posttoday
บุญจง-เกื้อกูล? กับ'บรรทัดฐาน' ไม่มีทางเลือก

บุญจง-เกื้อกูล? กับ'บรรทัดฐาน' ไม่มีทางเลือก

15 พฤศจิกายน 2553

ต้องฟันธงกันวันนี้แล้วว่า “ชาติไทยพัฒนา” และ “ภูมิใจไทย” จะกล้าแตกหักกับรัฐบาลประชาธิปัตย์ จนถึงขั้นฝืน “กฎเหล็ก” กอดเก้าอี้รัฐมนตรีลงชิง “เก้าอี้” เลือกตั้งซ่อมหรือไม่

ต้องฟันธงกันวันนี้แล้วว่า “ชาติไทยพัฒนา” และ “ภูมิใจไทย” จะกล้าแตกหักกับรัฐบาลประชาธิปัตย์ จนถึงขั้นฝืน “กฎเหล็ก” กอดเก้าอี้รัฐมนตรีลงชิง “เก้าอี้” เลือกตั้งซ่อมหรือไม่

หลังจากนายกรัฐมนตรี อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ส่งสัญญาณเอาจริง ขีดเส้นใต้ว่า ต้องเดินตาม “บรรทัดฐาน” สุเทพ เทือกสุบรรณ ที่สละเก้าอี้รองนายกรัฐมนตรี ก่อนลงเลือกตั้งซ่อม สส.สุราษฎร์ธานี

จนกลายเป็นชนวนร้าวในพรรคร่วมรัฐบาล ถึงขั้นนำมาสู่การ “ตัดพ้อ” ปน “ต่อว่า” นายกฯ กับการเข้าไป “ล้วงลูก” กิจการภายในของพรรคร่วมรัฐบาล

แถมย้อนว่า “มาตรฐาน” ของประชาธิปัตย์ ไม่เกี่ยวกับมาตรฐานของพรรครัฐบาล และให้เหตุผลว่า การให้รัฐมนตรีลงเลือกตั้งซ่อมสามารถทำได้ไม่ขัดกฎหมาย แต่นายกฯ ยังมองถึงความสง่างาม ยังต้องการสร้างบรรทัดฐานให้กับการเมือง

รอยร้าวครั้งนี้ดูจะรุนแรงกว่าทุกครั้งที่ผ่านมาเมื่อทั้งสองฝ่ายต่างเสียงแข็งยืนกรานในความคิดของตัวเอง พร้อมส่งสัญญาณ “งัดข้อ” แบบไม่มีใครยอมใคร

มติจากที่ประชุมพรรคชาติไทยพัฒนาและภูมิใจไทยในวันนี้ จึงจะเป็นดัชนีชี้วัดทิศทางการเมืองต่อไป

ข้อมูลจากวงในระบุชัดเจนว่า “ชาติไทยพัฒนา” มีมติแล้วส่ง “เกื้อกูล ด่านชัยวิจิตร” รมช.คมนาคม ลงรักษาเก้าอี้ สส.พระนครศรีอยุธยา แบบไม่มีทางเลือกอื่น

ขณะที่ “ภูมิใจไทย” สุดท้ายมีมติส่ง “บุญจง วงศ์ไตรรัตน์” รมช.มหาดไทย ลงรักษาเก้าอี้ทั้งเหตุผลเรื่องการสร้างบารมี “ขุนพลอีสาน” และไม่อาจนิ่งนอนใจ ส่ง “กาญจนา วงศ์ไตรรัตน์” ภรรยาของ “บุญจง” ลงสนามเลือกตั้งโคราช ในวันที่คู่แข่งสำคัญอย่าง “เพื่อไทย” ผนึกกำลังกลุ่ม 3 พี หวังทวงเก้าอี้คืน

ปมปัญหาตอนนี้จึงเหลือแค่สองพรรคร่วมรัฐบาล จะยอมสละเก้าอี้รัฐมนตรีก่อนลงเลือกตั้งซ่อมหรือไม่

นอกจาก “ไม้แข็ง” ที่ “อภิสิทธิ์” เล่นบทโหดหวังกระตุ้น “ภาวะผู้นำ” ที่ต่ำเตี้ยเรี่ยดิน หลังปล่อยให้พรรคร่วมรัฐบาล “ขี่คอ” ยอมทำอะไรก็ได้ โดยหวังเพียงแค่เสียงสนับสนุนในสภา ประคองเสถียรภาพรัฐบาล

อีกด้านหนึ่งยังส่ง “สุเทพ” ผู้จัดการรัฐบาลไปเล่นบทประนีประนอมนัดกล่อม “บรรหาร ศิลปอาชา” แกนนำชาติไทยพัฒนา และเนวิน ชิดชอบ แกนนำภูมิใจไทย ที่ห้องอาหารจีนโรงแรมพลาซ่า แอทธินี

ก่อนเดินสายต่อเนื่องพบ ชวรัตน์ ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ที่ร้านอาหารจิอานนี่ ซอยต้นสน สุขุมวิท และเดินทางไปกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา พบ ชุมพล ศิลปอาชา หัวหน้าพรรคชาติไทยพัฒนา

ถึงจะออกตัวว่าไม่ใช่การ “กดดัน” แต่กระบวนการเดินสาย “เคลียร์ใจ” ของ “สุเทพ” ถือเป็นการ “บีบนวด” ให้พรรคร่วมยอมกลับมาเดินตามแนวที่ประชาธิปัตย์วางไว้

ทว่า ข้อมูลอินไซด์จากการสนทนาในช่วงเดินสายกล่อมพรรคร่วมรัฐบาล เสียงสะท้อนที่ออกมาไม่พอใจประชาธิปัตย์กับปมปัญหาครั้งนี้ เพราะไม่มีการพูดถึงเรื่องมาตรฐานเรื่องนี้ในการตกลงพลิกขั้วมาหนุนประชาธิปัตย์ตั้งรัฐบาล

ปิดท้ายการสนทนา ท่าทีของทั้งสองพรรคร่วมยังส่งสัญญาณคงยืนยันที่จะไม่ให้รัฐมนตรีทั้งสองคนลาออก ซึ่งในฐานะผู้จัดการรัฐบาลก็มีหน้าที่ต้อง “บีบนวด” กันต่อไป

อย่างไรก็ตาม “ทางเลือก” ของ “ภูมิใจไทย” และ “ชาติไทยพัฒนา” ในเวลานี้ไม่ได้มีมากมายนัก คาดการณ์กันว่าสุดท้ายที่ประชุมของสองพรรค คงมีมติออกมาให้ “รัฐมนตรี” ของตัวเองลาออกก่อนลงสนามเลือกตั้ง

เมื่อ “ไม้ตาย” อำนาจปรับ ครม.อยู่ที่นายกฯ อภิสิทธิ์ ประกอบกับสัญญาณ “เอาจริง” ที่พร้อมเขี่ยพรรคร่วมรัฐบาลออกเพื่อลดปัญหารุมเร้าต่างๆ

นายกฯ ประเมินแล้วยอมเลือกเดินเกม “รัฐบาลเสียงข้างน้อย” ดีกว่าจะถูก “แรงบีบ” จากพรรคร่วมรัฐบาล ที่ย่อมจะส่งผลเสียระยะยาวต่อประชาธิปัตย์ในสนามเลือกตั้งครั้งหน้า

เพราะอย่างไรเสีย “รัฐบาล” ก็สามารถยื้อยาวต่อไปได้อีกอย่างน้อยครึ่งปี นับจากสภาผู้แทนราษฎรจะปิดสมัยประชุมนี้ปลายวันที่ 29 พ.ย. เปิดอีกทีเดือน ก.พ. หากจะมีการอภิปรายไม่ไว้วางใจ หรือเป็นชนวนให้ต้องใช้เสียงโหวตในสภา

ที่สำคัญระหว่างการดำเนินการเลือกตั้งครั้งใหม่ “รัฐบาล” ก็ยังต้องทำหน้าที่รักษาการคุมทิศทางต่อไปได้อีก 23 เดือน กว่าจะมีการเลือกตั้ง รวมแล้วระยะเวลาอีกเกือบครึ่งปี คงจะทำให้ “ภูมิใจไทย” หรือ “ชาติไทยพัฒนา” กล้าแตกหักกับประชาธิปัตย์ในช่วงนี้

การเลือกทางประนีประนอมยอม “กัดฟัน” ร่วมรัฐบาลต่อไป ที่ไม่ว่าจะเพื่อการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เปิดทางแก้ไขให้กลับไปใช้ระบบเลือกตั้ง “เขตเดียวเบอร์เดียว” ที่จะเอื้อให้สองพรรคฝ่ากระแส “ทักษิณ” เบียดชิงเก้าอี้ผู้แทนได้ง่ายขึ้น

ยิ่งในวันนี้ นายกฯ ประกาศเดินหน้าเต็มสูบขับเคลื่อนการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ที่จะเข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภาเร็ววันนี้ โดยใช้ผลสรุป 2 ข้อจาก 6 ข้อ จากคณะกรรมการฯ ชุดอาจารย์สมบัติ ธำรงธัญวงศ์ เป็นประธาน เป็นเหตุผลลดแรงเสียดทานจากสังคมและจากภายในพรรคประชาธิปัตย์ หรือกรณีที่พรรคร่วมรัฐบาลช่วยกันประคองตัวต่อไปได้นานจนครบวาระสิ้นปี อย่างที่สุเทพและพรรคร่วมรัฐบาลต้องการ โอกาสได้จัดสรรงบประมาณราว 2 ล้านล้านบาท ผ่านงบประมาณ ปี 2554 ซึ่งเม็ดเงินกำลังจะงอกเงยเห็นผลช่วงเลือกตั้ง ก็น่าจะเป็นเหตุผลให้พรรคร่วม “ทน” เป็นรัฐบาลต่อไป

โดยเฉพาะ “ภูมิใจไทย” ที่ก้าวมาไกลเกินกว่าจะย้อนกลับไปสมานฉันท์กับ “เพื่อไทย”

นายกฯ เองยังลดความตึงเครียดกับพรรคร่วมฯ ด้วยเงื่อนไขปลอบใจ ว่ายังไม่มีความจำเป็นต้องแต่งตั้งใครแทน ในกรณีสองรัฐมนตรียอมลาออก

ในสภาวะที่พรรคร่วมรัฐบาลไม่มีทางเลือกที่ดีไปกว่านี้ สุดท้ายที่ประชุมของภูมิใจไทยและชาติไทยพัฒนา คงหนีไม่พ้นต้องมีมติให้ “รัฐมนตรี” ยอมลาออกไปลงสนามเลือกตั้ง

แต่ไม่ว่า “เหตุผล” ชี้แจงการยอมสละเก้าอี้สร้าง “บรรทัดฐาน” ใหม่ จะออกมาสวยหรูอย่างไร คงไม่มีใครสนใจเท่ากับเงื่อนไข “ปลอบใจ” ให้พรรคร่วมแลกกับการตัดสินใจครั้งนี้???

 

ข่าวล่าสุด

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ