"รัชดา"แจงนโยบายรัฐบาลลุงตู่แก้จนยุค4.0ถูกฝาถูกตัว
"รัชดา" แจงนโยบาย "ถูกฝาถูกตัว" แก้จนยุค 4.0 ของรัฐบาล "พล.อ.ประยุทธ์" เน้นลดภาระค่าครองชีพ สร้างความมั่นคงทางการเงิน พัฒนาอาชีพ หารายได้เสริม
"รัชดา" แจงนโยบาย "ถูกฝาถูกตัว" แก้จนยุค 4.0 ของรัฐบาล "พล.อ.ประยุทธ์" เน้นลดภาระค่าครองชีพ สร้างความมั่นคงทางการเงิน พัฒนาอาชีพ หารายได้เสริม
เมื่อวันที่ 30 ส.ค. 2562 นางสาวรัชดา ธนาดิเรก รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยในรายการ Government Weekly ครั้งที่ 3 จัดโดยสำนักโฆษกสำนักนายกรัฐมนตรี จัดขึ้นทุกวันศุกร์ในเวลา 15.00 น. ว่า มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจและมาตรการทางสังคมของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม สามารถแก้ปัญหาได้ "ถูกฝาถูกตัว" กล่าวคือในอดีตที่ผ่านมาการแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำ หรือ ความยากจน จะมุ่งเน้นระดับภูมิภาค ตามสภาพภูมิประเทศ หรือ ภูมิอากาศ แต่ในความเป็นจริงการพัฒนาเศรษฐกิจของแต่ละจังหวัดมีความแตกต่างกัน ด้านการพัฒนาอุตสาหกรรม หรือ เกษตรกรรม ดังนั้น พล.อ.ประยุทธ์ จึงมีแนวคิดใหม่ในการแก้ปํญหาความยากจนด้วยการจัดกลุ่มจังหวัดออกเป็น 4 กลุ่ม ตามโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อให้เกิดการแก้ปัญหาได้ถูกกลุ่มเป้าหมาย ดังนี้
กลุ่มที่ 1 จังหวัดเศรษฐกิจแข็งแกร่ง และมีความพร้อมสูง (สีเขียว) 29 จังหวัด อาทิ กทม.และจังหวัดปริมณฑล รวมถึงเขตเศรษฐกิจพิเศษ ซึ่งกลุ่มจังหวัดเหล่านี้มีอัตราการจ้างงานและรายได้เฉลี่ยต่อหัวสูงมาก ทางรัฐบาลจะเน้นบรรเทาภาระค่าครองชีพและเสริมสร้างความมั่นคงทางการเงิน กลุ่มที่ 2 จังหวัดเศรษฐกิจค่อนข้างแข็งแกร่ง (สีฟ้า) 8 จังหวัด เน้นพัฒนาอาชีพ และจัดหางานให้ทำ ส่วนใหญ่เป็นพื้นที่เกษตรที่มีศักยภาพสามารถพัฒนาหรือต่อยอดในการสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจจากสินค้าเกษตรได้ กลุ่มที่ 3 จังหวัดที่ขาดความพร้อม 7 จังหวัด (สีน้ำเงิน) ต้องเน้นการพัฒนาคุณภาพชีวิต และ กลุ่มที่ 4 จังหวัดที่ติดกับดักความยากจน (สีแดง) ต้องได้รับการดูแลอย่างเร่งด่วน หรือ จังหวัดที่เศรษฐกิจอ่อนแอ (สีส้มและสีเหลือง) ต้องเน้นการพัฒนาคุณภาพชีวิต พัฒนาอาชีพ รวมถึงการยกระดับการศึกษาและดูแลการรักษาพยาบาล เช่น จังหวัดชายแดนภาคใต้ เป็นต้น ทั้งหมดเพื่อให้สอดคล้องกับนโยบายไทยแลนด์ 4.0
ทั้งนี้ 4 กลุ่มจังหวัดที่กล่าวมาจะมี "ผู้ว่าราชการจังหวัด" เป็นเจ้าภาพในการบูรณาการและขับเคลื่อนแนวทางการแก้ไขปัญหาร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยมีกระทรวง ทบวง กรมเข้าไปร่วมบูรณาการ เช่น กระทรวงศึกษาธิการ เข้าไปดูแลด้านการศึกษา กระทรวงสาธารณสุข เข้าไปดูแลด้านสุขภาพและคุณภาพชีวิต กระทรวงพาณิชย์และกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จะร่วมกันพัฒนาอาชีพ และ การนำเทคโนโลยีมาลดต้นทุนการผลิต หรือ การฝึกอบรมและยกระดับความรู้การค้าขายออนไลน์แก่พี่น้องเกษตรกร เป็นต้น
นางสาวรัชดา กล่าวอีกว่าอีกมาตรการที่เข้าไปช่วยบรรเทาความเดือดร้อนแก่พี่น้องประชาชนภาคเกษตร ที่รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ เพิ่งอนุมัติเมื่อการประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.)เมื่อวันที่ 27 ส.ค.ที่ผ่านมา คือ โครงการประกันรายได้ "ข้าว" และ "ปาล์ม" งบประมาณ 3.4 หมื่นล้านบาท เป้าหมายและวัตถุประสงค์ คือ บรรเทาความเดือดร้อนในสภาวะพืชผลทางการเกษตรราคาตกต่ำ ที่สำคัญไม่ใช่มาตรการเข้าไปแทรกแซงราคาตลาด เพราะหลักการประกันราคา คือ หากราคาพืชผลต่ำกว่าราคาที่รัฐบาลประกันไว้ จะจ่ายส่วนต่างให้กับเกษตรกร แต่หากราคาพืชผลสูงกว่าราคาประกันทางรัฐบาลจะไม่เข้าไปแทรกแซง หรือ จ่ายชดเชยแต่อย่างใด โดยจะเริ่มดำเนินการภายในเดือน ต.ค.นี้ ดังนั้นพี่น้องเกษตรกรมั่นใจได้ว่าจะมีเงินเข้ากระเป๋าเพิ่มขึ้นอย่างแน่นอน
สำหรับโครงการประกัน "ปาล์ม" ครั้งนี้ถือว่าแตกต่างจากทุกครั้งที่ผ่านมา คือ ประกันราคากิโลกรัมละ 4 บาท จึงอยากเชิญชวนพี่น้องเกษตรกรที่ยังไม่ได้ขึ้นทะเบียนขอให้รีบไปขึ้นทะเบียนเพื่อเข้าสู่ระบบ ที่สำคัญการจ่ายเงินในครั้งนี้จะจ่ายถึงมือเกษตรกรโดยตรง ทั้งผู้ปลูกข้าว หรือ ผู้ปลูกปาล์ม แต่ขอย้ำว่า มาตรประกันราคา "ปาล์ม" เพื่อบรรเทาความเสี่ยงด้านราคา เพราะรัฐบาลยังมีมาตรการอื่นๆในการเข้ามาช่วยยกระดับราคาปาล์มน้ำมันอีก ตัวอย่างเช่น นโยบายพลังงานทางเลือกในภาคขนส่ง และ การผลิตกระแสไฟฟ้า โดยกระทรวงพลังงาน เตรียมนำปาล์ม 1.3 แสนตัน ไปผลิตกระแสไฟฟ้า ถือเป็นหนึ่งในมาตรการเพื่อดูดซับอุปทานปาล์มในตลาด รวมถึงส่งเสริมการใช้ "ไบโอดีเซล" ที่ปัจจุบัน บี 7 เตรียมผลักดันให้เป็น บี 10 ภายในปลายปีนี้ จึงมั่นใจว่าราคาปาล์มในอนาคตจะต้องสูงกว่า 4 บาทต่อกิโลกรัมอย่างแน่นอน ย่อมจะทำให้พี่น้องเกษตรกรมีเงินในกระเป๋ามากขึ้นจากนโยบายของรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์
นางสาวรัชดา กล่าวอีกว่าอีกปัญหาสังคมที่น่าเป็นห่วง คือ ปัญหา "วินัยการออม" โดยเฉพาะนักเรียนนักศึกษาที่กู้ยืมเงินจาก กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา หรือ กยศ. ควรระมัดระวังการใช้จ่ายและรู้จักออมเพื่อในอนาคตเมื่อเรียนจบไปแล้วสามารถใช้หนี้คืน กยศ.ได้ ตัวอย่างเช่น ปีที่ 1 - 3 ควรเก็บสะสมวันละ 10 บาท พอปีที่ 4 - 7 อาจเพิ่มเป็นเก็บสะสมวันละ 15 - 20 บาท เมื่อเรียนจบและมีงานทำสามารถคืนเงินต้นและดอกเบี้ยแก่ กยศ.ได้ โดยไม่ต้องมีปัญหาในภายหลัง ดังนั้นจึงอยากแนะนำให้ "มีสติ" ยับหยั่งชั่งใจไม่ควรก่อหนี้เพิ่มระหว่างเรียน ไม่ว่าจะเป็นหนี้ กยศ. หรือ หนี้อื่นๆ อาทิ บัตรเครดิต หรือ หนี้ที่อยู่ในระบบ หรือ นอกระบบ ถือเป็นปัญหาสังคมที่รัฐบาลมีความเป็นห่วงอย่างมาก


