
อิตาเลียนไทยฯ..ไม่ธรรมดา ทวายโปรเจกต์แสนล้าน
การเข้าไปรับงานอภิมหาโปรเจกต์กว่าแสนล้านบาทใน “โครงการท่าเรือน้ำลึกทวาย” ในพม่าของ “บริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์” สร้างความตื่นตะลึงให้วงการรับเหมาไทยและภูมิภาค
การเข้าไปรับงานอภิมหาโปรเจกต์กว่าแสนล้านบาทใน “โครงการท่าเรือน้ำลึกทวาย” ในพม่าของ “บริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์” สร้างความตื่นตะลึงให้วงการรับเหมาไทยและภูมิภาค
โดย ทีมข่าวการเงิน
เมื่อสัญญาที่อิตาเลียนไทยฯมีการลงนามไปเมื่อเร็วๆนี้ มีระยะเวลาสัมปทาน (สัญญาเช่าพื้นที่) 75 ปีครอบคลุมพื้นที่ 170,000 ไร่ คิดเป็นอาณาเขต 250 ตารางกิโลเมตร
ประกอบด้วย โครงการก่อสร้างท่าเรือน้ำลึก ภายในประกอบด้วยอู่ต่อเรือขนาด 300,000 ตัน และท่าเรือตู้คอนเทนเนอร์สามารถเทียบเรือขนาดใหญ่ได้พร้อมกัน 5-6 ลำ
โครงการนิคมอุตสาหกรรมหนัก อาทิโรงเหล็ก ปิโตรเคมีคอมเพล็กซ์ โรงไฟฟ้า 6,000 เมกะวัตต์ โรงปุ๋ย
โครงการถนนและทางรถไฟเชื่อมต่อมายังประเทศไทย
โครงการพัฒนาเมืองสำหรับอยู่อาศัยและเชิงพาณิชย์
นอกจากนี้ พม่ายังมีแผนพัฒนาพื้นที่บริเวณหาดทวายให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวระดับโลกเหมือนภูเก็ตภายใต้ชื่อ "ทวาย เพนนินซูล่า"
เหนือสิ่งอื่นใดก็คือ การเข้าไปรับสัมปทานในพม่ามูลค่าแสนล้านได้นั้น “คอนเน็คชั่น” ของอิตเลียนไทยฯ ต้องไม่ธรรมดา
เปรมชัย กรรณสูตร ประธานบริหารและกรรมการผู้จัดการ บริษัทอิตาเลี่ยนไทยดิเวล๊อปเมนต์หรือไอทีดี กล่าวว่า การที่สัมปทานในพม่าไม่ใช่เพิ่งเกิดขึ้น แต่การได้มาซึ่งโครงการนี้เกิดขึ้นเมื่อ 12 ปีที่แล้ว ที่พม่ามอบให้ให้บริษัทอิตาเลียนไทยฯศึกษาเป็นการทั่วไป แต่เจอวิกฤตต้มยำกุ้ง จึงชะลอออกไป
เมื่อเวลาผ่านมาทุกอย่างดีขึ้น เศรษฐกิจดีขึ้น พม่าก็มาถามว่า เรายังสนใจพัฒนาอยู่ไม่เพราะตอนนี้ประเทศอื่นเช่นจีน อินเดียและญี่ปุ่นก็แสดงความสนใจอยู่ ถ้าไม่ทำก็จะให้ประเทศอื่นไป ซึ่งบริษัทก็ตอบรับอีกครั้งว่าสนใจและได้แจ้งให้รัฐบาลในขณะนั้น(รัฐบาลสมัคร สุนทรเวช อดีตนายกรัฐมนตรี)เพื่อให้ดำเนินการเจรจาในลักษณะรัฐต่อรัฐหรือ จีทูจี ซึ่งเมื่อทุกอย่างเกิดขึ้นก็ตกลงดำเนินการ
เปรมชัย ระบุว่า เมื่อได้ลงพื้นที่จึงศึกษาสภาพทางภูมิศาสตร์ และ ทำการสำรวจ แล้วพบว่าการพัฒนาเป็นนิคมอุตสาหกรรม การทำท่าเรือน้ำลึก จะเป็นเรื่องที่เหมาะสมสุดสำหรับพื้นที่ทวาย
ขณะเดียวกันทวายจะเป็นจุด “ทรานสปอร์ต” หรือขนส่งสินค้าให้กับไทยได้ ดังนั้นจึงเป็นเหตุผลหนึ่งทำให้เราสนใจพัฒนาและทำโครงการนี้
นอกจากนี้การที่ทวายอยู่ห่างจากกรุงเทพเพียง 300 กิโลเมตรเท่านั้น ขณะที่โครงการท่าเรือปากบาราห่างจากกรุงเทพกว่า 1,000 กิโลเมตร และทำเมืองอุตสาหกรรมลำบาก ดังนั้นมองว่าท่าเรือทวายน่าจะเป็นท่าเรื่อที่มีศักยภาพและไทยจะมีความได้เปรียบมากในเรื่องของการขนส่งสินค้า
เปรมชัย ระบุว่า การทำนิคมอุตสาหกรรมที่ทวายจะทำให้นาม “บริษัททวายดิเวลล็อปเมนต์” ซึ่งมีทุนจดทะเบียน 100 ล้านเหรียญสหรัฐโดยไอทีดีถือหุ้น 100 % ในเบื้องต้น แต่ในอนาคตบริษัทดังกล่าวจะต้องการเงินทุนอีกมาก ดังนั้นบริษัทจำเป็นต้องหาพันธมิตรเข้ามาร่วมทุนและสุดท้ายก็จะต้องลดสัดส่วนการถือหุ้นลดแต่จะเหลือมากน้อยแค่ไหนก็จะต้องขึ้นอยู่กับทุนใหม่ที่จะเข้ามา
“ขณะนี้มีกลุ่มทุนทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศสนใจเข้ามาร่วมทุนนับสิบราย” เปรมชัยระบุ
สำหรับรายละเอียดในนิคมอุตสาหกรรมนั้นบริษัทจะนำประสบการณ์และอุปสรรคต่างๆที่เกิดขึ้นในประเทศมาพัฒนาเพื่อให้นิคมอุตสาหกรรมที่นี้สามารถรองรับในเรื่องต่างๆได้และไม่มีอุปสรรคซึ่งขณะนี้ในส่วนของพม่าอยู่ระหว่างยกร่างกฎหมายเพื่อให้ทวายเป็นพื้นที่พิเศษหรือเขตเศรษฐกิจพิเศษ(SEZ) ซึ่งจะนำสิทธิพิเศษทางด้านภาษีทั้งในเรื่องการนำเข้าเครื่องจักร การนำเข้าคนการนำเข้าวัสดุ รวมถึงการนำสิทธิพิเศษทางภาษีมาใช้ดึงดูดนักลงทุนเข้ามา และจะออกแบบนิคมฯนี้ให้เหมสะสมกับการเป็นนิคมอุตสาหกรรมสำหรับการทำธุรกิจ
ในเชิงธุรกิจเรียกได้ว่างานนี้อิตาเลียนไทยฯบุกเดี่ยวเข้าไปรับสัมปทาน ขณะที่ภาครัฐเป็นเพียงฝ่ายสนับสนุน โดยก่อนหน้านี้ไม่ถึง 2 เดือนก่อนที่ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ไปเยือนพม่าก็ได้หารือกับผู้นำพม่าในเรื่องการพัฒนาเมืองทวาย ก่อนจะมีการลงนามในสัญญาระหว่างอิตาเลียนไทยฯและพม่า
โดยนายอภิสิทธิ์ มองว่า ท่าเรือทวาย ซึ่งจะมีนิคมอุตสาหกรรมด้วย เหมาะสำหรับการลงทุนในอุตสาหกรรมหนัก ซึ่งกำลังติดปัญหาเรื่องสิ่งแวดล้อมในประเทศไทย
มีเรื่องเล่ากันว่า ทุกครั้งที่ ภาครัฐ เช่น กระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงคมนาคม หรือสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ จะเข้าไปสำรวจเส้นทางเมืองทวาย ยังต้องพึ่งพาเจ้าหน้าที่จากอิตาเลียนไทยฯ ซึ่งมีความชำนาญและมีความสัมพันธ์เชิงลึกของคนในพื้นที่ คอยแนะนำ
แหล่งข่าวจากกระทรวงต่างประเทศ กล่าวว่า ในส่วนของรัฐบาลไทยก็สนับสนุนโครงการนี้ โดยให้การสนับสนุนเรื่องเงินให้เปล่าแก่พม่าในการก่อสร้างถนนเชื่อมต่อเส้นทางระหว่างไทยกับพม่า เหลือแต่เส้นที่จะเชื่อมต่อไปยังเมืองทวายเท่านั้น ที่จะต้องพัฒนาต่อ
รัฐบาลไทยมองว่าท่าเรือทวาย สามารถขนส่งสินค้าระหว่างกันได้สะดวก และยังช่วยแก้ปัญหาโครงการก่อสร้างท่าเทียบเรือน้ำลึกปากบารา จังหวัดสตูล ซึ่งเดิมรัฐบาลไทยตั้งใจจะใช้เป็นท่าเรือตาม “โครงการแลนด์บริดจ์”เชื่อมการขนส่งจากฝั่งทะเลอันดามันไปยังอ่าวไทย แต่ปรากฎว่าเจอชาวบ้านในพื้นที่ต่อต้านอย่างหนัก
เนื่องจากท่าเรือปากบาราไปตั้งอยู่ในบริเวณอุทยานแห่งชาติทางทะเล และยังมีอุตสาหกรรมต่อเนื่อง ที่เป็นอุตสาหกรรมปิโตรเคมี ทำให้ชาวบ้านและเอ็นจีโอไม่ต้องการให้ก่อสร้าง
ดังนั้น ถ้ามีท่าเรือทวายก็จะช่วยแก้ปัญหาการขนส่งสินค้าจากหลายจังหวัดของประเทศไทยในแถบฝั่งอันดามัน
นอกจากนั้นรัฐบาลไทยยังสนับสนุนโครงการ เซาท์เธิร์น คอริดอร์ (Southern Economic Corridor: SEC) เชื่อม พม่า ไทย เขมร และเวียดนาม จะทำให้การขนส่งสินค้าระหว่างประเทศอาเซียนง่ายขึ้น
อิตาเลียนไทยฯจึงถือว่าเป็นกลุ่มทุนไทยที่ออกไปรับงานในต่างประเทศที่ใหญ่ที่สุดไปแล้ว และยังสอดรับกับกระแสการเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน ที่จะทำให้ภูมิภาคนี้เติบโตสูงที่สุดในโลก
แต่หลังจากนี้ไป คงต้องจับตานโยบายของรัฐบาลพม่าหลังการเลือกตั้งทั่วไปว่าจะเป็นอย่างไรต่อไปและกระทบกับโครงการนี้หรือไม่???







