
มองเชิงลึกวิกฤตพม่าล้อมคอกผู้ลี้ภัยหลากมิติ
ปฐมบทปัญหาความขัดแย้งในพม่า ถูกจัดอันดับว่า เกิดเหตุร้ายแรงในอันดับแรกของอาเซียน ตั้งแต่ปี 2503 เป็นต้นมา หลังจากรัฐบาลทหารก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำพม่า
ปฐมบทปัญหาความขัดแย้งในพม่า ถูกจัดอันดับว่า เกิดเหตุร้ายแรงในอันดับแรกของอาเซียน ตั้งแต่ปี 2503 เป็นต้นมา หลังจากรัฐบาลทหารก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำพม่า
โดย..อิทธิกร เถกิงมหาโชค
ประเด็นสุดฮอตในงานเสวนา "พม่าและชะตาชีวิตผู้พลัดถิ่น : สถานการณ์และแนวโน้มการเคลื่อนย้ายข้ามพรมแดนของผู้พลัดถิ่น ภายหลังการเลือกตั้งของพม่าและการจัดการของรัฐไทย" ที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เมื่อวันที่ 12 พ.ย.ที่ผ่านมาคือ รัฐบาลไทย จะรับมืออย่างไรกับยอดผู้ลี้ภัยสงครามพม่า ที่ทะลักผ่านแดนเข้ามาในไทยตลอดแนวตะเข็บชายแดนไทย-พม่า ในสถานการณ์วิกฤตล่าสุด และจะสร้างจุดยืนใดระหว่างสิทธิมนุษยชนกับปัญหาความมั่นคงที่จะตามมา...
ปฐมบทปัญหาความขัดแย้งในพม่า ถูกจัดอันดับว่า เกิดเหตุร้ายแรงในอันดับแรกของอาเซียน ตั้งแต่ปี 2503 เป็นต้นมา หลังจากรัฐบาลทหารก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำพม่า ซึ่งมีการปลูกฝิ่นมากที่สุดในอาเซียน มีการใช้ทหารเด็กมากที่สุดในโลก และหลังจากสิ้นสินสงครามอักานิสถาน กลายเป็นว่า พม่า มีผู้ลี้ภัยมากที่สุดในโลกไปแล้ว
สงครามกลางเมืองยังเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องมีการละเมิดทั้งสิทธิมนุษยชน รวมถึงการค้ามนุษย์ ซึ่งเห็นชัดเจนว่า สิ่งที่เกิดขึ้นในพม่าคือ ภัยความมั่นคงของภูมิภาคนี้ และต้องเป็นความรับผิดชอบของทุกชาติในภูมิภาคอาเซียน!
กวยเซ ผู้แทนองค์การเบอร์มา อิชชู องค์กรเอกชนด้านผู้ลี้ภัยพม่า อธิบายภาพของการสู้รบระหว่างกองกะเหรี่ยงพุทธ (ดีเคบีเอ.) กับรัฐบาลทหารพม่า เมื่อวันที่ 8 พ.ย.ว่า ต้องมองถึงบริบทของการเลือกตั้งในพม่า และรัฐธรรมนูญ (รธน.) พม่า ในปี 2551 ซึ่งเชื่อว่า การลงประชามติในปีดังกล่าว และจัดให้มีการเลือกตั้งในปี 2553 ต้องมองว่า รธน.เขียนขึ้นโดยใคร และให้ประโยชน์กับใคร
รธน.ของทหารพม่า ตั้งธงชัดเจนว่า พม่า ต้องรวมชาติให้เป็นหนึ่งเดียว ทั้งที่ในอดดีตแบ่งแยกเป็น 14 รัฐ 7 มณฑล ทุกวันนี้ รัฐบาลพม่า พยายามบังคับกลุ่มกะเหรี่ยงพุทธ ให้เป็นกองกำลังพิทักษ์ชายแดน (บีจีเอฟ.) เป็นเป้าหมายที่วางอยู่ในรธน.มาตั้งแต่แรกแล้ว แต่เกิดการต่อต้านของชนกลุ่มน้อยจนมีการสู้รบไปทั่วพื้นที่ และทวีความรุนแรงเพิ่มขึ้น
เหตุผลนี้ส่งผลให้ทุกกลุ่มเตรียมพร้อมต่อสู้กับรัฐบาลพม่า ทั้งรัฐฉาน รัฐคะฉิ่น รัฐคาเรนนี หรือ รัฐมอญ ฯลฯ พร้อมลุกขึ้นต่อสู้ทหารพม่าแบบแตกหัก จะเกิดการอพยพของผู้ลี้ภัยหลั่งไหลเข้าสู่ไทยและเป็นคนพลัดถิ่นในระดับสากลมากขึ้น ยิ่งการต่อสู้มากขึ้นเท่าไร เชื่อว่าชนเผ่าต่างๆ จะยิ่งเกิดปัญหาต่างๆ นานามากขึ้น
กวยเซ กล่าวว่า ในความเป็นจริง รธน.ของรัฐบาลทหารพม่าฉบับนี้ ไม่ได้คุ้มครองประชาชนของพม่าอย่างแท้จริง เพราะไม่มีใครเกี่ยวข้องกับการร่าง รธน.แม้แต่คนเดียว ไม่มีใครเชื่อว่าจะมีการเลือกตั้งที่แท้จริง ถึงจะมีการประกาศการเลือกตั้งครั้งใหม่ตั้งแต่ปี 2552 ย้อนประวัติศาสตร์กลับไปถึงการเลือกตั้ง เมื่อปี 2531 ชาวพม่าถือว่า ครั้งนี้เป็นการเลือกตั้งทั่วไปครั้งแรกในรอบ 20 ปี ของพม่า
แต่ไม่มีใครเชื่อว่าจะเป็นการเลือกตั้งที่บริสุทธิ์ยุติธรรม และไม่มีใครไปใช้สิทธิ์ลงคะแนนเสียงอย่างบริสุทธิ์ใจ เพราะชาวพม่าไม่สามารถรับฟังข่าวสารข้อมูลใดๆ ได้เลย ดังนั้น การเลือกตั้งครั้งล่าสุด มีการโจมตีหมู่บ้านหลายแห่งจากฝีมือรัฐบาลทหารพม่า...
"จะเรียกการเลือกตั้งอย่างเสรีและเป็นธรรมได้อย่างไร ในเมื่อมีการโจมตีในเมืองเมียวดี ทั้งที่เป็นการเรียกร้องของประชาชนต่อการคุกคามจากทหารและรัฐบาลพม่า ที่ประกาศกำจัดกลุ่มต่อต้านทุกรูปแบบทั้งการข่มขู่และสังหาร เป็นการทำให้พม่าถอยหลังลง" กวยเซ ตั้งคำถาม
อย่างไรก็ตาม หลังจากนี้ไป เอ็นจีโอชาวพม่าคนนี้ เชื่อว่า จะเกิดการลี้ภัยของชนกลุ่มน้อยพม่าข้ามมาฝั่งไทยแน่นอน แต่มันจะเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วกว่าที่คาดไว้ เพราะชนกลุ่มน้อยไม่ยอมกองกำลังบีจีเอฟ. ให้กับรัฐบาลทหารพม่า ซึ่งทำให้เกิดการต่อสู้ในพื้นที่พรมแดนพม่า เช่น กองกำลังว้า ฉาน กะเหรี่ยง มอญ กะเหรี่ยง รวมทั้งกลุ่มต่อต้านรัฐบาลพม่าอื่นๆ หลังจากนี้จะเกิดผู้ลี้ภัยพม่าเข้าไทยอีกจำนวนมาก ไม่ใช่แค่หลังการเลือกตั้งเท่านั้น
พล.อ.นิพัทธ์ ทองเล็ก ที่ปรึกษาสถาบันป้องกันประเทศ กล่าวว่า ปัญหาทางกายภาพคน ชุมชน และพื้นที่ ตามแนวชายแดนพม่า พื้นที่ 2,401 กิโลเมตร ตลอดแนวชายแดนไทย-พม่า มีข้อตกลงไทย-พม่า ใช้พื้นที่ 55 กม. สองฝั่งแม่น้ำเท่านั้นที่มีความชัดเจนเรื่องเส้นแบ่งเขตแดนของพม่า มีการตรึงกำลังของทหารไทยตลอดแนวชายแดน แต่ในฤดูน้ำแล้งจะทำให้แนวร่องน้ำของแม่น้ำเปลี่ยนทิศทางทุกครั้ง มีการเซาะของตลิ่งทั้งสองฝั่งจนเกิดความระหองระแหงกันตลอดมา
สถานที่พักพิงของผู้หลบหนีภัยสงครามชาวพม่า ใน 9 ที่พักพิงตามตะเข็บชายแดนไทย-พม่า ทางสำนักงานข้าหลวงใหญ่สหประชาชาติ (ยูเอ็นเอชซีอาร์) มารับตัวผู้หลบหนีภัยไป 50,000 คน จาก 140,000 คน ซึ่งมาอยู่ในไทยตั้งแต่ปี 2527 เป็นต้นมา เฉพาะแค่จุดพักที่บ้านแม่หละ อ.ท่าสองยาง จ.ตาก ก็มีชาวพม่าถึง 40,000 คนแล้ว ส่วนใหญ่ขอเดินทางกลับพม่า หลังสิ้นสุดการเลือกตั้งในพม่า
ด้าน ศุภางค์ จันทวานิช ศูนย์วิจัยการย้ายถิ่นแห่งเอเชีย จุฬาฯ กล่าวว่า การอพยพของกลุ่มชาติพันธุ์ในพม่า ไทยต้องเสียค่าใช้จ่ายต่อชาวพม่า หัวละ 8,000 บาท คิดเป็นค่าใช้จ่ายไม่ต่ำกว่าปีละ 1.12 พันล้านบาท ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากนานาชาติเป็นส่วนใหญ่ รัฐบาลไทยจึงต้องรับมือกับการคุ้มครองชั่วคราวของผู้ลี้ภัยพม่า ปัญหาที่ตามมาคือ การพักพิงเป็นระยะเวลานานกว่า 20 ปีที่ผ่านมา จะมีปัญหาในเรื่องกระบวนการส่งตัวกลับ เพราะมีความหลากหลายในกลุ่มชาติพันธุ์ ทางออกจึงมีความหลากหลาย เช่น ส่งตัวกลับพม่า ส่งไปประเทศที่ 3 หรือโอนสัญชาติเป็นคนไทย ต้องดำเนินการอย่างเหมาะสม
พรพิมล ตรีโชติ สถาบันเอเชียศึกษา จุฬาฯ กล่าวว่า ปัญหาในพม่ามีความสลับซับซ้อนพอสมควร เนื่องจากมีหลายกลุ่มชาติพันธุ์ เนื่องจากเป็นชาติพหุสังคม มี 135 กลุ่มชาติพันธุ์ แบ่งเป็น 7 กลุ่มสำคัญคือ รัฐคะฉิ่น เป็นกลุ่มนักรบ อดีตนักรบของพม่า รัฐฉาน หรือไทใหญ่ มีชาติพันธุ์เล็กๆ อีก เช่น ว้า จีนโกกั้ง ปอโอ ปะหร่อง ลีงซุง เล่าหู่ ฯลฯ รัฐกะเหรี่ยง คาเรนนี หรือ คะยา หรือ ยางแดง รัฐมอญ กันชนกะเหรี่ยงกับไทย รัฐอาระกัน
ดังนั้น สถานการณ์ปะทะกันหลังการเลือกตั้งทั่วไปของพม่า การเขียน รธน.ในปี 2551 นำมาซึ่งเงื่อนไขใหม่ของพม่าคือ 1 ประเทศ 1 กองทัพ หมายความว่า พม่า ต้องเป็นหนึ่งเดียวทั้งหมด ต้องสลายกลุ่มชาติพันธุ์ทั้งหลายลงไป ต้องบมารับหน้าที่ใหม่เป็นกลุ่มพิทักษ์ชายแดน (บีจีเอฟ.) ให้รัฐบาลทหารพม่า จึงเกิดแรงต่อต้านจากกลุ่มอื่นๆ เช่น ว้า มีบริษัทก่อสร้าง ธนาคาร ห้างสรรพสินค้า ฯลฯ ควบคู่ไปกับการค้ายาเสพติด เงื่อนไขดังกล่าวทำให้เกิดกระแสต่อต้านทวีความรุนแรงมากขึ้นทุกที
ทรรศนะ วิชัยธนพัตน์ ผอ.กองการต่างประเทศ กระทรวงมหาดไทย (มท.) กล่าวว่า การจัดการปัญหากับผู้หลบหนีภัยสงครามสัญชาติพม่า ไทยได้รัลผลกระทบเต็มที่ตลอดแนวชายแดน ย้อนหลังไป 10 ปี มีการปะทะกันระหว่างรัฐบาลพม่ากับกองกำลังชาติพันธุ์ต่างๆ โดยเฉพาะในช่วงฤดูแล้ง 5 ปีหลังมานี้ มีการจัดกองกำลังและจัดการชุมชนเป็นระบบมากขึ้น แม้รัฐบาลพม่าจะใช้ความประนีประนอมมากขึ้น แต่ก็ยังมีปัญหาเรื่องการเมืองและความขัดแย้งอยู่ตลอดเวลา
การเตรียมการของ มท.ใช้วิธีรับมือกลุ่มผู้ลี้ภัยพม่าคือ สำรวจพื้นที่รองรับผู้หลบหนีภัยสงคราม ทั้งฝ่ายทหารในพื้นที่ องค์กรพัฒนาเอกชน รวมทั้ง ยูเอ็นเอชซีอาร์ ในกระบวนการคัดกรองคนเข้าสู่พื้นที่ รวมทั้งทางเข้า-ออก พื้นที่พักพิง
นอกจากนี้ ยังต้องกำหนดภารกิจหน้าที่ของแต่ละหน่วย ดูแลที่พัก อาหาร และแพทย์ดูแลผู้ป่วย มีการจำแนกแยกประเภทของคนที่เข้ามาในพื้นที่ การสื่อสารกันเองในท้องถิ่นผ่านวิทยุท้องถิ่น ขั้นตอนสุดท้ายคือ การเตรียมส่งกลับ ไทยต้องให้การคุ้มครองความปลอดภัยเต็มที่ การประเมินสถานการณ์จึงต้องทำพร้อมกันทุกฝ่าย สิ่งสำคัญคือ ฝ่ายประสานงานต้องแจ้งล่วงหน้าให้กับฝ่ายพม่ารับรู้ด้วยถึงการส่งกลับ จะได้ไม่เกิดปัญหาอื่นๆ ตามมา
สุรพงษ์ กองจันทึก ประธานคณะอนุกรรมการสิทธิมนุษยชนด้านชนชาติ ผู้ไร้สัญชาติ แรงงานข้ามชาติ และผู้พลัดถิ่น สภาทนายความ กล่าวว่า ผู้หลบหนีภัยสงครามพม่า สมัยก่อนคือ ชนกลุ่มน้อยพม่าตามชายแดน ทำให้คนเหล่านี้บ้านแตกสาแหรกขาด ขนทรัพย์สิน เข้ามาในพื้นที่ไทย
ทั้งนี้ ผู้ลี้ภัยจากเมืองเมียวดี และพญาตองซู ครั้งนี้เป็นชาวพม่า ซึ่งถูกกลุ่มกะเหรี่ยงพุทธเข้าตีเพื่อยึดพื้นที่ชั่วคราว ก่อความวุ่นวายยึดพื้นที่ในเชิงสัญลักษณ์ และผู้ลี้ภัยไม่ได้หอบทรัพย์สินเข้ามาด้วย เพราะเป็นคนมีหลักแหล่ง ค้าขายอยู่ในเมืองเมียวดี มีทรัพย์สินที่พักอยู่ในพม่าอยู่แล้ว จึงไม่จำเป็นต้องส่งกลับ หรือจัดตั้งศูนย์พักพิงในไทย เมื่อถึงเวลาสถานการณ์กลับสู่ภาวะปกติก็จะเดินทางกลับเอง โดยไม่จำเป็นต้องรีบร้อนส่งตัวกลับ







