูดให้คิดถึงพรรคร่วมรัฐบาลที่พร้อมจะไม่ยกมือให้ในการลงมติสำคัญของสภา

“ถ้าเราไม่แก้ตามที่พรรคร่วมเสนอมา เขาก็พร้อมจะไม่เอาเราเหมือนกัน การทำงานร่วมกันก็จะไม่ค่อยได้ผล จะมีการขัดแข้งขัดขา ถ้าเป็นเช่นนี้ก็ขอให้ชิงยุบสภาไปก่อนจะดีเสียกว่า เพราะถ้าเกิดการอภิปราย และเกิดพรรคร่วมไม่ยกมือให้แล้ว ถ้ามีการสวนมติไม่หนุนนายกฯ ผมก็ยอมรับไม่ได้ ไม่หนุนนายอภิสิทธิ์เราก็หน้าแตกกลางสภา ชิงยุบไปก่อนไม่ดีกว่าหรือ”

แก้รธน.เขย่าปชป. สะเทือนเก้าอี้ อภิสิทธิ์

ทว่านายหัวชวนกลับออกมาเตือนสติลูกพรรคว่า สส.มีหน้าที่แก้วิกฤต ไม่ใช่ซ้ำเติมวิกฤต

“เราต้องรู้จักหน้าที่ของนักการเมืองว่ากำลังต่อสู้กับศรัทธาประชาชน ไม่ต้องห่วงว่าจะอยู่ยาวหรือสั้น ถ้ารัฐบาลอยู่รอดได้แต่ประชาธิปัตย์เสียศักดิ์ศรี และเสียจุดยืน เราจะเป็นรัฐบาลไปทำไม ถือว่าไม่คุ้มค่า ถ้าไม่ได้เป็นรัฐบาลก็ไม่ตาย เราเคยเป็นพรรคฝ่ายค้านมาแล้วยาวนาน ไม่เห็นว่าจะมีใครตายเลย”

เวลาล่วงเลยมาได้สักระยะ พรรคร่วมรัฐบาลเริ่มผนึกกำลังบีบแก้รัฐธรรมนูญอีกระลอกจนทำให้พรรคต้องหยิบเรื่องแก้รัฐธรรมนูญขึ้นมาหารืออีกครั้ง ตั้งแต่ที่ “กระบี่” ก่อนจะมาปิดท้ายด้วยมติของที่ประชุม สส.พรรคให้เป็นสิทธิของ “อภิสิทธิ์” และ “สุเทพ” หารือกับพรรคร่วมทำเรื่องนี้

อย่างไรก็ตาม ครั้งนี้จะแตกต่างจากทุกครั้งที่ผ่านมา เมื่อ “อภิสิทธิ์” เป็นผู้ที่หยิบยกเรื่องแก้รัฐธรรมนูญขึ้นมาแก้ไขด้วยตัวเอง โดยอาศัยผลสรุปจากคณะกรรมการชุดอาจารย์สมบัติ เป็นใบเบิกทางลดแรงเสียดทาน เนื่องจากมีกระบวนการสำรวจความคิดเห็นประชาชนรองรับ

ไม่แปลกที่ในประชาธิปัตย์ยัง “เสียงแตก” กับท่าทีต่อการแก้ไขรัฐธรรมนูญในรอบสุดท้ายนี้ จนนำมาสู่เสียงคัดค้านจากสมาชิกหลายส่วน ตั้งแต่ ประมวล เอมเปีย สัมพันธ์ ทองสมัคร รังสิมา รอดรัศมี นิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ ฯลฯ พร้อมเปิดช่องลดความขัดแย้งด้วยการเสนอให้ฟรีโหวต

ทว่า “วัฒนธรรม” ประชาธิปัตย์ที่ผ่านมาแม้จะมีความเห็นขัดแย้งกันมากแค่ไหน แต่หากมีมติสุดท้ายก็พร้อมจะไปทิศทางเดียวกัน ไม่เคยให้มีฟรีโหวต และในกรณีเสียงที่ขัดแย้งกันมาก ก็หนีไม่พ้นจะต้องลงมติ

จากเสียงเดิมของ “สุเทพ” ที่ทำไว้รอบแรก 48 เสียง หากรวมกับเสียงของ “อภิสิทธิ์” ก็น่าจะมีมากเกินกว่าฝั่ง ชวน หลีกภัย บัญญัติ บรรทัดฐาน และคนใกล้ชิด

รวมถึงเสียงจาก สส.ภาคกลาง และภาคตะวันออก ที่ยังเห็นประโยชน์ของเขตเรื่องตั้งระบบเขตใหญ่เรียงเบอร์ที่ทำให้สามารถกวาดเก้าอี้ให้ประชาธิปัตย์ได้เป็นกอบเป็นกำ จนไม่อาจตัดใจยอมเปลี่ยนเป็นเขตเดียวเบอร์เดียวสุ่มเสี่ยงต่อการถูกเจาะพื้นที่

อย่างไรก็ตาม ล่าสุด ไกรศักดิ์ ชุณหะวัณ รองหัวหน้าพรรคอีสาน กลับออกมาประเมินเสียงว่า เสียงไม่เห็นด้วยยังมีอยู่ 82-84 เสียง ขณะที่ 27 เสียงเท่านั้นที่เห็นด้วย

งานนี้จึงต้องจับตาดูว่า การที่ “อภิสิทธิ์” ลงมาขับเคลื่อนการแก้รัฐธรรมนูญด้วยตัวเอง จะฝ่ากระแสค้านได้มากน้อยแค่ไหน เพราะมติประชาธิปัตย์ ต่อจุดยืนแก้รัฐธรรมนูญเที่ยวนี้ หากไม่คล้อยตาม “รัฐบาล” สนับสนุนการแก้รัฐธรรมนูญ

เก้าอี้หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ของ “อภิสิทธิ์” ย่อมสั่นสะเทือนและมีผลไปถึงการเลือกตั้งครั้งหน้า มติที่ประชุม สส.ประชาธิปัตย์ในสัปดาห์หน้าจึงจะเป็นอีกดัชนีชี้วัดทิศทางอนาคตของรัฐบาล และอนาคตของ “อภิสิทธิ์”

 

ข่าวล่าสุด

LIVE ถ่ายทอดสด มวยวัน ลุมพินี 175 ONE Championship วันนี้ 16 ต.ค.69

LIVE ถ่ายทอดสด มวยวัน ลุมพินี 175 ONE Championship วันนี้ 16 ต.ค.69